การคิดอย่างรอบคอบ ลดความผิดพลาดลงได้

การคิดอย่างรอบคอบ คือทางออกที่ดี

ในท้องถนน เมื่อเราขับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ลงสู่ท้องถนนแล้วโอกาสที่เราจะเกิดอุบัติเหตุจากการเดินทางย่อมเกิดขึ้นทันที อยู่ที่ว่าเราจะมีสติ เราจะลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเหล่านั้นได้อย่างไร การมีสติอยู่กับตัวจะสามารถลดความประมาทลงได้ และสติก็จะอยู่ได้เมื่อเมฆการคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว เมื่อเราเลือกที่จะตัดสินใจขับรถก่อนสตาร์ท เราจะต้องมีการคิดอย่างรอบคอบ ว่าเราจะขับรถไปไหน เราจะขับด้วยความเร็วสูงสุดเท่าไหร่ เราจะขับปาดหน้าซ้ายขวาหรือไม่ ในกรณีที่รถติดหนัก ถ้าเราขับไปเรื่อยเรื่อยโดยความไม่ประมาทบนท้องถนน ด้วยความเร็วที่ต่ำ มันจะไปทันธุระของเราหรือเปล่า เราต้องเผื่อเวลาไว้ประมาณกี่นาทีหรือเป็นชั่วโมง

การตัดสินใจรอบคอบเหล่านี้ จะช่วยให้เราลดความผิดพลาดลงได้ อย่างกรณีที่ยกตัวอย่างมาคือเมื่อเรารู้ว่าเรามีงานเร่งรีบ เร่งด่วน เราควรจะต้องเผื่อเวลาในการเดินทางเอาไว้ให้เยอะเยอะ เพราะโอกาสรถติดมีเกิดขึ้นอยู่ได้เสมอ หรืออาจเกิดเหตุฉุกเฉินสุดวิสัย เช่น รถดับกลางคัน กว่าช่างจะมาก็อาจจะต้องเราราวซัก 30 นาที ทีนี้ถ้ามันเป็นงานเร่งด่วนแล้วจะทิ้งรถไว้ข้างทาง แล้วบอกรถโดยสารไป มันจะสะดวกไหม นี่คือสิ่งที่เราต้องคิดก่อนที่จะเริ่มเดินทาง

กลไกกระบวนความคิด

คำนวณเผื่อไว้ตั้งแต่ต้น ไม่มีเสียหาย

ทุกๆอย่าง เราควรจะมีการคำนวณไว้อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดต่อหน้าที่การงาน ต่อครอบครัว ต่อตัวเราเอง มันจะช่วยให้เรามีชีวิตที่อยู่ในแบบแผน นี่เป็นแค่ตัวอย่างจากเรื่องของการเดินทางบนท้องถนน แท้จริงการคิดด้วยสติอย่างรอบคอบ จะต้องคิดอยู่ในทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องของครอบครัวและการงาน หากเราทำอะไรผลีผลามโดยไม่คิด มันคงไม่ดีแน่ สิ่งที่จะเป็นผลเสียย่อมเกิดตามมาเสมอ เช่นอยู่ๆอารมณ์ร้อนขึ้นแล้วก็ไปเหวี่ยงใส่พ่อแม่ของเรา พอเราอารมณ์เย็นลง การไปขอโทษเขาอาจทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้น แต่ก็คงไม่สามารถลบเลือนสิ่งที่เราได้กระทำไปแล้วได้

ลองปรับใหม่ หากว่าเราคิดก่อนทำด้วยสติ มีความใจเย็น ต่อจังหวะที่เราเกิดอารมณ์ร้อน หงุดหงิด ก็ยังเชื่อว่าโอกาสที่เราจะทำอะไรเกินเหมาะสมนั้นย่อมเป็นเรื่องยากกว่าการไม่คิดตั้งแต่แรก เมื่อเรารู้แบบนี้ก็ควรจะวางแผนชีวิตออกแบบความคิดของเราให้อยู่ในกฎระเบียบที่ตัวเราตั้งขึ้นมาเอง ไม่ใช่ผู้อื่นตั้งขึ้นมา และความผิดพลาดในการใช้ชีวิตทุกเรื่องก็จะลดลง

ไอเดียรับมือกับความเหงา ดีกว่านั่งเศร้าอยู่คนเดียว

วิธีแก้เหงา ไร้ความเศร้า

คุณรู้สึกเหงาหรือเปล่า ในยามทุกข์ใจอย่าปล่อยให้ความเบื่อครอบงำเรานานเกินไป อยากหลุดพ้นจากความเหงาอย่างจริงจัง ต้องมองหาวิธีการสร้างภูมิต้านทานในจิตใจที่สามารถจะต่อสู้กับปัญหาและอยู่รอดจากความเหงาได้ ลองทำตาม 7 คำแนะนำ ต่อไปนี้

1. ความสนุกสนานมาจากตัวเองล้วนๆ

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อาจเป็นวิธีดีที่สุดที่จะเอาชนะความเหงาของตัวเอง เมื่อเราสูญเสียเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว หรือเพียงแค่ย้ายไปอยู่ห่างจากทุกคนรอบตัว เรามักจะรู้สึกเหงาและหมดสนุก มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความทุกข์ยากของเราแทน ต้องรู้จักปล่อยตัวสบายและสนุกคนเดียวได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น ทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง กินขนมอร่อย เห็นไหม แค่นี้ก็สุขเล็กๆ ลืมความเหงาได้โดยไม่ต้องมีใคร

