ฝึกใจให้สงบด้วยสมาธิ แม้ดูเหมือนง่าย แต่ทำได้ยาก

ฝึกใจให้สงบด้วยสมาธิ แม้ดูเหมือนง่าย แต่ทำได้ยาก

คนในยุคปัจจุบันมักจะประสบปัญหาโรคเครียดและสภาพจิตใจที่ท้อแท้ จนกลายเป็นโรคซึมเศร้ายิ่งอาจมีสิ่งเร้าอื่น ๆ มากระทบทางจิตใจมากขึ้นก็จะทำให้เกิดอาการทางจิตหรือเครียดมากกว่าเดิม หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองมีปัญหาทางจิตจึงไม่นิยมไปพบจิตแพทย์เพราะเกรงว่าคนรอบข้างจะคิดว่าตนเองเป็นบ้า แท้จริงแล้วการไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษาความเครียดและบำบัด ในที่นี้อาจเป็นการระบายความในใจที่มีอยู่ให้จิตแพทย์ได้รับฟังเพื่อที่จะได้แนะนำแนวทางและวิธีการฝึกใจให้สามารถควบคุม ได้เพื่อที่จะได้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขโดย การฝึกใจเพื่อลดความเครียดมีวิธีที่นิยมกันมากที่สุดคือการทำสมาธิ

การทำสมาธิมีความสำคัญอย่างไร

การฝึกสมาธิสามารถทำได้ด้วยตนเองง่าย ๆ เพียง อยู่นิ่ง ๆ ปล่อยจิตให้ว่าง ไม่คิดเรื่องราวใด ๆโดยใช้วิธีการกำหนดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ พร้อมกับหลับตาอย่างน้อย 5 นาที ก็สามารถที่จะฝึกทำสมาธิได้แล้ว เพราะประเด็นสำคัญของการฝึกสมาธิอยู่ที่การปล่อยจิตให้ว่าง ไม่คิดถึงสิ่งใด ๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถฝึกใจให้สงบและหาหนทางในการแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญได้

แต่ถ้าหากการฝึกสมาธิในทุก ๆ วันแล้วผลลัพธ์ยังไม่ดีขึ้น ยังมีความเครียดสะสมอยู่ควรพบจิตแพทย์เพื่ออย่างน้อยจะได้ทำการรักษาควบคู่ไปกับการฝึกสมาธิด้วย หากพบแล้วฝึกแล้วเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็จะทำให้ความเครียดที่มีลดลงและคายความกังวลที่มีลงไปได้ แม้อารมณ์และสภาพจิตใจของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน แต่ถ้าทุกคนยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ พร้อมกับแก้ไขปัญหาไปทีละขั้นตอนก็จะช่วยให้หลุดพ้นจากสิ่งที่เป็นอยู่ได้

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ทุกคนหลุดพ้นจากความเครียดและความกังวลทั้งปวงนั่นคือหลักความเป็นจริงที่ทุกคนจะต้องเผชิญอยู่นั่นคือ การเกิด-แก่-เจ็บและตาย รวมถึงวงจรชีวิตของแต่ละคนอาจจะมีช่วงที่ดีและช่วงที่ไม่ดีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น หากคุณสามารถฝึกจิต ฝึกใจให้มีสติมีความคิดที่แน่วแน่ก็จะสามารถเผชิญกับปัญหาและแก้ไขได้แม้ในบางครั้งจะไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดแต่อย่างน้อยการที่คุณฝึกจิตใจให้มีสติก็จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

จะเห็นว่าในยุคปัจจุบันมีหลายคนประสบปัญหาเกี่ยวกับความเครียดทั้งหน้าที่การงานปัญหาส่วนตัวและปัญหาครอบครัว ที่มักจะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา นั่นเพราะคนเหล่านั้นขาดสติยั้งคิดและไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้ ดังจะเห็นได้จากข่าวการทะเลาะวิวาทด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนถึงขนาดต้องฆ่าฟันกันหรือการเป็นโรคซึมเศร้าแต่ไม่ยอมรับความจริงว่าตนเองป่วยจนนำมาซึ่งความโศกเศร้าในหลาย ๆ กรณี ดังนั้นหากทุกคนยังพอมีสติ ควรหมั่นฝึกฝนการทำสมาธิโดย อย่างน้อยวันละ 1 ครั้งกำหนดจิตใจของตัวเองให้มีความสงบ และพร้อมรับมือกับปัญหาทุกอย่างได้

รับมือเตรียมพร้อม กับการถูกบูลลี่

ถูกบูลลี่เป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสอย่างมากในปัจจุบัน ที่เราทุกคนต่างต้องร่วมกันรณรงค์ให้หยุดการบูลลี่หรือ Cyber bullying เนื่องจากส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งในระยะยาวให้เป็นซึมเศร้าหรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณยังเป็นหนึ่งคนที่ถูกบูลลี่จากสังคมรอบตัว ก็ควรต้องเรียนรู้วิธีในการฝึกใจและรับมือกับมันให้ได้เพื่อไม่ให้เสียสุขภาพจิต ดังนี้

ถือคติว่าไม่ตอบโต้

หากถูกบูลลี่แล้วตอบโต้ จะเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่กลั่นแกล้งนั้นมีความคึกคะนองและสนุกกับการเห็นเราทุกข์ใจยิ่งขึ้น ดังนั้นหากเราถูกบูลลี่เช่นนี้ควรใช้เทคนิคนิ่งเสียไม่ตอบโต้จะดีที่สุด ดั่งคติที่ว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” และควรเก็บหลักฐานของการถูกกลั่นแกล้งนั้นไว้ด้วย เช่น อัดคลิปเสียงหรือแคปหน้าจอบทสนทนาข้อความต่าง ๆ เอาไว้ เพราะหากเกิดเป็นกรณีพิพาทใหญ่โตจะได้นำไปเป็นหลักฐานในการปกป้องตัวเองและฟ้องร้องได้

