เพิ่มความสุขให้ชีวิต ด้วยทัศนคติบวก

คิดบวกกับชีวิต

อยากมีความสุขกับชีวิตกันไหมเอ่ย..? หรืออยากจะมีความทุกข์ที่ขื่นขมระทมปวดหัวใจไปตลอดทุกวันกันล่ะ หากเราอยากมีความสุขในการดำรงชีวิตในทุกๆวัน มีความรู้สึกผ่อนคลายสบายอารมณ์ ไม่หงุดหงิดง่าย ไม่เหนื่อย ไม่เบื่อหลายๆสิ่งๆหลายอย่างแบบไม่มีเหตุผล เราควรจะต้องปรับมุมมองความคิดของเราเสียใหม่ ว่าสิ่งอะไรก็ตามที่มันเลวร้ายหรือเข้ามาในชีวิตแล้วเราไม่สามารถหลีกหนีมันไปได้ ในสิ่งเลวร้ายเรานั้นก็ย่อมมีด้านดีอยู่เสมอ

ยกตัวอย่างคือ การเดินออกไปตามที่สาธารณะแล้วโดนแมวจรจัดข่วนมือจนเป็นรอยแผล หากว่าเรามีความคิดที่ขี้หงุดหงิด กระวนกระวายใจ ใจร้อน เราก็จะรู้สึกว่าไอ้แมวตัวนี้มันน่าบีบคอให้ตายยิ่งนัก อยู่ดีๆดันเดินมาข่วนใส่ซะยังงั้น แต่ในทางกลับกัน หากเรามีมุมมองที่ดี มองแมวตัวนั้นว่ามันก็เป็นเพียงแค่สัตว์เดรัจฉาน มันไม่มีความรู้เหมือนเรา มันแค่ทำตามสัญชาตญาณที่มันเป็น แล้วก็ยังโชคดีที่ข่วนที่มือ แต่ไม่ได้ข่วนที่เบ้าตาจนเราต้องตาบอด

มุมมองชีวิต พลิกง่ายนิดเดียว

เห็นไหม.. เพียงแค่เปลี่ยนความคิด ความรู้สึก ในใจของเราจะเบาสบายยิ่งขึ้น สิ่งนี้เราจะเรียกว่า “ทัศนคติบวก” สำหรับการเปลี่ยนมุมมองความคิดในเรื่องของทัศนคติมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต หากเราเป็นคนที่มีทัศนคติลบ มองอะไรก็ดูแย่ไปหมด มีให้ติให้นินทาคนอื่นไปเสียหมดทุกด้าน รับประกันว่าจะไม่มีใครอยากเข้าหา ไม่มีใครอยากคบด้วย หรือแม้แต่ตัวเราเอง ต่อให้ไม่มีใครคบหาเพราะปากไม่ดี สุดท้ายเราก็จะเป็นทุกข์ของเราเองด้วยแม้แต่อยู่ตัวคนเดียว มันมีสาเหตุมาจากความคิดเชิงลบที่เรามีอยู่ในหัว

สิ่งเดียวที่จะทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นในชีวิตก็คือ “การเปลี่ยนมุมมองความคิดมาเป็นทัศนคติบวก” มีมุมมองต่อโลกที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าอยู่ๆมีมิจฉาชีพมาขอเงินแล้วเรารู้ว่าเค้าเป็นมิจฉาชีพ โกหกเป็นเรื่องราวเพื่อมาขอเงิน แต่เราก็ยังจะให้เงินไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ดีจังหนอ… เค้าอุตส่าห์มาโกหกเรา… เราก็ให้ไปเถอะ” แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าทัศนคติที่ถูกต้อง เพราะเรากำลังทำลายชีวิตของคนที่เรากำลังให้เงินเขาอยู่ด้วย เนื่องจากจะทำให้เขามีนิสัยเสียจนเคยชิน สิ่งที่ดีกว่าคือการชี้แนะแนวทางให้คนเหล่านั้นได้เลือกเดินเส้นทางอาชีพในการทำมาหากิน และมันจะเป็นวิชาติดตัวเค้าต่อไปในอนาคตด้วย