2. ขยันหัวเราะ สร้างภูมิคุ้มกันความเหงา

การหัวเราะได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าดีต่อสุขภาพของคุณ แต่เวลาเหงาเศร้าซึม ใครจะหัวเราะออก คุณคงคิดอย่างนั้นจริงไหม หาเรื่องสนุกทำ ดูหนังตลกขบขันช่วยให้อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวกและรับมือกับภาวะเศร้าซึมได้ดีขึ้น พอได้หัวเราะก็คลายเครียด จิตใจผ่อนคลาย และเพิ่มพลังความสุขให้กับตัวเองอีกครั้ง จะรู้สึกไม่ค่อยเหงาแล้ว

3. ติดต่อกับคนใกล้ตัว

ถ้าคุณรู้สึกเหงา อ้างว้าง พยายามติดต่อกับคนใกล้ชิดหรือคนที่คุณรัก ครอบครัว เพื่อนที่สนิทสนม ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์หรือรับประทานอาหารด้วยกันสักมื้อ ใช้เวลานาทีนั้นให้มีคุณภาพและรู้สึกมีความสุขขึ้นแน่นอน

4. เป็นเพื่อนดีที่สุดของตัวเองได้

คนเราจะรักคนอื่นเป็นก็ต่อเมื่อเรียนรู้ที่จะรักและชื่นชมตนเองก่อน ปฏิบัติต่อตัวเองอย่างสุภาพ ชมเชยตัวเอง เคารพตัวเอง เพิ่มแรงกระตุ้นให้ชีวิตมีคุณค่า ไม่ต้องแสวงหาใครอื่นมาเติมเต็มชีวิต ควรเป็นผู้รับผิดชอบความสุขของคุณเอง

5. เป็นที่ปรึกษาของตัวเอง ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

วิธีที่จะรอดพ้นความเหงาได้ ลองคิดว่าอยู่กับคนอื่นมีแต่เรื่องน่ารำคาญ พวกเขาบ่นแต่ปัญหาของตัวเอง คุณต้องลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง คิดว่าทำไมคุณเหงา เริ่มต้นเมื่อไร รู้สึกยังไงบ้าง ทำไมรู้สึกแบบนั้น จะทำอะไรเพื่อแก้ความเหงา การวิเคราะห์ปัญหาเป็นที่ปรึกษาของคุณเอง มองปัญหาด้วยมุมมองที่แตกต่างจะพบว่าช่วยให้ลืมความเหงาและวุ่นวายในใจไปได้

6. เป็นอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์

บางทีการได้ออกไปนอกบ้าน เป็นอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคม อาจเป็นวิธีมองหาเพื่อนใหม่ พบกับผู้คนใหม่ๆ ทำให้เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเองมากยิ่งขึ้น ความเบื่อและเหงาจะค่อยๆ หายไปเพราะเห็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

7. ดูแลร่างกายตัวเอง

เวลาเราเหงาและเศร้าเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมา มักจะละเลยลืมดูแลตัวเอง ถ้าดูแลร่างกายตัวเองให้ดีสักนิด นอนแช่ฟองสบู่ในอ่างอาบน้ำ ไปนวด ซื้อของดีๆ ให้ตัวเอง ดื่มชาหรือจิบไวน์รสเลิศ การดูแลร่างกายสำคัญเท่าๆ กับการดูแลจิตใจ เริ่มหันมาดูแลตัวเองช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกดีกับตัวเองอย่างแท้จริง

การทำอะไรด้วยตัวเองคนเดียวไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป อยากไปกินอาหารหรือดูหนังสักเรื่อง ถึงจะไม่มีใครว่างไปเป็นเพื่อน อย่างน้อยก็มีเรื่องสนุกให้ทำและน่าเบื่อน้อยกว่าอยู่บ้านคนเดียว เราจะผ่านวันคืนอันเงียบเหงาไปได้ อาจจะไม่เป็นไปตามสิ่งที่คาดหวังสักเท่าไร แต่ความคิดบวกช่วยสร้างกำลังใจให้เราได้เสมอไม่จะเจอสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม

ใช้โยคะเพื่อล้างและสงบจิตใจ แถมได้สุขภาพทางกายด้วย

โยคะ พาใจให้สงบ

ประโยชน์ด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับโยคะมีการพูดถึงขึ้นเรื่อยๆในทุกปี เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่คุณสามารถใช้เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณได้ ในแง่ของประโยชน์ต่อสุขภาพจิต พลังของโยคะมาจากความสามารถในการทำให้จิตใจสงบ การศึกษาพบว่าจิตใจสงบ สามารถนำไปสู่การลดความเครียด ลดความดันโลหิตสูงและลดภาวะซึมเศร้า