คิดเสียว่าคนที่กลั่นแกล้งคนอื่นก็เพราะตนเองมีจุดด้อย

มีคนประเภทหนึ่งที่ชอบกดขี่คนอื่นหรือดูถูกผู้อื่นให้ดูแย่กว่าที่ควรจะเป็น เพื่อปิดบังปมด้อยหรือจุดอ่อนของตัวเอง เราต้องคิดเสมอว่าแต่ละคนไม่ได้มีใครสมบูรณ์แบบ แม้แต่คนที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์ สวยหล่อ ร่ำรวยมากเพียงใด ในชีวิตส่วนตัวเขาก็อาจจะมีแง่มุมอื่นที่ไม่ได้สวยงามเปิดเผยให้ใครทราบ ดังนั้นจึงไม่ต้องคิดมากกับการถูกใครดูถูก ขอให้เชื่อมั่นในความสามารถและเสริมพลังความมั่นใจในตัวเองเข้าไว้ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

สร้างจุดเด่นให้ตัวเองอย่างชัดเจน

ให้พยายามนำพลังแห่งความเสียใจจากการถูกบูลลี่มาเป็นแรงผลักดันให้เราเติบโต คนจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จบนโลกนี้ เกิดจากการเคยถูกกดขี่ข่มเหงหรือถูกกลั่นแกล้งในวัยเด็กมาก่อน แต่ไม่ได้เก็บสิ่งนั้นมาเป็นปมด้อยที่ทำให้ชีวิตถดถอยลง ตรงกันข้ามเขาเหล่านั้นกลับนำสิ่งที่คนอื่นดูถูกมาเป็นแรงผลักดัน เพื่อพัฒนาตัวเองให้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม เอาชนะแซงหน้าคนที่บูลลี่เอาไว้ได้ทั้งหมด

อดทนและกล้าปฏิเสธ

การปฏิเสธว่าเราไม่ใช่คนแบบที่ใครกำลังตำหนิเรานั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญ ซึ่งควรกระทำอย่างมีสติ ไม่ใช้อารมณ์โดยเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นว่าเรากำลังกระตุ้นให้เขาเหล่านั้นยิ่งอยากกลั่นแกล้งและมากยิ่งขึ้นทุกครั้งที่เราปฏิเสธ การตอบโต้แบบเรียบง่าย พูดจาอย่างมีหลักการ และมีพยานอยู่ร่วมในการสนทนา จะทำให้เราเป็นผู้ที่เติบโตในการบริหารอารมณ์ได้ดีขึ้น และทำให้เขาเหล่านั้นไม่กล้ามารังแกเราอีก

วิธีการรับมือกับผู้ที่บูลลี่นั้นต้องมาจากภายในใจของเรา ที่ต้องมีทัศนคติเชิงบวกต่อตนเองเสียก่อน ฝึกใจให้เข้มแข็งในการรับมือ ทั้งมีความเข้าใจต่อคนที่กลั่นแกล้ง ควบคู่กับการตอบสนองอย่างเหมาะสม จึงจะแสดงถึงวุฒิภาวะที่ดีและทำให้สามารถหยุดยั้งการบูลลี่ได้

สาระดีๆจาก ผลบอลสด888

เผชิญโลกด้วยการฝึกใจ

เผชิญโลกด้วยการฝึกใจ

โลกในปัจจุบันมีเรื่องราวมากมายให้เราได้มีหลากหลายอารมณ์ร่วม และด้วยสถานการณ์ Covid-19 ที่ทั่วโลกต้องเผชิญทำให้ยิ่งเพิ่มความเครียด ความกังวลให้กับผู้คนจำนวนมาก เพราะด้วยเรื่องนี้ส่งผลกระทบไปสู่ทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยไม่สนใจเพศ อายุ ฐานะ การศึกษา หรือเรื่องใด ๆ เลย

ความกระทันหันที่เกิดขึ้นทำให้จิตใจของผู้คนห่อเหี่ยว อมทุกข์ เศร้า หงุดหงิด หาทางออกไม่ได้นำไปสู่การหาทางออกที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นบ่อย ๆ จากข่าวที่เราได้รับรู้กันอยู่ทุกวัน สังคมที่หม่นหมองทำให้อะไร ๆ ก็ดูไม่สดใสไปหมด การให้กำลังใจกันเป็นสิ่งที่พวกเราพยายามทำให้ดีที่สุด

จากสถานการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าว ทำให้เห็นว่าการฝึกใจเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง และส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้คนรอบข้างได้ช่วยกันลุกขึ้นสู้ต่อไป ไม่ว่าจะเผชิญกับเหตุการณ์อะไรก็ตาม ซึ่งการฝึกใจสามารถทำได้แบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยการฝึกมองโลกตามความเป็นจริง พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งก็ไม่เป็นไร เพียงพยายามทำใจให้ยอมรับกับมันว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ 

การฝึกแบบนี้ช่วงแรกจะยากหน่อย เราต้องให้กำลังใจตัวเองด้วยว่าเราผ่านไปได้ ลองเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับจับอารมณ์ตัวเองให้เป็น ให้รู้ว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร แล้วเราจะจัดการกับอารณ์นี้ของเราอย่างไร ขจัดอารมณ์ออกแล้วมองสิ่งต่าง ๆ ตามหลักเหตุผล ไม่ว่าเรื่องราวอะไรอารมณ์มักนำมาก่อนเหตุผลเสมอ แต่ถ้าเรามีสติ ไม่นานเราก็จะหยุดอารมณ์นั้นได้ และพิจารณามองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจและปล่อยวางขึ้น แล้วเราจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรอบคอบ และยังสามารถคิดได้รอบด้านมากขึ้นด้วย

การมีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยกับสิ่งรอบตัวก็สำคัญ อย่าเก็บความสุขไว้เพื่ออะไรที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น หัดยิ้มและปล่อยให้ใจสนุกสนาน มีความสุขกับสิ่งรอบตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง เช่น สุขกับการรดน้ำต้นไม้ ได้ชมต้นไม้ใบหญ้า เพลินตาดีกับสุนัขและแมวและคลิปต่าง ๆ ใน Youtube, ยิ้มให้กับเพื่อนบ้านข้าง ๆ บ้าง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะเหมือนเป็นการเติมพลังดี ๆ ให้ตัวเองในทุกวันได้

นอกจากนี้ พูดคุยกับผู้คนแปลกใหม่ เช่น การไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศบ้าง (ตามโอกาส) ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าเรามัวแต่อยู่กับตัวเอง อยู่แบบคนเก็บตัวแล้วอมทุกข์ไว้กับตัวไม่ได้ระบายให้ใครฟังเลย แบบนี้ทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ ดังนั้น ควรเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยออกมาพบเจอผู้คนบ้าง ได้พูดคุยทักทายกับคนรอบข้าง ลองสนทนากับพ่อค้าแม่ค้าที่เราซื้อข้าวเป็นประจำก็ได้ เหล่านี้ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนความคิดกับคนที่อาจมีมุมมองอะไรใหม่ ๆ ที่ต่างกับเรา บางทีอาจทำให้เราได้เห็นช่องทางสำหรับแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ก็ได้

ชีวิตเรายังต้องดำเนินต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การกล้าเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่และปัญหาต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกใจให้แข็งแรง พร้อมสู้กับความจริงในโลกที่ไม่มีความแน่นอน เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามฝึกใจให้อยู่ได้อย่างไม่อึดอัด ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นให้มีความสุข แม้ว่าอาจจะมากบ้าง น้อยบ้าง ก็ให้คิดเสียว่าเรื่องร้าย ๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป 

วิธีฝึกใจให้รับมือกับปัญหาทางการเงินง่ายขึ้น

วิธีฝึกใจให้รับมือกับปัญหาทางการเงินง่ายขึ้น

ความเครียดความทุกข์ของคนเรากว่าครึ่งมาจากปัญหาทางการเงิน เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินโดยไม่คาดคิด จู่ ๆ เครื่องซักผ้าก็เสีย รถสตาร์ทไม่ติด เจ็บป่วยฉุกเฉิน แต่เงินออมเก็บสำรองไว้ไม่เพียงพอ การเรียนรู้วิธีรับมือกับความทุกข์ยากเป็นทักษะการฝึกใจที่ช่วยให้รับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ในชีวิตได้ การฝึกใจให้ยืดหยุ่นไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ ทำอย่างไรดีเรามีคำตอบให้ดังนี้

1.อย่ากลัวที่จะพูดถึงเรื่องเงิน

คนที่มีเป้าหมายในชีวิตย่อมต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ไม่ว่าจะเป็น แผนซื้อรถ ผ่อนบ้าน แผนการศึกษาของลูก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เมื่อเป้าหมายยังไม่สำเร็จจะเกิดความวิตกกังวลอยู่เสมอ หากมีคนถามถึงปัญหาเรื่องเงินในชีวิต ไม่จำเป็นต้องเก็บงำเป็นความลับเพราะหลายคนหลายความคิดอาจมีคำแนะนำดี ๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ หรือแม้แต่คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยในยามคับขัน อย่ากลัวที่จะพูดถึงเรื่องเงินเพราะถ้าปล่อยปัญหาไปไม่รีบแก้ไขก็อาจจะสายเกินไปแล้ว 

2.ขอคำแนะนำและความช่วยเหลือ

ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เงินทองเป็นของหายาก สวนทางกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน หลายคนต้องการคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ทำให้มองเห็นทางออกว่าแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างไร อย่ามัวแต่อับอาย กลัวเสียหน้า และจมอยู่กับปัญหาเพียงลำพัง ควรฝึกใจให้ยอมรับความจริงว่าการเงินกำลังมีปัญหา ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความเป็นมืออาชีพเข้ามาช่วยเหลือจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ทุกคนที่เคยมีปัญหาเรื่องเงินมาก่อนจะเข้าใจว่ากว่าจะก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากได้คำแนะนำดี ๆ และความช่วยเหลือจากพันธมิตรจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ เผชิญหน้าแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น

3.เลิกนิสัยที่ไม่ดีต่อสุขภาพและการเงิน

คนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เก่งขึ้น สุขภาพเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยลดปัญหาทางการเงิน หากกินอาหารดี ออกกำลังกาย งดเหล้า บุหรี่ กำจัดสิ่งไม่ดีออกไปก่อนจะทำให้สุขภาพดีขึ้น ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการรักษาพยาบาล มีเงินสำรองฉุกเฉินไว้ใช้ในเรื่องจำเป็นจริง ๆ การเงินก็เช่นกัน หากมีเป้าหมายทางการเงินในอนาคตควรฝึกใจให้เข้มแข็ง ขยันอดออมเก็บเงินไว้ให้ได้มาก ๆ จัดการปลดภาระหนี้สินโดยเร็วที่สุด หนี้ที่ต้องรีบกำจัดก่อนอื่นคือหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงให้เร็วที่สุด คนที่ฝึกใจให้มองสถานการณ์ตามจริง รู้จักความยืดหยุ่น จะรับมือกับปัญหาการเงินได้ดีขึ้น

4.คิดบวกกับทุกปัญหา

การฝึกใจให้คิดบวกเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยากหากไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เคล็ดลับสำคัญคือการแบ่งปันเรื่องราวปัญหากับคนที่ไว้ใจได้ ทำให้รู้สึกว่ามีคนอยู่เคียงข้างเป็นที่ปรึกษาหรือคอยช่วยเหลือทำให้จิตใจเข้มแข็งและกล้ารับมือกับปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ แม้จะเป็นเรื่องเหนือการควบคุมอย่างเช่นเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทำให้ต้องเข้ารับการรักษาเกิดภาระหนี้สิน สถานการณ์อาจดูเลวร้าย แต่ถ้าปรับใจให้คิดบวกได้ ค่อย ๆ คิดถึงวิธีแก้ไขปัญหา ทั้งยังมีคนเคียงข้างเป็นที่ปรึกษาและเป็นกำลังใจให้ ย่อมหาทางจ่ายเงินที่กู้ยืมมาให้ครบถ้วนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

