ฝึกใจอย่างไรไม่ให้ตีลูกเวลาก้าวร้าว

ฝึกใจอย่างไรไม่ให้ตีลูกเวลาก้าวร้าว

การลงโทษลูกที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยการตี ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง ดังที่เราเห็นจากข่าวที่ผู้ปกครอง ครูและพี่เลี้ยงตีเด็กที่ดื้อไม่เชื่อฟัง จนทำให้เป็นแผล และที่สำคัญคือ เป็นการทำร้ายจิตใจของเด็กขั้นรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาจึงแนะนำให้ผู้ใหญ่ฝึกใจให้มีความอดทนและใจเย็น ไม่ตีเด็กและเปลี่ยนไปใช้วิธีการสั่งสอนแบบอื่นแทน ดังนี้

1. การแยกให้เด็กอยู่ตามลำพังสักครู่

เป็นการลงโทษ เพื่อให้เด็กสงบและยอมรับการกระทำที่ไม่เหมาะสม เป็นการลงโทษที่ได้ผลดีกับเด็กอายุ 2 ถึง 10 ขวบ โดยผู้ปกครองหรือครูต้องเตือนเด็กล่วงหน้าว่า หากขว้างปาสิ่งของใส่คนอื่น ก็จะต้องถูกไปนั่งบนเก้าอี้ทำโทษ ถ้าเด็กยังทำอีก ก็ต้องทำโทษตามที่ตกลงกัน แต่ไม่ควรเกิน 3 ถึง 10 นาที ระหว่างการลงโทษ ไม่ควรจะตอบโต้ใด ๆ กับเด็กแต่ควรให้เด็กอยู่ในสายตาอยู่เสมอ เมื่อหมดเวลาแล้ว จึงควรเข้าไปคุยกับเด็กและสอนเด็กด้วยเหตุผลว่าคราวต่อไปไม่ควรทำพฤติกรรมแบบนี้

2. การลงโทษเด็กโดยการนิ่งไม่สนใจ

เมื่อเด็กอาละวาด เมื่อไม่ได้อะไรดั่งใจ หรือเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ทำตามใจ ควรจะให้เด็กร้องไปเรื่อย ๆ แล้วให้หยุดเอง โดยที่ผู้ปกครองหรือครูต้องทำตัวนิ่ง ไม่สนใจ และไม่พูดคุยตอบโต้ด้วย แต่ต้องให้เด็กอยู่ในสายตาอยู่เสมอ เมื่อเด็กรู้ว่าผู้ใหญ่ไม่สนใจพฤติกรรมการเรียกร้อง ก็จะหยุดนิ่งไปได้เอง หลังจากที่เด็กเงียบ ผู้ใหญ่จึงควรเข้าไปพูดคุยด้วยเหตุผล ว่าพฤติกรรมที่เด็กทำนั้น ไม่น่ารักอย่างไรและไม่ควรทำแบบนั้นอีก

3. การให้เด็กรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

หลายครั้งที่เด็กเล่นของเล่นแล้วไม่เก็บเข้าที่ เมื่อผู้ปกครองสั่งให้เก็บ ก็อาจต่อต้านด้วยการขว้างปาสิ่งของ หรือ กรณีที่ไม่พอใจ ก็เอามือปัดแก้วน้ำพลาสติกจนน้ำหกเลอะเทอะ อย่างนี้นอกจากต้องทำโทษด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้ว ต้องให้เด็กเรียนรู้การรับผิดชอบด้วย เช่น การให้ไปหยิบผ้ามาเช็ดน้ำที่ทำหก หรือให้เก็บของเล่นมาลงในกล่องให้เรียบร้อย เป็นต้น

4. การงดของรางวัล

การใช้รางวัลเป็นสิ่งจูงใจ ก็สามารถปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นได้ แต่ต้องทำอย่างสมเหตุสมผล และไม่ใช่สำหรับทุกเรื่องทุกครั้ง มิเช่นนั้นเด็กอาจจะเรียกร้องเพื่อหวังให้มีการตั้งเงื่อนไขรางวัลก็เป็นได้ ในทางปฏิบัติ อาจจะตกลงกันเป็นกรณีสำคัญ ๆ ไป เช่น ถ้าเข้านอนเป็นเวลาทุกวันครบ 1 เดือน จะได้รับกระเป๋าเป้ใบใหม่ หรือ เก็บของเล่นทุกครั้งที่เล่นเสร็จ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ จะได้รับกล่องดินสอใหม่ หากทำไม่ได้ตามที่ตกลง ก็จะงดให้ของรางวัล

ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็ก ควรฝึกใจให้อดทนและหาวิธีอบรมสั่งสอนเด็กโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อทำให้เด็กเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะมีสุขภาพจิตดี ไม่ก้าวร้าว ซึ่งจะเกิดผลดีต่อสังคมในภาพรวมด้วย

แนะนำให้ผู้ใหญ่ฝึกใจให้มีความอดทนและใจเย็น

อยากลดน้ำหนักให้ได้ผล จะฝึกใจอย่างไรดี

การลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนเป็นสิ่งที่ดี สำหรับการทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้นและทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ฯลฯ ซึ่งบั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาวด้วย