ประโยชน์จากความสงบของโยคะ

โยคะ เป็นการใช้พลังของความเงียบที่มาจากการเคลื่อนไหวทางร่างกายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการทำสมาธิ เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้ได้รับประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่เกิดมาจากความชัดเจนของจิตใจและอารมณ์โดยรวม เนื่องจากการหลั่งของสารเอนโดนฟิน (endorphins) ฮอร์โมนเอนโดรฟินชนิดนี้ทำให้รู้สึกถึงความอิ่มอกอิ่มใจและความสุข ซึ่งช่วยในการต่อสู้กับความคิดเชิงลบโดยการกระตุ้นอารมณ์ของคุณและช่วยให้สามารถมุ่งความสนใจไปที่แนวคิดเชิงบวกมากขึ้น

Yoka มีผลต่อร่างกายในทุกระดับได้อย่างไม่น่าเชื่อ เอนโดนฟินที่หลังออกมาทำให้รู้สึกได้ถึงแข็งแกร่งและมั่นคง โยคะช่วยให้คุณรู้สึกสงบแม้ว่าร่างกายจะอยู่กับการเคลื่อนไหว โดยเป็นรูปแบบของการทำสมาธิซึ่งจะนำไปสู่ความชัดเจนของจิตใจที่เพิ่มมากขึ้น การออกกำลังกายที่ทำอย่างสม่ำเสมอช่วยในการฝึกความคิดของคุณ เพื่อให้ความสำคัญกับสถานการณ์ปัจจุบันแทนที่จะกังวลเกี่ยวกับอดีตหรืออนาคต และจะนำไปสู่ความสงบที่ได้มากกว่าเพียงแค่การออกกำลังกายธรรมดา

เลือกรูปแบบที่เหมาะสม

บางรูปแบบของโยคะต้องมีความยืดหยุ่นสูงซึ่งอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เริ่มต้น นอกจากนี้ยังมีรูปแบบของโยคะที่มีปัจจัยภายนอกซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน ยกตัวอย่างเช่น โยคะ ที่เรียกว่า Bikram หรือ รู้จักกันดีในรูปแบบของ “โยคะร้อน” จะเป็นการทำโยคะในห้องที่มีอุณหภูมิสูงมากเพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตามระดับความร้อนนี้มักจะนำไปสู่การสูญเสียน้ำในร่างกายจนทำให้เกิดความอ่อนเพลียในคนที่ไม่เคยทำโยคะแบบนี้ จึงควรจะต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเพื่อป้องกันอันตราย

ส่วนโยคะในรูปแบบอื่นๆหรือเสไตล์อื่นๆนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องสอดคล้องกับความต้องการ ทำแล้วรู้สึกถึงความสนุกเพลิดเพลิน ไม่รู้สึกว่าเบาหรือหนักเกินไป เพราะคุณจะไม่ได้รับประโยชน์จากการฝึกโยคะหากคุณไม่ได้ตั้งใจที่จะทำมันอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ผลประโยชน์ระยะยาว

ความสอดคล้องกันระหว่างร่างกายและจิตใจซึ่งอยู่ในขั้นตอนการฝึกโยคะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับองค์รวมของชีวิตได้ นั่นคือการที่ช่วยสร้างสมาธิและความสงบ รวมถึงเพิ่มระดับของสติปัญญาของคุณให้สูงขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ตั้งแต่อายุน้อยไปจนถึงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนปลายเพราะไม่มีผลกระทบเรื่องแรงกระแทกต่างๆ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

วิธีสร้างจิตให้สงบด้วยความพอดี

วิธีสร้างจิตให้สงบด้วยความพอดี

การทำจิตใจให้สงบนับได้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณเข้าใจอย่างแท้จริงว่า การทำจิตให้สงบได้นั้นคุณจะต้องทำอย่างไร หากคุณมีหนทางที่จะทำให้จิตใจของคุณสงบขึ้นได้ ถือได้ว่าคุณกำลังเดินทางไปสู่ความสำเร็จในข้อนี้ บางคนมีความตั้งใจมากจนเกินไป สุดท้ายการตั้งจิตให้สงบที่ว่านี้กลับไม่เป็นผล จนกระทั่งเกิดคำถามที่ว่า เมื่อตั้งใจแล้วทำไมจึงไม่เกิดผล เมื่อได้ลองมองย้อนกลับไปดูจะค้นพบว่า ความตั้งใจของบทความทั่วไปนี้มากจนเกินไปกลายเป็นเหตุ และด้วยความที่ไม่พอดีนี้เองที่นับได้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้คุณต้องล้มเหลวไปกับภารกิจนี้ และนอกจากความไม่พอดีทางจิตใจ เมื่อมีการปล่อยมากจนเกินไปก็อาจจะส่งผลทำให้คุณไปไม่ถึงปลายทางที่คุณวาดหวังเอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะสาเหตุหลัก ๆ คือคุณขาดความพอดีไป

ปกติแล้วการที่เราจะทำจิตของเราให้สงบได้นั้น เราจะต้องพยายามวางจิตของเราให้พอดีเสียก่อน อย่าพยายามที่จะตั้งใจหรือตั้งมั่นมากจนเกินไป เพราะมันจะเลยออกไป และไม่ควรปล่อยจิตให้เกินไป เพราะสุดท้ายแล้วมันจะไปไม่ถึง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าคุณกำลังขาดความพอดีในตัวเอง ปกติแล้วจิตของเรามักจะไม่อยู่นิ่ง และนับได้ว่าเป็นกิริยาที่คอยเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา หากมองในแง่มุมความเป็นธรรมชาติแล้ว ถือได้ว่าจิตของเรากลายเป็นสิ่งที่ไม่มีกำลังแต่อย่างใด

