อย่าอยากได้อะไรเกินตัวมากไป

ชีวิต

การฝึกใจนั้น ไม่ได้มีประโยชน์หรือมีไว้ปฏิบัติในเส้นทางของการปล่อยวางทางโลก การปล่อยวางสิ่งต่างๆเพียงเท่านั้น แต่มันยังสามารถนำมาฝึกระเบียบวินัยให้กับความต้องการของชีวิตเราได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากว่าเรามีความต้องการอยากจะได้สินค้าหรูหรา นาฬิการาคาแพง หรืออะไรก็ตามที่เกินกำลังที่เราจะไขว่คว้า แต่เรามีความต้องการ กระเสือกกระสนพยายามที่จะนำมาซึ่งให้ได้สิ่งเหล่านั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเรา สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่ได้นำเพียงความสุขมาให้เราเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำหนี้สินเรื่องเดือดร้อนมาให้เราเป็นของคู่กันอีกด้วย

ควรพอใจเท่าที่ดี ยินดีเท่าที่ได้

ดังนั้น หากว่าเราไม่ได้สิ่งของเหล่านั้น และไม่มีหนี้ตามมา มันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า แต่ละคนนั้นมีความต้องการแตกต่างกัน นอกจากนี้ ระดับความต้องการก็ยังแตกต่างกันด้วย บางคนถึงแม้จะอยากได้ แต่ก็รู้สึกปล่อยวางได้ ท้ายที่สุดคนเหล่านี้ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ถ้าเกิดกำลังสามารถหาได้ก็จะนำมาตอบสนอง แต่ถ้าไม่สามารถหาได้ก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเอง

ส่วนคนที่มักจะมีความทุกข์ในชีวิตก็คือคนที่พยายามต้องการในสิ่งที่เกินตัวเกินกำลังของเรา และท้ายที่สุดนั้น ความต้องการเมื่อได้มันมาสามสี่วันก็รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากได้แล้ว แต่หนี้สินนั้นไม่ได้จางหายไป มันยังตามหลอกหลอนเราอยู่จนกว่าเราจะชดใช้หนี้จนหมด เหมือนคนที่เล่นพนัน 928BET แล้วได้เงินก้อน แต่ไม่รู้จักพอ สุดท้ายหมดตัวแทนที่จะได้เงินกลับมาจากการเล่นนิดๆหน่อย หากเราเป็นคนกลุ่มหลังเราควรจะรีบหัดเรื่องของการฝึกใจปล่อยวางสิ่งต่างๆ มองให้เห็นว่าสิ่งของเหล่านั้นที่เราอยากได้ ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่มีอะไร เมื่อเวลาผ่านไปมันก็เสื่อมสภาพลง

อยู่อย่างพอเหมาะ ไม่โลภมาก

หากเป็นสินค้าที่เข้ากลุ่มในเทคโนโลยี ผ่านไปปีสองปีมันก็ตกรุ่น ราคาก็เสื่อมลง ไม่มีอะไรที่น่าจะนำมาตอบสนองความต้องการของเราเลย สิ่งที่คู่ควรกับการนำมาใช้คือสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของเรา เช่นโทรศัพท์มือถือ หากเราต้องการใช้โทรก็ควรจะซื้อไว้ในราคาไม่สูงนัก ไม่จำเป็นต้องไปซื้อเครื่องหลายหมื่น เพื่อใช้ option ให้ครบถ้วน

การฝึกใจนั้นมีประโยชน์มาก เมื่อเราสามารถลดละกิเลสภายในจิตใจของเราได้ ความต้องการสิ่งของเหล่านั้นก็จะลดลงไปด้วย และเราก็จะไม่เกิดความเดือดร้อนในการต้องพยายามหาเงินมาเพื่อตอบสนองสิ่งเร้านั้นอยู่บ่อยครั้งไป ใช้ชีวิตอย่างสงบ เรียบง่าย ดีกว่าเยอะ