แต่อุปสรรคของคนส่วนใหญ่ที่ทำไม่ได้ คือ มีเพียงเป้าหมายแต่ขาดการฝึกฝนที่ใจและทัศนคติ ในบทความนี้จึงรวบรวมวิธีฝึกใจและวิธีคิดที่จะทำให้ผู้อยากลดน้ำหนักเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น

1. คำนึงถึงเป้าหมายด้านสุขภาพเป็นหลัก

การลดน้ำหนัก หากเพียงเพื่อความสวยงามในการใส่เสื้อผ้า หรือเข้าสังคมเป็นครั้งคราว มักจะขาดวินัยในการทำ เรียกว่าเป็นการลดน้ำหนักที่ไม่ยั่งยืน แต่หากคิดถึงความแข็งแรงของสุขภาพกายที่จะ ทำให้ปลอดจากโรคเรื้อรัง ไม่ต้องกินยารักษาโรคอย่างยาวนานไปตลอดชีวิต ย่อมจะเป็นแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยเฉพาะหากเป็นผู้ที่มีครอบครัวแล้ว เมื่อนึกถึงการมีสุขภาพดี เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ดูแลลูกหลานไปอย่างยาวนาน ก็จะมีความมุ่งมั่นที่จะลดน้ำหนักได้ดีขึ้น

2. คิดถึงเงินออมที่จะมีมากขึ้น

นอกจากได้ลดน้ำหนักแล้ว จะทำให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อของกินที่ไม่จำเป็น เช่น ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ฯลฯ ซึ่งเป็นที่มาของความอ้วนและภาวะน้ำหนักเกิน และหากถือโอกาสนี้ ทำบัญชีรายรับรายจ่ายร่วมด้วย ก็จะเห็นได้ชัดว่าคุณจะประหยัดค่าอาหารได้เป็นจำนวนหลายพันบาทต่อเดือนเลยทีเดียว ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบลงทุนทางการเงิน เช่น ซื้อกองทุน ซื้อหุ้นอยู่แล้ว ก็ยิ่งนำเงินที่ออมได้นี้ ไปต่อยอดสร้างผลกำไรกลับมาได้อีกมากด้วย

3. ฝึกฝนวินัยและความอดทน

หลายคนได้ฝึกฝนวินัยในการออกกำลังกาย และเพิ่มความอดทนได้มากจากช่วงที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ซึ่งได้แก่ การตื่นนอนแต่เช้า ตี 4-5 เพื่อไปออกกำลังกาย หรือ หลังเลิกงาน 19:00-21:00 น. เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญอย่างสม่ำเสมอ ทั้งต้องควบคุมแคลอรี่ในอาหารแต่ละมื้อให้เป็นไปตามตาราง ผู้ที่อยากประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักได้เดือนละ 1-2 กิโลกรัม โดยไม่ทำร้ายสุขภาพ หรือกลับมาเกิดอาการอ้วนภายหลัง จึงต้องฝึกฝนวินัยและเสริมสร้างความอดทนให้กับตัวเองอย่างมาก ซึ่งจะกลายเป็นนิสัยที่ดี ในการมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จในทุก ๆ เรื่องได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า การฝึกใจในช่วงที่ต้องการลดน้ำหนัก มีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพที่เห็นผลในระยะสั้นและยาว และยังนำความมีวินัยและวิธีคิดไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ในเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ หวังว่า บทความนี้จะทำให้ทุกท่านที่ต้องการลดน้ำหนัก เกิดแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้น

คำนึงถึงเป้าหมายด้านสุขภาพเป็นหลัก

ฝึกใจให้รับมือกับการถูกบูลลี่ได้อย่างไร

ฝึกใจให้รับมือกับการถูกบูลลี่ได้อย่างไร

ในสังคมเราพฤติกรรมชอบแกล้งคนอื่นมีให้เห็นบ่อย เกิดขึ้นที่โรงเรียน สนามเด็กเล่น จนถึงถึงรัฐสภา มีการรังแกล้อเลียนอยู่ทุกหนทุกแห่ง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นธรรมดา แต่เป็นการทำร้ายความรู้สึกให้อับอาย เจ็บปวด มักจะเป็นผลเสียในระยะยาว หลายคนเก็บกด ซึมเศร้า เกิดปมแผลในใจ การกลั่นแกล้งที่เรียกว่าบูลลี่กำลังเป็นประเด็นที่พูดถึงกันมากในปัจจุบัน หากเราเป็นคนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อถูกบูลลี่ ต้องปรับตัวและฝึกใจรับมือกับปัญหาให้มันผ่านพ้นไปให้ได้

เมื่อปีที่แล้วมีข่าวสะพัดเรื่องการบูลลี่ในรัฐสภาของประเทศอังกฤษสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ร้ายแรงและหนักหนาจนถึงกับมีการรณรงค์ให้แก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สาเหตุที่พฤติกรรมล้อเลียนพูดเหยียดหยามคนอื่นขยายวงกว้างและยากที่จะจัดการ เพราะหลายคนคิดว่าการแกล้งกันเป็นเรื่องปกติ ตัวอย่างเช่น ชาวโซเชียลเข้าไปรุมด่าดูหมิ่นเหยียดหยามคนอื่นโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำเป็นการบูลลี่ผู้อื่น การทำไปโดยไม่รู้ตัวเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ตัวอย่างการถูกบลูลี่

ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการเคยชินกับการแสดงความไม่พอใจ สาดคำด่าทอ พูดประชดลูกน้องต่อหน้าพนักงานคนอื่น โดยบอกตัวเองว่าคำดูถูกจะผลักดันให้ทำงานดีขึ้นและก้าวไปสู่ความสำเร็จ หลายคนอาจฝึกใจให้แกร่งขึ้น เปลี่ยนคำดูถูกให้เป็นแรงผลักทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันการบูลลี่กลับมีผลกระทบต่อจิตใจอย่างมากและสร้างแผลให้หลายคนเจ็บปวด คิดว่าตนเองล้มเหลวเพราะไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำงานได้อย่างเป็นมืออาชีพ คนที่มีพฤติกรรมบูลลี่คนอื่นมักจะทำไปโดยไม่คิดว่าเป็นความรุนแรง แต่คิดว่าเป็นเพราะคนอื่นอ่อนไหวไปเอง ทุกคนอาจเหยื่อถูกแกล้งในที่ทำงานจากเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ลูกค้า การรังแกเอารัดเอาเปรียบและข่มขู่ในที่ทำงานเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากและไม่ใช่เรื่องตลก ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากเพื่อนร่วมงานบูลลี่กันเอง อีกครึ่งเกิดจากผู้จัดการข่มขู่คุมคามลูกน้อง ยิ่งทุกวันนี้มีการจับกลุ่มด่ากันในไลน์หรือในเฟซบุ๊ก ไม่ต้องเจอตัวก็รุมยำกันได้ทุกที่ทุกเวลาทำให้บางคนรู้สึกแย่มาก คนที่มีปัญหาปรับตัวเข้ากับสังคมนั้นไม่ได้จะอยู่ยาก สุดท้ายก็ต้องออกจากงานไป

การบูลลี่มีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการพูดดูถูก กีดกันทางสังคม กลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ ทำซ้ำ ๆ กันผลกระทบอาจก่อให้เกิดความเครียดและปัญหาสุขภาพตามมา ทำให้นอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลีย ความดันโลหิตสูง โรคซึมเศร้า ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นเป้าหมายต้องหาทางตอบสนองอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ ทำลายความมั่นใจหรือทำลายอาชีพของคุณ วิธีแก้ปัญหาโดนรังแกได้ดีที่สุดคือสร้างตัวตนให้แข็งแกร่งทำให้คนอื่นเกรงใจ เมื่อถูกแกล้งต้องฝึกใจยอมรับและหาทางจัดการกับปัญหาเพื่อให้คนที่เป็นฝ่ายบูลลี่เลิกตอแยไปในที่สุด

ตัวอย่างการถูกบลูลี่

เมื่อวิกฤตการเงินโจมตี ฝึกใจอย่างไรไม่ให้ชีวิตคู่ล่ม

เคล็ดลับการประคองชีวิตคู่ให้อยู่รอดในระหว่างการว่างงาน

ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและสถานการณ์การเงินไม่มั่นคง หลายคนได้รับผลกระทบหนัก ไม่มีงาน ไม่มีเงิน เป็นเรื่องน่ากลัว บางครอบครัวร่วมกันเผชิญปัญหาฝ่าฟันอุปสรรคอย่างกล้าหาญ แต่บางคนกลัวและเครียด ระเบิดอารมณ์ใส่กันรุนแรงจนครอบครัวแตกแยก ขาดความเห็นอกเห็นใจต่อกัน โดยเฉพาะผู้ชายในฐานะผู้นำครอบครัวจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่แล้ว หากทางบ้านไม่เข้าใจติติงและเรียกร้องโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้มาก จะรู้สึกเหมือนล้มเหลวและทนกับสภาพนี้ไม่ไหว ทุกสิ่งจะเลวร้ายลง วิกฤตการณ์ทางการเงินจะกลายเป็นวิกฤติคู่สมรสและสิ่งที่ตามมาคือการหย่าร้าง แต่การฝึกใจและเปลี่ยนทัศนคติจะสร้างความแตกต่างและประคับประคองครอบครัวจนกว่าจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

เคล็ดลับการประคองชีวิตคู่ให้อยู่รอดในระหว่างการว่างงาน มีดังนี้

ฝึกทัศนคติเชิงบวก

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่างงานหรือถูกปรับลดเงินเดือนทำให้ครอบครัวชักหน้าไม่ถึงหลัง เขาหรือเธอต้องการความรักและการสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไขจากคู่ครอง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความรู้สึกวิตกกังวลและไม่มั่นใจ ฝ่ายสนับสนุนควรลืมความทุกข์ของตัวเองไปสักพัก ฝึกใจให้จดจ่ออยู่กับอีกฝ่าย การให้กำลังใจง่าย ๆ อย่างเช่น เตรียมอาหารมื้อพิเศษเป็นเมนูโปรดราคาไม่แพง นั่งกินข้าวพร้อมกันบ่อย ๆ จะส่งเสริมกำลังใจแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะพบกับปัญหาและอุปสรรคชีวิตอย่างไร เรายังคงให้ความสำคัญกับชีวิตกันและกัน มีความสุขและรอยยิ้มได้เสมอ