แต่ถ้าหากเราต้องการจะทำจิตใจของเราให้มีกำลังขึ้นมาได้นั้น หนทางนี้จะไม่เหมือนกับการที่เราพยายามทำให้กายของเรามีกำลัง เพราะมันจะแตกต่างกันและไม่เหมือนกันแต่อย่างใด เนื่องจากการทำจิตของเราให้มีกำลัง เราจะต้องทำจิตให้เกิดความสงบเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการทำจิตให้มัวแต่คิดอะไรหลายต่อหลายอย่าง หากเป็นเช่นนี้จะแปลว่าจิตของเราไม่สงบ

แต่หลักในการทำจิตให้สงบได้นั้น คุณจะต้องเข้าใจและพึ่งความพอดีเข้าช่วยด้วยเสมอ คุณจะต้องพยายามควบคุมจิตของคุณให้มีความพอดี ความพยายามที่มากเกินหรือความปล่อยวางเกิน ก็อาจจะไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง จงพยายามตั้งมั่นว่าจะทำ และกำหนดจิตให้อยู่ในความพอดีเท่านั้น เพราะถ้าหากคุณมองว่าการกำหนดจิตเป็นเรื่องที่ยาก คุณจะพยายามและตั้งใจมากจนเกินไป สุดท้ายความมากเกินก็กลายเป็นสิ่งที่ทำลายความสำเร็จ บทสรุปแห่งการทำจิตใจให้สงบก็จะไม่สำเร็จผล และคุณเองก็จะไม่รู้ว่าสิ่งใดที่คุณควรกระทำ ควรแก้ไข และควรทำให้ผลลัพธ์ออกมาสำเร็จได้ในที่สุด

ฝึกจิตให้กลายเป็นคนใจเย็น ใจกว้างและมีความเมตตา

มาทำใจให้สงบกัน

ปกติแล้วจิตของคนเราจะรู้สึกร้อนรนเป็นอย่างมาก เมื่อจิตของเราได้รับรู้ว่าไม่ได้ดั่งใจที่นึกคิด ความต้องการและความคาดหวังก่อนหน้านี้ไม่เป็นดั่งใจ ย่อมส่งผลทำให้จิตใจของเราหมกหมุ่น จนสร้างอารมณ์โกรธและโมโหได้ในที่สุด แต่ถ้าหากสถานการณ์เบื้องหน้าเป็นไปตามลักษณะที่จิตของเรารู้สึกดี มีความต้องการ และมีความชื่นชอบ จิตใจของเราก็จะเบิกบาน ร่าเริง หัวเราะและมีความชอบใจ ในลักษณะเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะจิต เหตุที่จิตของคนเราเกิดความร้อนรน ขาดความใจเย็น ความพอใจและไม่เป็นกลาง ก็เพราะจิตของคนเราขาดความสุข เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามฝึกจิตให้เกิดความใจเย็น ให้เกิดความสบายตน พร้อมทั้งจิตของเราจะต้องเข้มแข็ง รู้จักส่งความรักและความเมตตาให้กับคนอื่น ๆ อันเป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ความสุข เป็นต้น

การช่วยเหลือโดยไม่หวังอะไรตอบแทน นับได้ว่าเป็นการส่งความรักและความเมตตาที่แท้จริง การเผยแผ่ความรักและความเมตตาให้กับตัวเราเองและผู้อื่น ถือได้ว่ามีความจำเป็นอย่างมาก การฝึกจิตให้สงบ การฝึกจิตให้รู้จักให้โดยมิหวังสิ่งใดตอบแทน จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สมควรและส่งผลดีต่อตัวเรา โดยเฉพาะการฝึกจิตให้เป็นกลาง อยู่อย่างสงบได้ด้วยตนเองนั้น ย่อมส่งผลทำให้เราไม่ค่อยคาดหวังอะไรจากผู้อื่น พร้อมทั้งจิตของเราจะยังคงรู้สึกยินดี ไม่คอยเพ่งโทษกล่าวหาผู้อื่นแต่อย่างใด การปล่อยวางจะทำให้เรารู้สึกได้ถึงความสร้างสรรค์ เพื่อที่จะสร้างประโยชน์ให้กับทุก ๆ ฝ่าย โดยที่จิตของเราจะไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และเลือกที่จะเป็นกลาง โดยคิดสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและคนรอบข้างเป็นหลักตลอดไป

เมื่อจิตของเราเป็นกลางเมื่อใด จะรู้สึกได้ถึงความสุข

เมื่อเรามาถึงจุดที่จิตของเรานั้นเป็นกลาง เราจะทราบได้ทันทีเลยว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นมักจะเกิดขึ้นภายในในของเราได้เสมอ ความรู้สึกดี ความเบิกบานเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความสุขถือได้ว่าเป็นความอัศจรรย์ และเราเองก็สามารถที่จะส่งมอบให้กับผู้อื่นได้อย่างที่ไม่มีเงื่อนไข เมื่อจิตมีความสมบูรณ์และมีความสมดุลครั้งใด จิตของเราก็จะไม่รู้สึกขาดอะไรเป็นที่สุด