5 วิธีฝึกจิตใจให้เข้มแข็งง่าย ๆ ใครก็ทำได้

5 วิธีฝึกจิตใจให้เข้มแข็งง่าย ๆ ใครก็ทำได้

เคยไหม..ที่ชีวิตคุณต้องพบเจอกับปัญหาอุปสรรคมากมายที่ทำให้จิตใจท้อแท้ห่อเหี่ยวจะหันหน้าไปพึ่งพาอาศัยใครก็ไม่ได้ หากคุณเคยพบเจอกับสถานการณ์แย่ ๆ ในชีวิตเช่นนี้ขอให้คุณรับรู้เอาไว้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณคนเดียว เพราะทุกคนต่างก็เคยเจอเรื่องร้าย ๆ มาแล้วด้วยกันทั้งนั้น

วันนี้เราลองมาเรียนรู้วิธีการฝึกจิตใจให้มั่นคง แข็งแรงได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการที่หลายท่านได้ฝึกฝนจนสามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคในชีวิตมาได้

  1. เมื่อเจอปัญหา อย่าอยู่คนเดียว

คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนสบาย

หากเป็นไปได้ให้พยายามออกไปพบปะผู้คนโดยเฉพาะคนที่คุณไว้วางใจมากที่สุด คนที่คุณสามารถพูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือครูบาอาจารย์ก็ได้ เพราะเขาเหล่านี้อาจให้ข้อคิดหรือมุมมองที่ดี โดยที่คุณอาจคาดไม่ถึงก็เป็นได้

  1. เขียนระบายความในใจ

การเขียนถือว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดการทำสมาธิชั้นดี ไม่เชื่อลองทำดู

ในยุคสมัยที่เราอาจต้องเว้นระยะห่างทางสังคมบางทีการออกไปพบปะผู้คนอาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่สิ่งที่เราทำได้ง่ายนั่นก็คือการเขียน

การเขียนนอกจากจะเป็นการระบายความในใจออกมาเป็นตัวหนังสือนอกจากทำให้สบายใจแล้วยังเป็นการฝึกสมาธิได้ดีด้วย ไม่แน่ว่า..เรื่องราวที่เขียนอาจนำไปต่อยอดเป็นงานเขียนประเภทอื่น ๆ ทำเงินให้คุณในอนาคตด้วยก็ได้

  1. ดูหนังตลก

หัวเราะ 1 ครั้งอายุยืน 1 วัน หัวเราะทุกวันสร้างภูมิคุ้มกันโรค

บางท่านบอกไม่มีอารมณ์ที่จะเขียน ถ้าเช่นนั้นเราขอแนะนำอีกหนึ่งวิธี นั่นก็คือการดูหนังตลก เพราะหนังตลกนอกจากจะทำให้เราอารมณ์ดีแล้วยังเป็นการฝึกให้เราเป็นคนคิดบวกได้อีกด้วย

  1. เล่นดนตรี

ชีวิตที่เจอแต่ปัญหาลองเขียนมันออกมาเป็นบทเพลง

เพลงอมตะไพเราะหลาย ๆ บทมักจะเขียนออกมาจากชีวิตจริงของใครสักคนไม่แน่นะครับว่าเพลงที่กำลังไต่ยอดวิวหลักล้านอยู่ในขณะนี้อาจเป็นเพลงของคุณก็ได้

  1. ออกกำลังกาย

ออกกำลังกายวันละนิดจิตแจ่มใส

การได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายสดใสแข็งแรง สมองปลอดโปร่งโล่งสบาย ปัญหาหนัก ๆ หลายเรื่องที่คิดไม่ตก บางทีก็ต้องยอมปล่อยมันไป หันมาสนใจเฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า สติมาเดี๋ยวปัญญาก็เกิด

การใช้ชีวิตในปัจจุบันแม้มันไม่ง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ถ้าหากเราใส่ใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ อดีตที่ผ่านไปก็เหมือนสายน้ำมันไม่อาจไหลย้อนคืนมา ชีวิตคนเราก็เหมือนกันเราไม่สามารถย้อนคืนวันกลับมาแก้ไขอดีต แต่เราสามารถทำปัจจุบันให้ดีขึ้นได้

การฝึกใจเมื่อไม่สมหวัง

การฝึกใจเมื่อไม่สมหวัง

หากพูดถึงความผิดหวัง ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครชอบ เราทุกคนเกิดมาล้วนแต่ต้องการความสมหวังในทุกอย่างของชีวิตกันทั้งนั้น ทั้งที่เราก็ทราบดีว่าในความเป็นจริงมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และในเมื่อความสุขสมหวังดั่งใจหมายในทุกสิ่ง มันเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ แล้วเราจะทำอย่างไร ให้เราอยู่กับความไม่สมหวังดังใจได้ โดยไม่ทุกข์ทรมานหรืออย่างน้อยก็ให้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุดก็ยังดี

สิ่งที่เราต้องทำหากต้องการจะอยู่กับความไม่สมหวังได้อย่างเป็นปกติให้มากที่สุดก็คือ เราต้องหัดทำสิ่งที่เรียกว่าการฝึกใจหรือการฝึกจิตใจ การฝึกใจในยามที่ประสบพบเจอความไม่สมหวังเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยลดความทุกข์ร้อนทั้งกายและใจของเราได้