พูดระบายความรู้สึกออกมาให้หมด

ผู้ชายมักจะอ่อนไหวกับความรู้สึกว่าผู้ชายไม่ควรร้องไห้ เวลาเกิดปัญหาฝ่ายภรรยาควรนั่งเคียงข้างปล่อยให้เขาพูดหรือร้องไห้ออกมาอย่างไม่ต้องอาย ไม่ต้องกอด ไม่ต้องพูดปลอบประโลม เว้นแต่เขาจะร้องขอเพื่อให้ความรู้สึกเครียดและทุกข์ผ่อนคลายลง ไม่เก็บกดอารมณ์จนต้องระเบิดออกมารุนแรง

สนับสนุนด้วยการประหยัด

หากมีลูกโตพอ ควรอธิบายให้เข้าในสถานการณ์ของครอบครัว แนะนำว่าควรทำอะไรที่จะช่วยกันประหยัดได้บ้าง อาจปรึกษากันลองหางานทำเสริมเพื่อช่วยเหลือครอบครัว การรัดเข็มขัดไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เป็นความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และความเคารพต่อพ่อแม่ที่ต้องการพลังใจมากที่สุดในเวลานี้

บอกรักกันบ่อย ๆ

พูดถึงสิ่งดีและชื่นชมความสามารถของอีกฝ่าย แสดงความเชื่อใจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นสองคนจะรับมือกับปัญหาได้ คนเรามีปัญหาการเงินมักจะขุ่นเคืองกันและอดที่จะพูดจาแขวะกันไม่ได้ แม้ว่าเราจะรู้สึกผิดหวังในตัวคู่ครองแต่จะต้องฝึกใจให้มองข้ามความล้มเหลวในช่วงเวลานั้น อย่าขุดคุ้ยสิ่งไม่ดีของอีกฝ่ายมาตำหนิกัน ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม เพราะอาจกลายเป็นตัวจุดชนวนให้ขุ่นเคืองใจกัน เกิดเป็นรอยร้าวที่ยากจะประสาน โปรดจำไว้ว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากคือนาทีพิสูจน์รักแท้ ไม่ว่าจะมีเงินทองมากมายหรือไม่มีเลย ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็จะไม่เปลี่ยนแปลงและมีความเชื่อมั่นศรัทธาว่าจะผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน

เมื่อวิกฤตการเงินโจมตี ฝึกใจอย่างไรไม่ให้ชีวิตคู่ล่ม

ครองตัวเป็นโสด ฝึกใจอย่างไรให้มีความสุข

ครองตัวเป็นโสด ฝึกใจอย่างไรให้มีความสุข

การครองสถานะโสดทำให้หลายคนมีความสุขเมื่ออยู่คนเดียว ได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ ไม่มีใครรบกวนและไม่ต้องปรับตัวตามใจคนอื่น แต่การใช้ชีวิตโสดมักจะมีเรื่องกวนใจอยู่เสมอ ต้องฝึกใจให้หนักแน่นไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดกันอย่างไร ควรรู้สึกแฮปปี้กับความโสดที่เราเลือกเอง ดีกว่าผูกติดกับคนไม่ดีหรือมีอันต้องเลิกราในภายหลัง บางคนรู้สึกวิตกกังวลเมื่ออยู่ตามลำพัง ความทุกข์จากความเหงาส่งผลเสียต่อสุขภาพใจ อย่าปล่อยให้ตัวเองซึมเศร้านานเกินไป

ขอแนะนำให้ลองรับมือกับความโสดตามวิธีการต่อไปนี้

เลี้ยงสัตว์ไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา เลือกประเภทน่ารักเลี้ยงง่ายและสุขภาพดีไม่เป็นภาระสำหรับคนที่อยู่เพียงลำพัง สุนัขหรือแมวเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดทำให้บ้านมีชีวิตชีวามากขึ้น หรือลองเลือกสัตว์ประเภทอื่นที่ไม่ต้องใช้เวลาด้วยมากนัก เช่น เลี้ยงนกแก้วในกรง เลี้ยงปลาในตู้กระจก ดูเล่นเพลิน ๆ บรรเทาความเครียดให้ผู้ที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ป้องกันภาวะซึมเศร้าและจิตใจห่อเหี่ยวได้ ควรเลือกกรงนกหรือตู้ปลาที่แข็งแรงอยู่ในสภาพดีใช้งานได้นาน เพียงจัดเตรียมอาหารและน้ำสะอาดเท่านั้น