“ความสุขหาได้ด้วยตัวของเราเอง จากการเปลี่ยนมุมมองความคิด”

จิตใจคนเรา เปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา

จิตใจของคนเรา

ใจของมนุษย์เรานั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน สามารถแปรเปลี่ยนได้ไปตามกาลเวลาหรือสิ่งที่มากระทบ ดังนั้น เวลาที่บางคนเกิดอารมณ์ร้อน โมโหง่าย ขี้หงุดหงิด ก็อาจจะมีผลมาจากจิตใจของเขาคนนั้นมีการถูกกระทบด้วยอารมณ์ที่ร้ายเข้ามาก่อน จึงตอบสนองในเชิงเดียวกันออกไป หรืออาจจะเป็นคนที่เครียดสะสม ชอบคิดเอาเองไปเรื่อยเปื่อย จนมันออกมาทางอารมณ์ ไม่ว่าจะทางคำพูดกิริยาท่าทางต่างๆที่แสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์ร้อนหรือโกรธ

ถ้าหากว่าเราต้องการเป็นคนที่อยากจะมีจิตใจดี สงบ มีความสุขสงบในชีวิต เราจำเป็นจะต้องรู้จักการอบรมจิตใจของตัวเราเอง ไม่ให้ไปลุ่มหลงหรือแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งที่มากระทบรอบข้าง ไม่ว่าจะมาในเชิงบวกก็ดี หรือในเชิงลบก็ตาม ยกตัวอย่างคือ หากว่าเพื่อนชวนไปสังสรรค์ มีความสุขเฮฮา เราก็มีความสุขไปกับสิ่งเหล่านั้นด้วย เรื่องนี้ก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงอะไรนัก เพราะมันไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายหรือส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผู้อื่น

แต่หากกรณีที่เราปล่อยจิตใจให้ลุ่มหลงไปกับสิ่งที่มากระทบอยู่บ่อยครั้ง มันอาจจะทำให้เราไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์ และเมื่อถึงคราวที่เราจะต้องเกิดอารมณ์ร้อนในสิ่งที่ไม่ดีเข้ามากระทบ ไม่ว่าจะโดนเมียบ่น แม่ดุ หรืออะไรก็ตาม เราก็อาจจะมีการตอบสนองด้วยอารมณ์ที่ร้อนกลับไปในทันที นี่ก็จะเป็นข้อเสียโดยทันที

อย่าปล่อยใจให้ล่องลอยจนเคยชิน

เริ่มต้นเป็นคนที่มีจิตใจสงบและพบความสุขในชีวิต ในฉบับของการเข้าใจกลไกความคิดมนุษย์ การรู้จักฝึกใจให้เข้มแข็ง ทนทานต่อสิ่งที่มากระทบได้ ไม่โน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง หรือก็คือการหยิบเรื่องของธรรมะมาเป็นที่ตั้งในใจนั่นเอง แต่ในเว็บไซต์ของเราจะไม่ได้ลงลึกในเรื่องของพระธรรมคำสอนต่างๆ เพราะเราจะพูดถึงแค่เรื่องของแนวคิดการฝึกใจ การรู้จักวางอารมณ์ให้ถูกต้องและเหมาะสม

เมื่อเราวางใจถูกที่ เราจะเข้าหาผู้อื่นได้ง่าย เป็นที่รักของสังคมและคนรอบข้าง ไม่ใช่กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีใครอยากคบหา ด้วยสาเหตุที่คำพูดและกิริยาของเราไม่ดีจนทำให้ผู้อื่นไม่รู้สึกพอใจ เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยมีกันอยู่แล้วในใจเป็นส่วนใหญ่ ว่าจะมีคนที่เรารู้สึกชอบและที่เราไม่รู้สึกชอบ อารมณ์เดียวกันนั่นแหละ หากเราอยากเป็นคนที่มีคนรักคนชอบคน เราจำเป็นจะต้องรู้จักการฝึกจิตใจ การวางตัว ให้ถูกต้องและเหมาะสมต่อคนรอบข้าง