การฝึกใจในยามผิดหวังก็ไม่ยาก ให้เราเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงก่อนว่า นี่ เรากำลังไม่สบายใจจากความไม่ได้ดั่งใจอยู่ แล้วเราก็ไม่ต้องพยายามลืมหรือพยายามสลัดอารมณ์นั้นออกไป เพียงแค่ให้เราคอยสังเกตใจเราเอาไว้ให้ดี ๆ ดูว่ามันกำลังอึดอัด ก็แค่รู้ไว้ ดูให้เห็นว่ามันทุรนทุรายอย่างไร ก็แค่รู้ไว้ เชื่อหรือไม่ว่าการแค่ดู แต่ไม่ดิ้นรนนี่เอง คือหนทางที่จะช่วยสลายความผิดหวังให้มลายหายไปได้เร็วที่สุด

โดยธรรมชาติของความไม่สมหวังนั้น หากเรายิ่งพยายามต่อต้านมันจะยิ่งตอกย้ำ ความเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย สู้เราอยู่นิ่ง ๆ จะร้อนรนก็ช่างมัน ดูที่ความรู้สึกและอารมณ์ของเรา จะเสียใจก็ช่างมัน ดูไว้เท่านั้น พอเราทำบ่อย ๆ ทำนาน ๆ เข้า และที่สำคัญ คือ ทำเช่นนี้ในทุกครั้งที่ผิดหวังหรือไม่สมหวังในสิ่งใด รับรองว่าไม่นานเราก็จะชำนาญการรับมือกับการไม่สมหวังได้แบบสบาย ๆ

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด เรียกว่า การฝึกใจไว้ตั้งรับกับความไม่สมหวังในชีวิต ใครทำตามนี้ได้รับรองว่า คุณจะอยู่อย่างมีความสุข เพราะในชีวิตของเราทุกคน เรายังต้องประสบพบเจอเรื่องไม่สมหวังไปตลอดชีวิต มากบ้าง น้อยบ้าง เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง อย่างไรเราก็หนีไม่พ้น ดังนั้นการฝึกใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น หาไม่แล้ว เราจะขาดภูมิต้านทานความผิดหวัง ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่อันตรายอย่างมาก ที่อาจทำลายชีวิตของเราที่เหลือได้ง่าย ๆ ในพริบตา

การฝึกใจไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องหมั่นทำในทุกครั้งที่ประสบกับความไม่ชอบใจในเรื่องต่าง ๆ ในระยะแรก ๆ มันอาจจะฝืนธรรมชาติของใจเรา ที่ชอบแสดงอาการต่อต้านดื้อรั้นอยากเอาชนะ แต่หากเรามีสติ ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ พิจารณาดู เราจะรู้ว่า ไม่ว่าความสมหวังหรือความผิดหวัง ไม่ว่าอะไรมันก็อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้ มันมาเดี๋ยวมันก็ต้องไป ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปทั้งชีวิตหรอก

10 วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง วัคซีนต้านปัญหาด้วยปัญญา

10 วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง วัคซีนต้านปัญหาด้วยปัญญา

จิตใจที่มั่นคงเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่ปลูกฝังและสร้างขึ้นได้ ปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิตเป็นบททดสอบชั้นดีต่อการฝึกจิตใจของผู้นั้น ถ้าผ่านไม่ได้บุคคลนั้นจะถูกผลักดันให้พยายามหาวิธีแก้ปัญหาอื่น (ส่วนหนึ่งมาจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์) แต่ถ้าคุณเข้มแข็งพอและผ่านมันไปได้ ก็อาจพบเจอบททดสอบใหม่ที่ยากกว่าเดิม แล้วจะทำอย่างไรเพื่อรับมือและอยู่กับปัญหาเหล่านั้นให้ได้ คำตอบคือการเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยปัญญา การฝึกใจให้เข้มแข็งเป็นวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจและเพิ่มปัญญาที่ช่วยรับมือกับบททดสอบต่าง ๆ ซึ่งวิธีฝึกใจให้เข้มแข็งเพิ่มปัญญามีดังนี้