การทำงานบ้าน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ตัวเองยุ่ง ๆ ฝึกใจให้จดจ่อกับงานบ้านจนไม่รู้สึกกังวลการไม่มีคนรักหรือครอบครัว เอาเวลาคิดมากนั้นมาทำอาหาร กวาดถูบ้าน ซักเสื้อผ้า จดรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันและจัดการให้เสร็จไปทีละอย่าง ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องจับเจ่านั่งเศร้าอีกต่อไป

ใช้โซเชียลมีเดียเท่าที่จำเป็น แม้ว่าสื่อสังคมออนไลน์จะเปิดโลกให้กว้างไกล ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ และกิจกรรมของคนอื่น ๆ แต่บางครั้งการมองคนอื่นมากเกินไป เห็นใคร ๆ โพสต์รูปถ่ายในโซเชียลมีเดียจะทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย อาจเกิดการเปรียบเทียบว่าทำไมคนอื่นมีความสุขกับช่วงเวลาดี ๆ ทำให้คนโสดรู้สึกเหงากว่าเดิม เพราะขาดกิจกรรมครอบครัว อาจเป็นสาเหตุทำให้เครียดเพิ่มขึ้น เมื่ออยู่คนเดียวจึงควรฝึกใจมองสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างในแง่ดี ลดเวลาสอดส่องโซเชียลมีเดียให้น้อยลงก็จะทำจิตใจให้สงบได้รับมือกับความโสด

ถ้าเป็นคนโสดที่ต้องการเพื่อนคู่คิด แต่ก็ไม่อยากมีคู่ครอง ก็ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นตัวเองจากคนทั้งโลก ลองพิจารณาการรับคนมาอยู่ร่วมชายคา ไม่ว่าจะเป็นญาติหรือเพื่อนสนิท ใครสักคนที่ไว้ใจได้ เข้ากันได้และไม่ก่อปัญหาจุกจิกกวนใจให้เครียดมากขึ้นไปอีก ก่อนอื่นต้องตกลงกันให้ดีว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร คุยเรื่องสำคัญอย่างความสะอาด ความเป็นส่วนตัว กิจกรรมประจำวัน และบุคคลที่จะเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราว เพื่อที่ทั้งคู่จะอยู่ร่วมบ้านกันอย่างมีความสุข ไม่มีพฤติกรรมขุ่นข้องหมองใจทำให้ต้องหันหลังแยกทางและเสียความรู้สึกต่อกันในภายหลัง

ความจริงแล้วการอยู่คนเดียวเป็นข้อได้เปรียบ ทำให้มีเวลามองทบทวนชีวิตและประสบการณ์ที่ผ่านมา เห็นคุณค่าในตนเองและรักตัวเอง ซึ่งเป็นพลังบวกทำให้ชีวิตโสดมีคุณค่าและมีความสุขได้ด้วยตัวเอง

วิธีการฝึกใจได้ผลดี ฝึกใจอย่างไรให้ไม่ให้ขี้เกียจ

วิธีการฝึกใจได้ผลดี ฝึกใจอย่างไรให้ไม่ให้ขี้เกียจ

ความขี้เกียจ นับเป็นอุปสรรคต่อการเรียนและการทำงาน ทำให้ง่วงนอน ซึมเศร้า เคลื่อนไหวช้า รู้สึกสมองตื้อ โดยเฉพาะหากต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ก็จะเกิดการผัดวันประกันพรุ่ง กระทบต่อภาพลักษณ์ ความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นในการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นในระยะยาวด้วย

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจที่ได้ผลดีมาฝาก เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

1. การมีเป้าหมายที่ชัดเจน

การตั้งเป้าหมายของชีวิตให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในวัยเรียนหรือทำงาน ก็ควรมีเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เพื่อช่วยให้วางแผนชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น การไม่มีเป้าหมายที่ตั้งใจด้วยตัวเองมักจะทำให้ขี้เกียจ มีความเบื่อหน่ายง่ายไม่อดทนและผัดผ่อนการทำงานไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้การวางเป้าหมายจะต้องมีลักษณะที่จับต้องได้ เช่น ตั้งใจว่าจะทำงานที่เจ้านายสั่งให้สำเร็จ 5 ชิ้นภายใน 3 เดือน หรือต้องมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 20,000 บาทใน 3 เดือน เป็นต้น

2. มองส่วนดีของงาน

นอกจากนี้การมองให้เห็นข้อดีของการทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความท้อแท้และความขี้เกียจได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะที่มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานเจ้านายหรือลูกน้อง หากมองที่ข้อดีบ่อย ๆ ก็จะทำให้ขยันมากขึ้นได้ เช่น งานที่ทำอยู่มีความมั่นคง เงินเดือนที่ได้รับเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายส่วนตัวและจำเป็นสำหรับค่าเล่าเรียนบุตร การทำงานล่วงเวลาทำให้มีเงินเก็บออมสำหรับอนาคตของครอบครัวมากขึ้น เป็นต้น

วิธีการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจที่ได้ผลดี

3. เสนอไอเดียให้มากขึ้น

สำหรับผู้ที่ทำงานแนวครีเอทีฟที่ต้องสร้างงานใหม่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือการต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หากมีความขี้เกียจก็จะกระทบต่อความก้าวหน้าในงานอย่างมาก วิธีแก้คือการพยายามคิดโปรเจ็กต์และเสนอไอเดียต่อทีมงานให้มากที่สุด เพื่อให้รู้สึกมีส่วนร่วมและทำให้กระตือรือร้นที่จะทำงานชิ้นนั้นให้สำเร็จมากขึ้น ซึ่งผลงานที่ได้จะสร้างความภูมิใจและทำให้คุณมีไฟในการทำงานมากขึ้นได้

4. แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

การทำงานในทุกสถานที่ย่อมมีปัญหาที่บั่นทอนความขยัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนที่ทำงานหลากหลายแห่งจะทำให้เห็นแนวทางแก้ปัญหาทั้งเรื่องคนและระบบงานมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าหลายแห่งมีปัญหามากกว่าและขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานมากกว่า คุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองโชคดีและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานของคุณให้ดีมากขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจ และเสริมสร้างความขยัน เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความสุขและความก้าวหน้าในอาชีพการงาน หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางที่คุณจะนำไปปรับใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำงานมากยิ่งขึ้น

วิธีการฝึกใจให้ประหยัด 2019

วิธีการฝึกใจให้ประหยัด 2019

ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สังคมและเศรษฐกิจมีความผันผวนมาก แต่ละคนจึงต้องหาวิธีในการประหยัดหรือควบคุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งวิธีการฝึกใจให้ประหยัดสามารถทำได้หลายเทคนิค ดังที่เราได้รวบรวมมาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม ดังนี้

1. คิดเสียว่าการดูภาพยนตร์ในโรงหนังเป็นเรื่องไม่จำเป็น ลองลดจำนวนครั้งในการดูหนังในโรงภาพยนตร์ลงไป ด้วยการเปลี่ยนไปใช้วิธีการซื้อโปรแกรมดูหนังผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่มีการคิดค่าใช้จ่ายแบบรายเดือนหรือรายปีแทน จะทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันมีหลายบริษัทให้บริการหนังในระบบสตรีมมิ่งที่ทำให้สามารถดูออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในด้านความคมชัดของภาพและเสียง และด้วยระบบเทคโนโลยี 4G และโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ รวมถึงแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก็ทำให้คุณได้อรรถรสในการดูหนังผ่านหน้าจออุปกรณ์เหล่านี้ ใกล้เคียงกับการดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้เช่นกัน

2. ฝึกเลือกซื้อเสื้อผ้าด้วยการเน้นที่คุณภาพ การซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นหรือซื้อที่ราคาถูกมาก อาจทำให้เบื่อง่ายเพราะตกเทรนด์ หรือใช้งานได้ในระยะเวลาสั้นเพราะเสื้อผ้าเสียทรง เนื้อผ้าเป็นขุยสวมใส่ไม่สบาย ฯลฯ จึงควรฝึกใจ ตั้งใจซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะใช้ได้นาน จึงจะเป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าและช่วยให้ประหยัดได้จริง ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกแบบที่ใส่สบาย สีสันไม่ฉูดฉาด เนื้อผ้าเหมาะกับฤดูกาล จึงจะทำให้คุณเลือกหยิบใช้ได้บ่อยยิ่งขึ้น

3. ให้ความสำคัญกับอาหารที่ทำเองในครอบครัว การทำอาหารรับประทานเอง นอกจากจะสามารถเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ทำเมนูอาหารที่ตัวเองและสมาชิกแต่ละคนชื่นชอบได้แล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ สามารถเรียนรู้เมนูอาหารใหม่ ๆ ผ่านคลิปในเว็บไซต์ YouTube.com หรือรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับอาหารซึ่งมีอยู่มากมายในปัจจุบันได้ด้วย

4. เห็นความสำคัญของการดื่มน้ำเปล่า ผักผลไม้สดมากกว่า การดื่มน้ำอัดลมกระป๋องหรือผักผลไม้กล่อง ที่มักจะมีราคาแพงและมีการเติมน้ำตาล เพื่อปรับรสชาติให้หวาน ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานในระยะยาวได้

5. ใช้บริการรถรับส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT รถเมล์ รถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ แทนการขับรถส่วนตัวบ้าง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าเช่าที่จอดรถ ซึ่งนับเป็นจำนวนเงินหลายพันบาทต่อเดือน

เห็นได้ว่า วิธีการฝึกใจให้ประหยัดต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิธีการคิดและไลฟ์สไตล์ในแต่ละวัน หวังว่าทุกท่านจะนำวิธีที่กล่าวมาไปปรับใช้ตามสถานการณ์ได้ตามความเหมาะสม

การฝึกใจให้ประหยัดสามารถทำได้หลายเทคนิค

9 วิธีฝึกใจอย่างไร ให้กลายเป็นคนแข็งแกร่ง เพื่อก้าวไปข้างหน้า

9 วิธีฝึกใจอย่างไร ให้กลายเป็นคนแข็งแกร่ง เพื่อก้าวไปข้างหน้า

1. อยู่กับตัวเอง

หาเวลาว่างเล็กน้อยต่อวัน เพื่อระลึกถึงสิ่งที่อยากทำ ทำให้เรามีแรงจูงใจนำไปสู่เป้าหมายความสำเร็จในอนาคตของตัวเอง