การทำจิตให้เป็นกลาง พร้อมทั้งการฝึกจิตให้ใจเย็น ใจกว้าง จะช่วยส่งผลทำให้จิตของเรานั้นไม่รู้สึกขาดอะไรสักอย่าง เพราะจิตของเราในตอนนี้ไร้การเปรียบเทียบ ส่งผลทำให้เราสามารถค้นพบความสุขที่แท้จริงภายในใจของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น และนี่ก็คือประโยชน์ของการฝึกจิตให้มีเมตตา ฝึกจิตให้ใจเย็น ใจกว้างและเป็นกลาง

วิธีเปิดจิตใจให้กว้าง เพื่อฝึกจิตให้เกิดความสงบ

ใจที่เป็นสุข

ถือได้ว่าเป็นปกติของมนุษย์เรา เมื่อใดก็ตามที่เรามีความคิด มีความเชื่อ และมีอารมณ์ที่ไม่คงที่ ย่อมส่งผลต่อจิตใจของเราด้วยเช่นเดียวกัน จิตที่ไม่เป็นกลางย่อมไม่นิ่งอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปิดใจของตนเอง เพื่อฝึกให้เกิดความสงบขึ้นภายใน นับได้ว่าเป็นการฝึกจิตใจเพื่อให้รู้จักปล่อยวาง พร้อมทั้งเรียนรู้ถึงการให้อภัยผู้อื่น เมื่อทำได้จิตใจของเราก็จะเรียนรู้เองว่า ความรู้สึกสบายตัว ความสดใสและความเบิกบาน รวมไปถึงความเฉลียวฉลาดนั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อใดก็ตามที่คุณได้คำตอบที่แท้จริง คำตอบก็จะนำพาให้คุณได้ค้นพบกับความสุขที่แท้จริงได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีอยู่ภายในจิตใจของคนเรา นับได้ว่าเป็นความสุขที่ไม่มีเงื่อนไขแต่อย่างใด

การฝึกสมาธิ เพื่อให้เกิดความสงบ

สมาธิ มีอยู่ในตัวของคนเราทุกคน หากเราเปิดใจอยากจะฝึกทำสมาธิ ย่อมทำให้คุณรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องยาก ถึงแม้ว่าการฝึกทำสมาธิจะมีหลากหลายวิธีด้วยกัน แต่การฝึกฝนเพื่อให้เกิดสมาธินั้น จำเป็นจะต้องดูและสังเกตที่จิตใจของคุณเองด้วย ว่ามีความเป็นกลางหรือมีความสงบแล้วหรือไม่ เพราะความสงบเราสามารถสังเกตุตนเองได้เสมอ หากสงบจริงเราจะรู้สึกได้ว่าทุกอย่างมีความนิ่ง ความสงบจะไม่สามารถเข้าไปอยู่ในความคิด หรือแม้กระทั่งมีอยู่ในอารมณ์ของคนเรา เราจะต้องรู้สึกเฉย ๆ รู้สึกสบายตัว ไม่รู้สึกเครียด และจิตใจของเราจะต้องอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น โดยที่ไม่คิดนั่นคิดนี่แต่อย่างใดเลย และจิตจะต้องไม่แกว่งไปมาเด็ดขาด

ต้องรู้จักมองและสังเกตจิตใจของคุณเองด้วย

จิตของคนเราปกติแล้วจะไม่นิ่งพอหากเราไม่ฝึกฝน จิตของเราทุกคนมักจะแกว่งไปมาตามอารมณ์และความคิด ซึ่งเราจะต้องฝึกสังเกตจิตใจของตนเองด้วยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งวิธีการสังเกตนั้นเราสามารถทำได้ดังนี้

  • เตรียมกระดาษและดินสอเพื่อทำการบันทึก
  • สังเกตตนเองว่าตอนนี้คุณกำลังคิดอะไร โดยจับเวลา 5 นาที ซึ่งคุณจะต้องไม่ช่วยจิตคิด แต่คุณจะต้องแยกแยะ และรอดูเท่านั้น
  • เมื่อจิตได้คิดสิ่งใด คุณต้องจดใส่กระดาษทันที ถือได้ว่าเป็นการสังเกตจิตของตนเอง

การฝึกมองและสังเกตจิตของตนเอง ถือได้ว่ามีข้อดี เพราะคุณจะค้นพบว่า ภายในระยะเวลา 5 นาทีนี้ จิตของคุณนิ่งหรือแกว่งไปมามากน้อยเพียงใด ตามความคิดของจิตที่คุณได้จดใส่ลงกระดาษ บางคนอาจจะคิดมาก บางคนอาจจะคิดน้อย ซึ่งจะส่งผลทำให้เราได้เห็นความแตกต่างของจิตใจคน สามารถนำไปสู่การเปิดใจ เพื่อฝึกจิตให้เกิดสมาธิจนค้นพบความสุขและความสงบได้

ไม่ง่ายเลย ที่จะหาความสุขในสภาพแวดล้อมแย่

สภาพแวดล้อมแย่

ที่ได้พูดถึงประโยคแบบนี้และอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกท้อแท้หดหู่ใจ เพราะเชื่อว่าผู้อ่านส่วนมากที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้ ส่วนมากต้องการอยากจะหาแหล่งผ่อนคลายให้จิตใจสงบ รู้จักการฝึกใจที่ดี เพื่อไม่ให้เสียสติ ให้มีสมาธิอยู่กับตัวเองอยู่เสมอ แต่พออ่านแล้วเจอหัวข้อนี้ก็อาจจะเกิดการมึนงงไปซักเล็กน้อย อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสังคมที่เราอยู่นั้นหากว่าคนรอบข้างดี การที่เราจะประพฤติดีก็ย่อมมีโอกาสสูงกว่าประพฤติชั่ว