ฝึกใจให้สงบ เหมือนยากแต่ทำได้ง่ายมาก

ความสงบหยุดที่ใจ

ความเครียดคือโรคเงียบทีกัดกินจิตใจคนยุคปัจจุบันและมันต่อยอดไปสภาพจิตใจทำให้ท้อแท้สิ้นหวัง และอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้แม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วยสำหรับโรคนี้และอาจเป็นปัญหาทางจิตหากเกิดความเครียดมากๆ ซึ่งคนไทยไม่นิยมการไปพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดเพราะคิดว่าการไปหมอทางจิตเวชนั้นคือการเป็นบ้า หรือ มีสภาวะจิตไม่ปรกติแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย การไปหาจิตแพทย์เพื่อบำบัดความเครียด ความสับสนใจจิตใจ หรือความคิดที่ไม่อาจควบคุมได้เป็นการดีและช่วยให้เรามีชีวิตได้อย่างเป็นสุข แต่ก็มีบางคนเที่เลือกวิธีการฝึกใจให้สงบเป็นตัวช่วยในการลดความเครียด ลดความฟุ้งซ่าน นั่นคือการทำสมาธิ

ชอบคิดฟุ้งซ่านบ่อย

“สมาธิ” สำคัญไฉน

หากเอ่ยถึงการทำสมาธิหลายคนมักเห็นภาพการนุ่งขาวห่มขาวท่องพุทธโธ และเดินจง กลมยุบหนอพองหนอ และหลายคนคิดว่าตัวเองทำไม่ได้แต่จริงๆแล้วการทำสมาธิแบบง่ายๆ ขั้นพื้นฐานโดยไม่อิงการนั่งวิธีการสงบจิตหรือการฝึกจิตฝึกสมาธิแบบที่เห็นกันตามวัดหรือสำนักสงฆ์ต่างๆ เราสามารถทำได้ง่ายๆที่บ้านหรือแม้แต่ที่ทำงาน ความหมายของวิธีการง่ายที่เราอยากแนะนำ การอยู่นิ่งๆ ไม่คิดถึงอะไรที่เครียดๆ ปล่อยเรื่องเครียดๆออกจากความคิด นั่งหลับตาสัก 5 นาทีอาจจะใช้วิธีนับ 1-100 ไปเรื่อยๆแบบช้าๆ หรือ นั่งนับลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องคิดถึงอะไร ซึ่งสามารถทำได้ทุกสถานที่ไม่ว่าจะนั่งเงียบๆหลบมุมในห้องน้ำ หรือนั่งบนรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือแม้แต่ก่อนนอน วิธีนี้จะช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียดลงได้ แต่ขอย้ำว่ามันไม่ใช่สมาธิแบบทีอ้างอิงจากการปฏิบัติธรรม มันเป็นแค่การสงบจิตใจทำให้เราม่สมาธิที่จะทำงานต่อหรือหาหนทางแก้ปัญหา

แทงบอลออนไลน์

แต่หากมีความเครียดสะสมเช่นเคยเป็นผีพนัน แทงบอลออนไลน์ เล่นเสียทุกวัน ตอนฝึกมีใจกระวนกระวายถึงเรื่องนี้บ่อยครั้ง การทำจิตใจให้สงบคู่ไปกับการรักษาโดยแพทย์จิตเวช จะช่วยให้ได้ผลดีขึ้น จิตใจสงบมากขึ้น ลดความฟุ้งซ่านทางความคิดได้ หรือหากต้องใช้ยาในการบำบัดก็ควรทานให้ครบตามแพทย์สั่งด้วย คนที่มีเรื่องให้คิดฟุ้งซ้านเยอะ ชีวิตเคยหมกมุ่นเกี่ยวกับ พนัน บอล หวย การเดิมพันอะไรพวกนี้ อาจต้องฝึกเข้มงวดกว่าคนกลุ่มอื่นเพราะสมองไหลเวียนมาที่เรื่องพวกนี้ได้ประจำ จะทำให้ใจไม่สงบได้ แม้ว่าการฝึกจิตใจให้สงบจะเป็นทางออกเล็กๆในการแก้ความเครียดหรือลดความกดดันลงได้

แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วยว่า สามารถสงบจิตใจได้มากน้อยแค่ไหนในเวลาที่เกิดปัญหาหรือมีความเครียด เพราะพื้นฐานอารมณ์ไม่เท่ากันในแต่ละคน และยิ่งโดยเฉพาะคนที่มีพื้นฐานอารมย์รุนแรงเช่น โมโหง่าย ขี้หงุดหงิด การทำใจให้สงบเป็นเรื่องที่ยาก และยิ่งหากเราแนะนำให้รู้จักการปลงในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นที่ต้องอาศัยการยอมรับความจริง การมองปัญหาอย่างใจเย็น การแก้ปัญหาไปตามสถานการณ์ บางคนไม่สามารถทำได้เลยเพราะคนกลุ่มนี้จะมีอารมณ์ฉุนเฉียวมองเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่เสมอ และมักจะแสดงออกด้วยการไม่พอใจทำให้การฝึกจิตใจให้สงบทำได้ยาก

อย่าประมาทในช่วงขาขึ้น

จงใช้สติ

ในเรื่องราววันนี้ เราจะไม่ได้เน้นเพียงแค่การฝึกจิตใจ แต่การไม่ประมาทในชีวิตของเรานั้นยังถือว่าช่วยในหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตแต่ละวันของเราอีกด้วย ตัวผู้เขียนเองได้ประสบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน นั่นก็คือ ในช่วงที่เราขาลงนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม เราก็พร้อมที่จะทุ่มเทกับมันได้ทุกอย่าง สู้งานหนักโดยที่มีสติอย่างเพียบพร้อมและมีความระมัดระวังในการลงทุนรวมไปถึงการใช้เงินเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ชีวิตมันจะตกต่ำลงกว่าเดิม

ต่ำสุด สูงสุด เกิดขึ้นได้ในทุกคน

แต่ทุกคนก็จะมีช่วงขาขึ้นของตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง พอเริ่มมีรายได้เยอะๆ เริ่มมีคนมาจ้างงานเราเยอะ แล้วก็จะเริ่มประมาทในการใช้เงินเพราะเราอาจจะไม่เคยได้รายได้ถึงขั้นนั้นมาก่อนเลยทำตัวไม่ถูก หรือรู้สึกว่าชีวิตเรานี่แหละเฟื่องฟูแล้วก็เลยใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย เห็นอะไรก็ลงทุนมั่วซั่วไปเสียหมด สุดท้ายเงินไม่เหลือ นอกจากจะเสียทรัพย์แล้วสิ่งที่สำคัญก็คือเรายังต้องเสียสุขภาพทางใจด้วย หลายคนกว่าจะรู้ตัวทีก็หมดเงินไป 20,000-30,000 แบบไม่รู้สาเหตุแล้ว ไม่ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมาเลย บางคนมีตังเยอะหน่อยอาจจะเสียงเงินไปเป็น 1,000,000 ก็ได้

รอยยิ้มของคนที่สติ

การเสียเงินนั้นเมื่อเสียไปแล้วมันสามารถหาใหม่ได้ จิตใจของเราก็เช่นกัน อย่าหมองมนไปยึดติดกับความเครียด ความผิดพลาดที่มันเกิดขึ้น ด้วยฝีมือความประมาทของเรา แต่จงเรียนรู้มันและทำใจให้กว้าง เปิดรับโอกาสใหม่ๆเข้ามาอยู่เสมอ และก็ใช้บทเรียนที่ผิดพลาดมาเป็นแนวทางต่อยอดว่าเราจะไม่ประมาทในการใช้ชีวิตช่วงขาขึ้นอีกต่อไป เพื่อไม่ให้ชีวิตของเราจะตกต่ำเร็วเกินไป มีโอกาสตกต่ำน้อยที่สุด

ไม่ว่าคุณจะมีความเครียดมากแค่ไหน คุณสามารถจัดการความเครียดในหัวสมองเหล่านั้นได้ด้วยตัวของเราเอง จากการ “หมั่นฝึกใจ ฝึกเปลี่ยนความคิด ฝึกเปลี่ยนทัศนคติ” มองโลกให้เห็นทั้งสองด้าน แง่ดีแง่ร้าย เราจะพบว่าชีวิตเราก็ไม่ได้มีอะไรให้ต้องเครียดขนาดนั้นเลย เราสามารถออกค้นหาความสุขได้ด้วยการทำใจให้ว่างและสงบลงด้วยตัวเราเองทั้งสิ้น สิ่งดีเข้ามาก็ผ่านไป สิ่งร้ายเข้ามาก็ผ่านไป ไม่มีอะไรติดอยู่กับเราถ้าเราไม่เอาในไปผูกมันไว้