2. ทำในสิ่งที่ท้าทาย

ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ช่วยให้คุณก้าวออกจากความกลัว มันคือการท้าทายตัวเอง ถ้าสามารถผ่านมันไปได้จะทำให้มุมมองของตัวเองเปลี่ยนไป

3. บันทึกเรื่องราวดี ๆ

สิ่งไหนที่คุณทำแล้วมีความสุข ลองจดใส่สมุดดู จะช่วยปรับทัศนคติมุมมองของคุณ ช่วยให้คุณเป็นคนที่มีจิตใจแข็งแกร่ง

4. ดูแลสุขภาพ

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จะช่วยพัฒนาจิตใจของเรา ควรเปลี่ยนตัวเองให้พักผ่อนมากขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น

5. ให้กำลังใจตัวเอง

การพูดแต่สิ่งงดี ๆ ต่อตัวเอง มันมีผลต่อความรู้สึกมาก ดังนั้นลองพูดสิ่งดี ๆ ต่อตัวเอง จะปลดล็อคศักยภาพของคุณ

6. รู้ทันความรู้สึกของตัวเอง

บางคนที่มีความรู้สึกเศร้า หรือรู้สึกกลัว จึงไม่กล้าแสดงมันออกมา แต่ถ้าคุณมัวแต่เก็บความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้มันจะมีผลต่ออารมณ์และการตัดสินใจของคุณ

7. ตั้งเป้าวันเริ่มเป้าหมาย

บางคนฝัน “สักวันจะต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเอง” แต่คุณคิดไหมว่า สักวันหนึ่ง คือวันไหน และเมื่อไหร่จะลงมือทำสักที

8. ใช้เวลาอยู่กับคนสำคัญให้มากขึ้น

การมอบเวลาให้กับคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว หรือเพื่อนสนิท เพราะการมีเวลาให้กับคนที่เรารักจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

9. ให้คุณค่ากับชีวิตตัวเอง

ให้คุณค่าชีวิตกับตนเองมอบสิ่งดี ๆ ให้กับตนเอง หรือจะเป็นการเอาใจใส่สิ่งแวดล้อม ถึงแม่จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเสียสละเป็นคุณสมบัติของผู้ที่แข็งแกร่ง

9 วิธีฝึกใจอย่างไร ให้กลายเป็นคนแข็งแกร่ง เพื่อก้าวไป

วิธีฝึกระงับอารมณ์โกรธของตนเอง

วิธีฝึกระงับอารมณ์โกรธของตนเอง

อารมณ์โกรธ เชื่อว่าต้องเป็นกันทุกคน เวลาโมโหก็มักจะ ด่าทอ ใจร้อน ชอบทำลายข้าวของ เวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ เช่น เวลารถติดไฟแดงนานๆ เล่นพนัน hero88.co เสียทรัพย์ ก็มักจะมีอาการหงุดหงิด หัวเสีย กันบ้าง ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ก็ควรที่จะต้องรู้จักการระงับอารมณ์โกรธของตัวเองได้แล้ว ก่อนที่อารมณ์เหล่านี้จะกลายเป็นเรื้อรังที่อาจจะรักษาได้ยาก เพราะฉะนั้นควรจะฝึกตัวเองให้จัดการกับอารมณ์โกรธ ฉุนเฉียวเหล่านี้ได้แล้ว

การทำจิตใจให้สงบเวลามีอารมณ์โกรธ

1. มองโลกในแง่ดี การที่เราจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งดีๆรอบตัวก็สามารถผ่อนคลายอารมณ์โกรธลงได้ หลับตาแล้วนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ ลบความคิดที่ไม่ดีออกไป

2. ฟังเพลงชิลล์ ๆ ผ่อนคลายอารมณ์ด้วยเสียงดนตรีที่ชอบ นักร้องที่ชอบ หรือจะเป็นดนตรีแนวคลาสสิคหรือแจ๊ส ก็ช่วยได้

3. นึกถึงสถานที่ที่สงบ หลับตาแล้วจินตนาการสถานที่ที่เงียบสงบ หรือสถานที่ที่คุณชอบ เช่น น้ำตก หรือ ทะเล ยิ่งเราจดจ่ออยู่กับจินตนาการ ก็ยิ่งผ่อนคลายได้

4. นั่งสมาธิ การนั่งสมาธิจะช่วยให้จิตใจเราสงบ ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกว่าควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้ ให้ลองนั่งสมาธิดู จะช่วยให้เราใจเย็นขึ้น

5. การนับเลขถอยหลัง ไม่ว่าจะเป็นการนับเสียงดัง หรือเสียงเบา ก็ช่วยให้จิตใจที่กำลังโกรธอยู่ สงบลงได้

6. ฝึกสูดลมหายใจเข้า การสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จะช่วยทำให้จิตใจสงบ จดจ่ออยู่กับลมหายใจ ไม่ให้มีอะไรมากวนใจ