  1. มองโลกในแง่ดี (Positive Thinking) สำรวมความคิด ฝีกคิดดี ไม่ปล่อยให้ความคิดถูกครอบงำหรือชักจูงไปในด้านลบ โดยเริ่มมองข้อดีจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวก่อน เช่น ความสำเร็จที่เรามีอยู่ พูดกับตัวเองในเชิงให้กำลังใจ จะช่วยให้มองสิ่งรอบข้างได้หลายมิติ ลองจินตนาการว่าสิ่งต่าง ๆ กำลังเป็นไปอย่างที่เราต้องการ ทำให้กระบวนการความคิดของเราทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น การคิดบวกเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาตนเองที่สำคัญที่สุด
  2. รู้จักปล่อยวางอดีต (Let it be) ไม่เก็บเรื่องที่ผ่านไปแล้วมาคิด หรือโทษตัวเอง เพราะเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่ให้โฟกัสไปที่การแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นเพื่อระวังไม่ให้เกิดซ้ำอีก สร้างความภาคภูมิใจในตัวเองด้วยการคิดมุมกลับ นำสิ่งที่ผิดพลาดมาเป็นพลังให้เราเข้มแข็งขึ้น
  3. เข้าใจความธรรมดาของโลก (Understand the nature of life) มองทุกสิ่งอย่างเป็นธรรมชาติให้มากขึ้น จะทำให้เห็นวัฏจักรความแปรเปลี่ยนไปของโล​ก​ เกิดความเข้าใจในธรรมชาติต่อทุกสรรพสิ่ง จะช่วยลดความเจ็บปวดจากการยึดมั่นถือมั่นได้
  4. การมีจิตอยู่กับปัจจุบัน (Conscious living) เป็นการตระหนักรับรู้เท่าทันกระบวนการคิดและพฤติกรรมของตัวเอง ไม่ต้องไปยึดติดกับความผิดพลาดจากการเชียร์บอลแล้วเช็คผล สรุปผลบอล กลับไม่เข้าเป้าตามที่คิด เราสามารถฝึกจิตได้หลายวิธีไม่ว่าเป็นอิริยาบถ​ใด ยืน นั่ง นอน กิน ก็สามารถทำสมาธิได้โดยพิจารณาจากลมหายใจเข้า – ออก หรืออาการท้องพอง-ยุบ ซึ่งเป็นสมาธิขั้นพื้นฐานที่นอกจากช่วยให้หายใจได้ลึกเพื่อได้รับออกซิเจนมากขึ้นแล้ว ร่างกายยังได้รับการพักผ่อนด้วย การฝึกสมาธิเป็นการตระหนักรับรู้ถึงสภาวะปัจจุบันเพื่อให้มองเห็นปัญหาที่แท้จริง ช่วยยกสภาพจิตใจให้มีภูมิต้านทานต่อสภาวะต่าง ๆ ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
  5. พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด (Stand on your own feet) เรียนรู้การใช้ชีวิตให้ได้ด้วยตนเอง การสร้างอิสระให้ตัวเองโดยไม่ยึดติดกับผู้อื่น นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ และก่อให้เกิดความเข้มแข็งทางจิตใจที่นำมาสู่ความสำเร็จต่าง ๆ ได้ง่าย
  6. เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สม่ำเสมอ (Never be afraid of change) รู้จักปรับตัว ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง และมองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงนั้น ใจที่ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบเดิม ๆ จะช่วยเปิดโลกทัศน์ในมิติต่าง ๆ ของชีวิตได้กว้างไกลขึ้น
  7. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน (Set your goals and flight for it) ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคหรือเลิกล้มอะไรง่าย ๆ โดยโฟกัสไปที่อนาคตข้างหน้า ช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และเห็นศักยภาพของตนว่าสามารถพัฒนาไปทิศทางไหนได้บ้าง
  8. เปลี่ยนภาระเป็นแรงผลักดัน (Every burden is a blessing) มองสิ่งที่เผชิญอยู่เป็นความท้าทายและนำมาเป็นแรงขับให้ก้าวต่อไปข้างหน้า คนที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่และปัญหาหลายอย่างเป็นตัวอย่างของคนที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจสูง
  9. กล้าที่จะปฏิเสธ (Don’t just be good to others, be good to you) ไม่ควรเกรงใจต่อคนที่ไม่ให้ความเกรงใจผู้อื่น กำหนดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรที่ทำให้ไม่ได้และทำได้ถึงแค่ไหน คุณไม่จำเป็นต้องพยายามเอาใจคนทุกคน เพื่อให้ได้ความรักจากคนรอบข้าง ความกล้าที่จะเป็นตัวเองและบอกความรู้สึกที่แท้จริงช่วยให้ใจเข้มแข็ง
  10. ฝึกอยู่กับความเจ็บปวดจนคุ้นชิน (Get used to the pain) ฝึกคิดเชิงมหภาคเพื่อปล่อยผ่านเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ถูกใจ เพิ่มความหนักแน่นไม่อ่อนไหวต่อสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจ คนที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจย่อมทนต่อสภาวะความกดดัน และมีภูมิต้านทานต่อความเจ็บปวดได้ดี

การฝึกใจจะให้สัมฤทธิ์ผลที่ดีได้ก็ต่อเมื่อคุณนำมาใช้ในชีวิตประจำวันจริง ๆ เท่านั้น ถ้าเพียงแต่อ่านข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจแล้วหลงลืมที่จะนำมาใช้ มันก็คงเป็นเพียงข้อความที่ไร้ค่า หากจิตใจเปรียบเสมือนบันได ในแต่ละขั้นของบันไดก็คือระดับจิตใจของคุณเอง การก้าวขึ้นบันไดในแต่ละขั้นก็คือการสะสมแต้มรางวัลหรือประสบการณ์ซึ่งนำไปสู่ประตูแห่งชัยชนะ คือความมั่นคงหรือความเข้มแข็งทางจิตใจนั่นเอง

ทำยังไงถึงจะลดความอยากใช้เงิน

ทำยังไงถึงจะลดความอยากใช้เงิน

ปัญหาของคนยุคทุนนิยมในปัจจุบันที่สำคัญ คือ การใช้เงินเกินตัว หรือที่เรียกว่าใช้อย่างฟุ่มเฟือย จนเกินรายได้ที่มีอยู่ และไม่วางแผนเผื่ออนาคต จุดตรงนี้เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดโค้ชทางการเงินเป็นจำนวนมากมาแนะนำให้คนที่ตั้งใจปรับพฤติกรรม ฝึกตัวเองให้เก็บออมเงินได้มากขึ้น เลิกใช้เงินฟุ่มเฟือย ด้วยวิธีการดังนี้

1.ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
พื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการเก็บออมได้มากขึ้น และควบคุมการใช้เงินของตัวเอง คือการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ควรทำใน Excel หรือเป็นสมุดที่มีตารางเพื่อความสะดวกในการบวกลบคูณหารเลข จดบัญชีรายรับจากเงินเดือน รายได้เสริม งาน OT ต่าง ๆ ทางฝั่งรายได้ ส่วนรายจ่ายต้องบันทึกทุกอย่าง ไม่ว่าค่ารถโดยสาร ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า รวมตัวเลขดูว่าในแต่ละเดือน คุณมีงบที่สมดุลหรือได้ผลลัพธ์ทางบวกหรือลบอย่างไร จะทำให้คุณตระหนักว่าจุดใดควรแก้ไข ทำบ่อย ๆ จะแก้ไขพฤติกรรมการใช้เงินที่มากเกินไปได้