เพิ่มความสุขให้ชีวิต ด้วยทัศนคติบวก

คิดบวกกับชีวิต

อยากมีความสุขกับชีวิตกันไหมเอ่ย..? หรืออยากจะมีความทุกข์ที่ขื่นขมระทมปวดหัวใจไปตลอดทุกวันกันล่ะ หากเราอยากมีความสุขในการดำรงชีวิตในทุกๆวัน มีความรู้สึกผ่อนคลายสบายอารมณ์ ไม่หงุดหงิดง่าย ไม่เหนื่อย ไม่เบื่อหลายๆสิ่งๆหลายอย่างแบบไม่มีเหตุผล เราควรจะต้องปรับมุมมองความคิดของเราเสียใหม่ ว่าสิ่งอะไรก็ตามที่มันเลวร้ายหรือเข้ามาในชีวิตแล้วเราไม่สามารถหลีกหนีมันไปได้ ในสิ่งเลวร้ายเรานั้นก็ย่อมมีด้านดีอยู่เสมอ

ยกตัวอย่างคือ การเดินออกไปตามที่สาธารณะแล้วโดนแมวจรจัดข่วนมือจนเป็นรอยแผล หากว่าเรามีความคิดที่ขี้หงุดหงิด กระวนกระวายใจ ใจร้อน เราก็จะรู้สึกว่าไอ้แมวตัวนี้มันน่าบีบคอให้ตายยิ่งนัก อยู่ดีๆดันเดินมาข่วนใส่ซะยังงั้น แต่ในทางกลับกัน หากเรามีมุมมองที่ดี มองแมวตัวนั้นว่ามันก็เป็นเพียงแค่สัตว์เดรัจฉาน มันไม่มีความรู้เหมือนเรา มันแค่ทำตามสัญชาตญาณที่มันเป็น แล้วก็ยังโชคดีที่ข่วนที่มือ แต่ไม่ได้ข่วนที่เบ้าตาจนเราต้องตาบอด

มุมมองชีวิต พลิกง่ายนิดเดียว

เห็นไหม.. เพียงแค่เปลี่ยนความคิด ความรู้สึก ในใจของเราจะเบาสบายยิ่งขึ้น สิ่งนี้เราจะเรียกว่า “ทัศนคติบวก” สำหรับการเปลี่ยนมุมมองความคิดในเรื่องของทัศนคติมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต หากเราเป็นคนที่มีทัศนคติลบ มองอะไรก็ดูแย่ไปหมด มีให้ติให้นินทาคนอื่นไปเสียหมดทุกด้าน รับประกันว่าจะไม่มีใครอยากเข้าหา ไม่มีใครอยากคบด้วย หรือแม้แต่ตัวเราเอง ต่อให้ไม่มีใครคบหาเพราะปากไม่ดี สุดท้ายเราก็จะเป็นทุกข์ของเราเองด้วยแม้แต่อยู่ตัวคนเดียว มันมีสาเหตุมาจากความคิดเชิงลบที่เรามีอยู่ในหัว

สิ่งเดียวที่จะทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นในชีวิตก็คือ “การเปลี่ยนมุมมองความคิดมาเป็นทัศนคติบวก” มีมุมมองต่อโลกที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าอยู่ๆมีมิจฉาชีพมาขอเงินแล้วเรารู้ว่าเค้าเป็นมิจฉาชีพ โกหกเป็นเรื่องราวเพื่อมาขอเงิน แต่เราก็ยังจะให้เงินไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ดีจังหนอ… เค้าอุตส่าห์มาโกหกเรา… เราก็ให้ไปเถอะ” แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าทัศนคติที่ถูกต้อง เพราะเรากำลังทำลายชีวิตของคนที่เรากำลังให้เงินเขาอยู่ด้วย เนื่องจากจะทำให้เขามีนิสัยเสียจนเคยชิน สิ่งที่ดีกว่าคือการชี้แนะแนวทางให้คนเหล่านั้นได้เลือกเดินเส้นทางอาชีพในการทำมาหากิน และมันจะเป็นวิชาติดตัวเค้าต่อไปในอนาคตด้วย