แต่ในทางกลับกัน การที่เราอยู่ในสังคมแย่แล้วจะให้เราทำดีอยู่คนเดียวนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก (แต่ก็ยังทำได้อยู่นะ) เพราะสิ่งไม่ดีย่อมเข้าหาตัวมาอยู่เสมอ คนที่มีจิตใจเข้มแข็งแล้วนั้นถึงจะสามารถผ่านอุปสรรคกับสังคมแย่เหล่านั้นไปได้ หากเราเป็นคนที่เพิ่งรู้จักการฝึกใจในระดับเบื้องต้น สิ่งที่เราควรรับรู้ไว้ก็คือควรเลือกที่จะบริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต สิ่งที่นำซีวิดไปในทางที่ดีขึ้น และพยายามหลีกเลี่ยงอบายมุขหรือสิ่งเลวร้ายทั้งหลายที่สามารถทำให้ชีวิตของเราตกต่ำลงไปได้ การจะหาความสุขจากสภาวะแวดล้อมที่ดี ย่อมง่ายกว่าการหาความสุขจากสภาพแวดล้อมที่แย่ ถึงแม้ว่ามันจะหาได้ก็ตาม

สำหรับผู้อ่านที่ได้พยายามแล้วพยายามเล่า เกี่ยวกับการตั้งสมาธิ การฝึกสภาวะจิตใจของเราให้เป็นความสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งรอบข้าง เราลองสำรวจดูก่อนว่าสังคมรอบตัวเรานั้น ครอบครัว คนรอบข้าง หรือสิ่งอื่นๆที่คอยเข้ามากระทบในชีวิตประจำวันของเรา ได้มีอะไรที่ทำให้ชีวิตของเรานั้นหมกมุ่นหงุดหงิดฟุ้งเฟ้อได้ง่าย หากว่าเจอก็ลองพยายามเลี่ยงสิ่งเรานั้นดูก่อน

ซึมเศร้า

สิ่งแย่ให้เลี่ยง สิ่งดีจงวิ่งเข้าหา

ตัดสิ่งรอบข้างที่ทำให้เราต้องคิดมากออกไปให้ได้เยอะที่สุด อยู่กับตัวเองให้ได้มากที่สุด เมื่อจิตใจเราเข้มแข็งขึ้น ก็ค่อยค่อยฝึกในการเผชิญกับโลกภายนอกในสังคมที่แย่ มันจะทำให้เรามีจิตใจที่เข้มแข็งและทนทานต่ออุปสรรคได้ง่าย แน่นอนว่าความสำเร็จไปทางในการฝึกเหล่านี้ย่อมส่งผลให้จิตใจของเรามีความสงบ และความสุขย่อมอยู่ไม่เกินเอื้อม

อย่าอยากได้อะไรเกินตัวมากไป

ชีวิต

การฝึกใจนั้น ไม่ได้มีประโยชน์หรือมีไว้ปฏิบัติในเส้นทางของการปล่อยวางทางโลก การปล่อยวางสิ่งต่างๆเพียงเท่านั้น แต่มันยังสามารถนำมาฝึกระเบียบวินัยให้กับความต้องการของชีวิตเราได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากว่าเรามีความต้องการอยากจะได้สินค้าหรูหรา นาฬิการาคาแพง หรืออะไรก็ตามที่เกินกำลังที่เราจะไขว่คว้า แต่เรามีความต้องการ กระเสือกกระสนพยายามที่จะนำมาซึ่งให้ได้สิ่งเหล่านั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเรา สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่ได้นำเพียงความสุขมาให้เราเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำหนี้สินเรื่องเดือดร้อนมาให้เราเป็นของคู่กันอีกด้วย

ควรพอใจเท่าที่ดี ยินดีเท่าที่ได้

ดังนั้น หากว่าเราไม่ได้สิ่งของเหล่านั้น และไม่มีหนี้ตามมา มันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า แต่ละคนนั้นมีความต้องการแตกต่างกัน นอกจากนี้ ระดับความต้องการก็ยังแตกต่างกันด้วย บางคนถึงแม้จะอยากได้ แต่ก็รู้สึกปล่อยวางได้ ท้ายที่สุดคนเหล่านี้ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ถ้าเกิดกำลังสามารถหาได้ก็จะนำมาตอบสนอง แต่ถ้าไม่สามารถหาได้ก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเอง

ส่วนคนที่มักจะมีความทุกข์ในชีวิตก็คือคนที่พยายามต้องการในสิ่งที่เกินตัวเกินกำลังของเรา และท้ายที่สุดนั้น ความต้องการเมื่อได้มันมาสามสี่วันก็รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากได้แล้ว แต่หนี้สินนั้นไม่ได้จางหายไป มันยังตามหลอกหลอนเราอยู่จนกว่าเราจะชดใช้หนี้จนหมด เหมือนคนที่เล่นพนัน 928BET แล้วได้เงินก้อน แต่ไม่รู้จักพอ สุดท้ายหมดตัวแทนที่จะได้เงินกลับมาจากการเล่นนิดๆหน่อย หากเราเป็นคนกลุ่มหลังเราควรจะรีบหัดเรื่องของการฝึกใจปล่อยวางสิ่งต่างๆ มองให้เห็นว่าสิ่งของเหล่านั้นที่เราอยากได้ ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่มีอะไร เมื่อเวลาผ่านไปมันก็เสื่อมสภาพลง