2.คำนึงถึงหนี้สินที่มีอยู่
บางคนมีหนี้บัตรเครดิตจำนวน 3 ถึง 5 ใบตั้งแต่วัยเริ่มทำงานเพียงไม่กี่ปี จากการซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า โน๊ตบุ๊ก มือถือ และของที่มีการโฆษณารุ่นใหม่ ๆ ที่ออกมาตลอดปี ทั้งนี้ในปัจจุบัน มีการเปิดโอกาสให้สมัครใช้บัตรเครดิตได้จากฐานรายได้เพียงแค่ 15,000 บาท ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสเป็นหนี้และใช้เงินเกินตัว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่จ่ายยอดขั้นต่ำสุดมาตลอด มียอดจ่ายบัตรเครดิตเดือนละหลายหมื่น ทั้งที่เงินเดือนหมื่นกว่าบาท จนเกิดการทบต้นและดอกเบี้ยมากขึ้นเรื่อย ๆ คุณจำเป็นต้องหยุดการใช้บัตรเครดิต แล้วคำนวณอย่างละเอียดถึงหนี้สินที่มีอยู่ และตั้งใจว่าต้องหยุดการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยทั้งหมดและต้องรีบเคลียร์หนี้สินให้หมดโดยเร็วที่สุด

3.คิดถึงอนาคต
การมีเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญในการควบคุมการใช้จ่ายเงิน หากคุณไม่มีทิศทางว่าจะนำเงินที่มีอยู่ไปทำอะไร เมื่อมีรายได้เข้ามาไม่ว่าหลักพันหรือหลักแสนบาท ก็สามารถใช้หมดได้ในพริบตา ทางที่ดีคุณควรเอากระดาษมาจดบันทึก มีเป้าหมายในชีวิตในช่วงระยะ 1 ปี 5 ปี 10 ปี และตอนเกษียณเป็นเช่นไร ต้องใช้เงินเท่าไหร่จึงจะทำให้ถึงเป้าหมาย เมื่อมีแรงบันดาลใจที่ชัดเจน คุณก็จะลดการใช้เงินฟุ่มเฟือยได้ โดยหันไปเก็บออมโดยการซื้อพันธบัตร หรือกองทุน ที่มีสภาพคล่องน้อยกว่าการถือเงินสดในมือ

การจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองในเรื่องการใช้จ่าย ไม่สามารถสำเร็จแค่การคิดหรือวางแผน แต่ต้องเกิดจากการวิเคราะห์ตัวเองและเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายจริง เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงปัญหาการใช้เงิน และมีเป้าหมายใหม่ในการควบคุมตัวเองต่อไป

เทคนิครับมือกับชีวิตเหงา ๆ ในยุคโควิด-19

เทคนิครับมือกับชีวิตเหงา ๆ ในยุคโควิด-19

ช่วงที่ไวรัสโคโรน่าระบาดหนัก หลายคนยากจะปรับตัวรับมือกับเหงา เพราะเคยชินกับการออกไปข้างนอกทุกวัน ความโดดเดี่ยวทางสังคมต้องอยู่บ้านคนเดียวเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้สุขภาพจิตและร่างกายย่ำแย่ ถึงวันนี้คงเห็นแล้วว่าสถานการณ์ไวรัสคงไม่ผ่านไปในเร็ววัน การฝึกใจให้ต่อสู้กับความเหงาเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับความเหงาได้ เรามีวิธีสร้างสรรค์มาแนะนำกัน ดังนี้

1.เป็นเรื่องปกติที่คนเรารู้สึกเครียดเมื่อต้องติดแหงกอยู่ในบ้าน พบกับผู้คนน้อยลงด้วยความกลัวที่จะติดเชื้อโรค อย่างไรก็ดี การเว้นระยะห่างทางสังคมหมายถึงหลีกเลี่ยงพบปะผู้อื่นในที่สาธารณะและออกนอกบ้านเมื่อจำเป็น แต่ทุกวันนี้มีการสื่อสารหลายช่องทาง แค่รู้ว่ามีคนอื่นที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ชวนพูดคุยปลอบประโลมซึ่งกันและกันพอช่วยให้รู้สึกคลายเหงาได้บ้าง

2.โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนได้แบ่งปันประสบการณ์ของตนเองกับผู้อื่น ถ้าคุณชอบคุยเรื่อง โปรแกรมบอลวันนี้ ก็สามารถเข้ากลุ่มฟุตบอลเพื่อแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆได้ แต่ต้องระมัดระวังเสพสื่ออย่างมีสติเพราะโซเชียลมีเดียอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตทำให้จิตใจย่ำแย่ลง หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ต้องเตือนตัวเองเสมอว่าคนเรามักจะโพสต์แต่ด้านดีของตนเอง สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นเสมอไป ถ้าไม่ตระหนักถึงข้อนี้อาจทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม คิดไปเองว่าเป็นเราที่เหงาอยู่คนเดียว

3.วิธีที่ดีที่สุดในการผ่านช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวคือการทำตัวตามตารางชีวิตให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่าจะอยู่ที่บ้านตามลำพังและรู้สึกเหงาเหมือนเดิม แต่การพยายามทำใช้ชีวิตเป็นปกตินั้น ถือเป็นวิธีการฝึกใจให้เข้มแข็ง เริ่มต้นแต่ละวันด้วยการวางแผนว่าจะทำอะไรบ้าง ทำตัวให้ยุ่งอยู่เสมอและหาวิธีติดต่อพูดคุยกับคนอื่น เขียนบันทึกประจำวันถึงสิ่งที่ทำและบรรยายความรู้สึกของตนเองลงไป จะช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่เหงาเศร้าซึมไปได้ง่ายขึ้น

4.พยายามออกกำลังกายบ้าง การออกกำลังกายเป็นวิธีการฝึกความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ใครเคยไปวิ่งออกกำลังกายนอกบ้าน ลองเปลี่ยนมาฝึกไทเก็ก เล่นโยคะ หรือเต้นแอโรบิกที่บ้านตามวิดีโอ YouTube แนะนำให้เลือกวิธีออกกำลังกายท่าง่าย ๆ ก่อน อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป พยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สุขภาพแข็งแรงเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยลดความกังวลใจ ทำให้หายเครียดได้