7. เต้น เมื่อเวลาที่รู้สึกโกรธ ลองเปิดเพลงที่มีจังหวะมันส์ ๆ การเต้นจะทำให้เราไม่คิดเรื่องที่ทำให้โกรธ และช่วยทำให้รู้สึกดีมากขึ้น

8. ควบคุมอารมณ์โกรธตนเอง เวลาที่มีอารมณ์โกรธก็มักจะทำร้ายตัวเอง ทำลายข้าวของ หรืออาจจะทำร้ายคนอื่น ลองถามตัวเองดูว่าสิ่งทำลงไป มันดีขึ้นหรือแย่ลง และสงบสติอารมณ์ของตัวเองดีกว่า

9. เดินเล่น การที่เราอยู่ห่างจากที่ที่ทำให้เราหงุดหงิด หรืออารมณ์เสีย การเดินเล่นช่วยให้จิตใจสงบ มีเวลาให้เราคิดทบทวบและไตร่ตรองอารมร์ของตัวเองมากขึ้น

วิธีฝึกระงับอารมณ์โกรธ

วิธีฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

วิธีฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

ความขี้เกียจเรียกว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน หรือการทำงาน เราจะมีวิธีการฝึกใจอย่างไร ให้เอาชนะความขี้เกียจที่มักมาเยือนบ่อย ๆ มาดูวิธีการดี ๆ ที่เราได้รวบรวมเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จกัน

วิธีฝึกใจชนะความขี้เกียจ

การยอมรับว่ากำลังขี้เกียจ และปรึกษาหาเทคนิคจากคนรอบข้าง

หากอยู่หอพัก (วัยเรียน) เราจะมีเพื่อนสนิทที่เรียนเหมือน ๆ กัน สามารถเลือกปรึกษาคนที่มีความมุ่งมั่นและขยันสม่ำเสมอได้ว่ามีเทคนิคอย่างไร ในการฝึกใจให้สู้กับความง่วง ความเบื่อ หรืออาการท้อถอย เมื่อต้องเจอหัวข้อที่ยาก

แต่หากเป็นวัยทำงาน เราแนะนำให้ปรึกษารุ่นพี่ หรือเพื่อนสนิทในที่ทำงานที่อาจทำงานต่างสถานที่ แต่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยแบ่งปันเทคนิคการฝึกใจได้ว่าจะทำอย่างไรให้มีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอเพื่อให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดสัปดาห์

การตั้งใจแน่วแน่ว่าจะจัดตารางตัวเองใหม่

การมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรใหม่ ๆ เช่น ในปี 2019 จะเริ่มต้นการวางแผนการใช้เวลา ที่มีศักยภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม จะทำให้การฝึกใจมีรูปแบบที่จับต้องได้ มีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จสูงขึ้นที่จะเอาชนะความขี้เกียจที่จะเลิกล้มแผนการหรือบันไดสู่ความสำเร็จในอนาคต

ตัวอย่างที่สามารถทำได้ เช่น การกำหนดเวลา ตื่นนอน และการเข้านอนอย่างเป็นกิจวัตร แบ่งเวลาให้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายมีช่วงเวลาการพักผ่อนที่เต็มที่ 6-8 ชั่วโมง ในแต่ละวัน ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่านาฬิกาชีวิตของคนเราจะมีความต้องการฟื้นฟูร่างกายด้วยการสร้างฮอร์โมนช่วงประมาณห้าทุ่มถึงตีสอง การได้หลับสนิทในช่วงดังกล่าวจึงส่งผลให้ร่างกายมีความสดชื่นและไล่ความขี้เกียจระหว่างวันออกไปได้ดีขึ้น

การลงมือทำสิ่งที่นึกขึ้นได้ก่อน ไม่ต้องมีคำว่ารอ

การมีไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเวลา ดังนั้นเมื่อมีไอเดียดี ๆ ผุดขึ้นมาในสมอง ก็ควรรีบจดและทำให้เกิดผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะจะมีพลังกระตือรืนร้นที่จะทำให้จบงานนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีกำลังใจว่าได้ยืนอยู่บนพื้นที่ความสำเร็จขั้นต้นแล้ว

ส่วนการที่หลายคนไม่สามารถฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจได้ เพราะมีความเคยชินในการรอคอยเวลา มักคิดผัดวันประกันพรุ่ง มีคำว่าเดี๋ยวทำ เดี๋ยวก่อนเป็นคำพูดติดปาก จนทำให้ไม่สามารถทำงานใดเสร็จได้เป็นชิ้นเป็นอันนั่นเอง

ฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

ดังนั้น คงจะเห็นแล้วว่าการฝึกใจให้เอาชนะความขี้เกียจไม่ใช่เรื่องยากที่เกินจะปรับปรุงตัวได้ หากมีเป้าหมายว่าจะทำงาน หรือเรียนให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ก็จะยิ่งเป็นแรงผลักดันให้มีความมุ่งมั่นเอาชนะความขี้เกียจ ที่มีโอกาสสูงในการบรรลุเป้าหมายนี้อย่างแน่นอน