“ความสุขหาได้ด้วยตัวของเราเอง จากการเปลี่ยนมุมมองความคิด”

จิตใจคนเรา เปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา

จิตใจของคนเรา

ใจของมนุษย์เรานั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน สามารถแปรเปลี่ยนได้ไปตามกาลเวลาหรือสิ่งที่มากระทบ ดังนั้น เวลาที่บางคนเกิดอารมณ์ร้อน โมโหง่าย ขี้หงุดหงิด ก็อาจจะมีผลมาจากจิตใจของเขาคนนั้นมีการถูกกระทบด้วยอารมณ์ที่ร้ายเข้ามาก่อน จึงตอบสนองในเชิงเดียวกันออกไป หรืออาจจะเป็นคนที่เครียดสะสม ชอบคิดเอาเองไปเรื่อยเปื่อย จนมันออกมาทางอารมณ์ ไม่ว่าจะทางคำพูดกิริยาท่าทางต่างๆที่แสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์ร้อนหรือโกรธ

ถ้าหากว่าเราต้องการเป็นคนที่อยากจะมีจิตใจดี สงบ มีความสุขสงบในชีวิต เราจำเป็นจะต้องรู้จักการอบรมจิตใจของตัวเราเอง ไม่ให้ไปลุ่มหลงหรือแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งที่มากระทบรอบข้าง ไม่ว่าจะมาในเชิงบวกก็ดี หรือในเชิงลบก็ตาม ยกตัวอย่างคือ หากว่าเพื่อนชวนไปสังสรรค์ มีความสุขเฮฮา เราก็มีความสุขไปกับสิ่งเหล่านั้นด้วย เรื่องนี้ก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงอะไรนัก เพราะมันไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายหรือส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผู้อื่น

แต่หากกรณีที่เราปล่อยจิตใจให้ลุ่มหลงไปกับสิ่งที่มากระทบอยู่บ่อยครั้ง มันอาจจะทำให้เราไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์ และเมื่อถึงคราวที่เราจะต้องเกิดอารมณ์ร้อนในสิ่งที่ไม่ดีเข้ามากระทบ ไม่ว่าจะโดนเมียบ่น แม่ดุ หรืออะไรก็ตาม เราก็อาจจะมีการตอบสนองด้วยอารมณ์ที่ร้อนกลับไปในทันที นี่ก็จะเป็นข้อเสียโดยทันที

อย่าปล่อยใจให้ล่องลอยจนเคยชิน

เริ่มต้นเป็นคนที่มีจิตใจสงบและพบความสุขในชีวิต ในฉบับของการเข้าใจกลไกความคิดมนุษย์ การรู้จักฝึกใจให้เข้มแข็ง ทนทานต่อสิ่งที่มากระทบได้ ไม่โน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง หรือก็คือการหยิบเรื่องของธรรมะมาเป็นที่ตั้งในใจนั่นเอง แต่ในเว็บไซต์ของเราจะไม่ได้ลงลึกในเรื่องของพระธรรมคำสอนต่างๆ เพราะเราจะพูดถึงแค่เรื่องของแนวคิดการฝึกใจ การรู้จักวางอารมณ์ให้ถูกต้องและเหมาะสม

เมื่อเราวางใจถูกที่ เราจะเข้าหาผู้อื่นได้ง่าย เป็นที่รักของสังคมและคนรอบข้าง ไม่ใช่กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีใครอยากคบหา ด้วยสาเหตุที่คำพูดและกิริยาของเราไม่ดีจนทำให้ผู้อื่นไม่รู้สึกพอใจ เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยมีกันอยู่แล้วในใจเป็นส่วนใหญ่ ว่าจะมีคนที่เรารู้สึกชอบและที่เราไม่รู้สึกชอบ อารมณ์เดียวกันนั่นแหละ หากเราอยากเป็นคนที่มีคนรักคนชอบคน เราจำเป็นจะต้องรู้จักการฝึกจิตใจ การวางตัว ให้ถูกต้องและเหมาะสมต่อคนรอบข้าง