อยู่อย่างพอเหมาะ ไม่โลภมาก

หากเป็นสินค้าที่เข้ากลุ่มในเทคโนโลยี ผ่านไปปีสองปีมันก็ตกรุ่น ราคาก็เสื่อมลง ไม่มีอะไรที่น่าจะนำมาตอบสนองความต้องการของเราเลย สิ่งที่คู่ควรกับการนำมาใช้คือสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของเรา เช่นโทรศัพท์มือถือ หากเราต้องการใช้โทรก็ควรจะซื้อไว้ในราคาไม่สูงนัก ไม่จำเป็นต้องไปซื้อเครื่องหลายหมื่น เพื่อใช้ option ให้ครบถ้วน

การฝึกใจนั้นมีประโยชน์มาก เมื่อเราสามารถลดละกิเลสภายในจิตใจของเราได้ ความต้องการสิ่งของเหล่านั้นก็จะลดลงไปด้วย และเราก็จะไม่เกิดความเดือดร้อนในการต้องพยายามหาเงินมาเพื่อตอบสนองสิ่งเร้านั้นอยู่บ่อยครั้งไป ใช้ชีวิตอย่างสงบ เรียบง่าย ดีกว่าเยอะ

ฝึกใจให้สงบ เหมือนยากแต่ทำได้ง่ายมาก

ความสงบหยุดที่ใจ

ความเครียดคือโรคเงียบทีกัดกินจิตใจคนยุคปัจจุบันและมันต่อยอดไปสภาพจิตใจทำให้ท้อแท้สิ้นหวัง และอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้แม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วยสำหรับโรคนี้และอาจเป็นปัญหาทางจิตหากเกิดความเครียดมากๆ ซึ่งคนไทยไม่นิยมการไปพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดเพราะคิดว่าการไปหมอทางจิตเวชนั้นคือการเป็นบ้า หรือ มีสภาวะจิตไม่ปรกติแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย การไปหาจิตแพทย์เพื่อบำบัดความเครียด ความสับสนใจจิตใจ หรือความคิดที่ไม่อาจควบคุมได้เป็นการดีและช่วยให้เรามีชีวิตได้อย่างเป็นสุข แต่ก็มีบางคนเที่เลือกวิธีการฝึกใจให้สงบเป็นตัวช่วยในการลดความเครียด ลดความฟุ้งซ่าน นั่นคือการทำสมาธิ

ชอบคิดฟุ้งซ่านบ่อย

“สมาธิ” สำคัญไฉน

หากเอ่ยถึงการทำสมาธิหลายคนมักเห็นภาพการนุ่งขาวห่มขาวท่องพุทธโธ และเดินจง กลมยุบหนอพองหนอ และหลายคนคิดว่าตัวเองทำไม่ได้แต่จริงๆแล้วการทำสมาธิแบบง่ายๆ ขั้นพื้นฐานโดยไม่อิงการนั่งวิธีการสงบจิตหรือการฝึกจิตฝึกสมาธิแบบที่เห็นกันตามวัดหรือสำนักสงฆ์ต่างๆ เราสามารถทำได้ง่ายๆที่บ้านหรือแม้แต่ที่ทำงาน ความหมายของวิธีการง่ายที่เราอยากแนะนำ การอยู่นิ่งๆ ไม่คิดถึงอะไรที่เครียดๆ ปล่อยเรื่องเครียดๆออกจากความคิด นั่งหลับตาสัก 5 นาทีอาจจะใช้วิธีนับ 1-100 ไปเรื่อยๆแบบช้าๆ หรือ นั่งนับลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องคิดถึงอะไร ซึ่งสามารถทำได้ทุกสถานที่ไม่ว่าจะนั่งเงียบๆหลบมุมในห้องน้ำ หรือนั่งบนรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือแม้แต่ก่อนนอน วิธีนี้จะช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียดลงได้ แต่ขอย้ำว่ามันไม่ใช่สมาธิแบบทีอ้างอิงจากการปฏิบัติธรรม มันเป็นแค่การสงบจิตใจทำให้เราม่สมาธิที่จะทำงานต่อหรือหาหนทางแก้ปัญหา

แทงบอลออนไลน์

แต่หากมีความเครียดสะสมเช่นเคยเป็นผีพนัน แทงบอลออนไลน์ เล่นเสียทุกวัน ตอนฝึกมีใจกระวนกระวายถึงเรื่องนี้บ่อยครั้ง การทำจิตใจให้สงบคู่ไปกับการรักษาโดยแพทย์จิตเวช จะช่วยให้ได้ผลดีขึ้น จิตใจสงบมากขึ้น ลดความฟุ้งซ่านทางความคิดได้ หรือหากต้องใช้ยาในการบำบัดก็ควรทานให้ครบตามแพทย์สั่งด้วย คนที่มีเรื่องให้คิดฟุ้งซ้านเยอะ ชีวิตเคยหมกมุ่นเกี่ยวกับ พนัน บอล หวย การเดิมพันอะไรพวกนี้ อาจต้องฝึกเข้มงวดกว่าคนกลุ่มอื่นเพราะสมองไหลเวียนมาที่เรื่องพวกนี้ได้ประจำ จะทำให้ใจไม่สงบได้ แม้ว่าการฝึกจิตใจให้สงบจะเป็นทางออกเล็กๆในการแก้ความเครียดหรือลดความกดดันลงได้

แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วยว่า สามารถสงบจิตใจได้มากน้อยแค่ไหนในเวลาที่เกิดปัญหาหรือมีความเครียด เพราะพื้นฐานอารมณ์ไม่เท่ากันในแต่ละคน และยิ่งโดยเฉพาะคนที่มีพื้นฐานอารมย์รุนแรงเช่น โมโหง่าย ขี้หงุดหงิด การทำใจให้สงบเป็นเรื่องที่ยาก และยิ่งหากเราแนะนำให้รู้จักการปลงในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นที่ต้องอาศัยการยอมรับความจริง การมองปัญหาอย่างใจเย็น การแก้ปัญหาไปตามสถานการณ์ บางคนไม่สามารถทำได้เลยเพราะคนกลุ่มนี้จะมีอารมณ์ฉุนเฉียวมองเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่เสมอ และมักจะแสดงออกด้วยการไม่พอใจทำให้การฝึกจิตใจให้สงบทำได้ยาก

อย่าประมาทในช่วงขาขึ้น

จงใช้สติ

ในเรื่องราววันนี้ เราจะไม่ได้เน้นเพียงแค่การฝึกจิตใจ แต่การไม่ประมาทในชีวิตของเรานั้นยังถือว่าช่วยในหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตแต่ละวันของเราอีกด้วย ตัวผู้เขียนเองได้ประสบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน นั่นก็คือ ในช่วงที่เราขาลงนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม เราก็พร้อมที่จะทุ่มเทกับมันได้ทุกอย่าง สู้งานหนักโดยที่มีสติอย่างเพียบพร้อมและมีความระมัดระวังในการลงทุนรวมไปถึงการใช้เงินเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ชีวิตมันจะตกต่ำลงกว่าเดิม

ต่ำสุด สูงสุด เกิดขึ้นได้ในทุกคน

แต่ทุกคนก็จะมีช่วงขาขึ้นของตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง พอเริ่มมีรายได้เยอะๆ เริ่มมีคนมาจ้างงานเราเยอะ แล้วก็จะเริ่มประมาทในการใช้เงินเพราะเราอาจจะไม่เคยได้รายได้ถึงขั้นนั้นมาก่อนเลยทำตัวไม่ถูก หรือรู้สึกว่าชีวิตเรานี่แหละเฟื่องฟูแล้วก็เลยใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย เห็นอะไรก็ลงทุนมั่วซั่วไปเสียหมด สุดท้ายเงินไม่เหลือ นอกจากจะเสียทรัพย์แล้วสิ่งที่สำคัญก็คือเรายังต้องเสียสุขภาพทางใจด้วย หลายคนกว่าจะรู้ตัวทีก็หมดเงินไป 20,000-30,000 แบบไม่รู้สาเหตุแล้ว ไม่ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมาเลย บางคนมีตังเยอะหน่อยอาจจะเสียงเงินไปเป็น 1,000,000 ก็ได้

รอยยิ้มของคนที่สติ

การเสียเงินนั้นเมื่อเสียไปแล้วมันสามารถหาใหม่ได้ จิตใจของเราก็เช่นกัน อย่าหมองมนไปยึดติดกับความเครียด ความผิดพลาดที่มันเกิดขึ้น ด้วยฝีมือความประมาทของเรา แต่จงเรียนรู้มันและทำใจให้กว้าง เปิดรับโอกาสใหม่ๆเข้ามาอยู่เสมอ และก็ใช้บทเรียนที่ผิดพลาดมาเป็นแนวทางต่อยอดว่าเราจะไม่ประมาทในการใช้ชีวิตช่วงขาขึ้นอีกต่อไป เพื่อไม่ให้ชีวิตของเราจะตกต่ำเร็วเกินไป มีโอกาสตกต่ำน้อยที่สุด

ไม่ว่าคุณจะมีความเครียดมากแค่ไหน คุณสามารถจัดการความเครียดในหัวสมองเหล่านั้นได้ด้วยตัวของเราเอง จากการ “หมั่นฝึกใจ ฝึกเปลี่ยนความคิด ฝึกเปลี่ยนทัศนคติ” มองโลกให้เห็นทั้งสองด้าน แง่ดีแง่ร้าย เราจะพบว่าชีวิตเราก็ไม่ได้มีอะไรให้ต้องเครียดขนาดนั้นเลย เราสามารถออกค้นหาความสุขได้ด้วยการทำใจให้ว่างและสงบลงด้วยตัวเราเองทั้งสิ้น สิ่งดีเข้ามาก็ผ่านไป สิ่งร้ายเข้ามาก็ผ่านไป ไม่มีอะไรติดอยู่กับเราถ้าเราไม่เอาในไปผูกมันไว้