เมื่อมีสาเหตุที่จำเป็นต้องอยู่แต่ในบ้าน ไม่ว่าจะกักบริเวณเนื่องจากต้องสงสัยว่าติดเชื้อ หรือไม่กล้าออกไปเสี่ยงพบเจอผู้คนในที่สาธารณะ หรือดูข่าวมากเกินไปเกิดความกังวล ความเหงาและความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ตามมาอาจกลายเป็นปัญหาทางจิตสะสมจนเกิดภาวะซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว ในเมื่อวิกฤตยังไม่ผ่านพ้น ลำพังตัวเราเองทำอะไรมากไม่ได้ ลองเปิดใจยอมรับว่าการอยู่บ้านนั้นเป็นสถานการณ์ปกติ มองหาวิธีรับมือกับความเหงาในเชิงบวก เชื่อมั่นอยู่เสมอว่าวันหนึ่งสถานการณ์นี้จะผ่านพ้นไปแน่นอน

5 เทคนิค ช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญสภาวะกดดัน

5 เทคนิค ช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญสภาวะกดดัน

บ่อยครั้งที่อุปสรรคถาโถมเข้ามา จนทำให้จิตใจหดหู่ ท้อแท้และสิ้นหวัง จนกระทั่งหลายคนที่ขาดสติในการวิเคราะห์หาสาเหตุและทางออกของปัญหา ซึ่งเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบในแง่ลบกลับมีอิทธิพลอยู่เหนือเหตุผลดี ๆ จนทำให้บางรายตัดสินใจคิดสั้นเพื่อหนีปัญหา ในทางตรงกันข้าม คงจะดีไม่น้อยหากเราสามารถฝึกใจให้เข้มแข็ง พร้อมเผชิญหน้ากับสภาวะกดดันต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นวันนี้เราจึงมาแนะนำ 5 เทคนิคช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่คอยกดดัน 5 เทคนิคที่ว่านี้ จะทำให้จิตใจของคุณแข็งแกร่งขึ้นสามารถเผชิญ สถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างดี

เทคนิคที่ 1 สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติหรือไม่ก็ดึงสติกลับมาอยู่ที่ตัวเองก่อน แล้วค่อยมองไปยังปัญหา เพื่อหาสาเหตุ จากนั้นค่อยคิดถึงวิธีแก้ไขปัญหา เพราะการทำสมาธิถือเป็นการฝึกจิตให้เข้มแข็งและมีพลัง โดย เริ่มจากนั่งพิงพนักเก้าอี้หลับตาพักให้สบาย หายใจเข้าช้า ๆ กลั้นหายใจนับถึง 1-10 แล้วผ่อนลมหายใจออก เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้จิตใจมีสมาธิ ผ่อนคลายและสงบนิ่งมากขึ้น ผลที่ได้รับนอกจากพลังใจแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินออกมาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยและการอักเสบต่าง ๆ ได้อีกด้วย

เทคนิคที่ 2 นึกถึงพระคุณของพ่อและแม่ ที่มีความรัก ความเสียสละเพื่อลูก เอาท่านเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วลองเข้าไปกราบท่านขอคำแนะนำหรือ กำลังใจดี ๆ นำกลับมาเติมพลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคและความกดดันในการทำงานและการดำเนินชีวิตได้อีกยาวไกล

เทคนิคที่ 3 ให้กำลังใจ พร้อมทั้งให้อภัยในข้อผิดพลาดของตัวเอง ยอมรับและแก้ไข แต่จะแก้ได้มากหรือน้อยอย่างไร ก็ขอให้ภูมิใจว่าเรามีดีที่ไม่ได้หนีปัญหาไปไหน ความเข้มแข็งตรงจุดนี้จะสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้กับตนเองค่ะ

เทคนิคที่ 4 มองโลกในแง่ดี โดยเริ่มจากการปรับ Mind Set หรือทัศนคติของเราให้เป็นเชิงบวก เช่น เมื่อเจออุปสรรคหรือความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น ขอให้ใช้รอยยิ้มและความเข้าใจ รับฟังแล้วค่อยพูดค่อยจาปรับความเข้าใจกัน ก็จะช่วยคลี่คลายปัญหาลงได้เป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยหาวิธีแก้ไขเพื่อให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย

เทคนิคที่ 5 หมั่นดูแลสุขภาพและรักตนเองให้มากขึ้น จริงอยู่ที่ว่าการเป็นคนดีอาจต้องเสียสละเพื่อให้คนที่เรารักมีความสุข แต่อาจไม่เสมอไป บางครั้งเราก็ต้องหันกลับมากอดตัวเองให้เป็น ในเสี้ยววินาทีที่เผชิญหน้ากับความทุกข์ เชื่อเถอะว่าไม่มีใครรู้ทางออกดีไปกว่าตัวเราเองหรอกค่ะ เช่น หากเราน้ำหนักขึ้นแล้วโดนเพื่อนบูลลี่ เพื่อที่จะขัดขาเก้าอี้เราไม่ให้ไปต่อในตำแหน่งที่บุคลิกภาพต้องมาก่อน ก็อย่าเสียขวัญ ลองเปิดเพจลดน้ำหนักด้วยตัวเองอย่างได้ผล แล้วลองทำดู พิสูจน์ให้รู้กันไปว่า ชนะใครก็ไม่เจ๋งเท่าชนะใจตนเอง แต่ถ้าหากมั่นใจในรูปร่างตัวเองอยู่แล้ว ก็พิสูจน์วัดกันด้วยผลงานค่ะ

เห็นไหมคะว่า 5 เทคนิคเหล่านี้จะช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งและแสดงพลังเกินความคาดหมายออกมาจากข้างใน เมื่อเราต้องเผชิญกับสภาวะกดดันต่าง ๆ ก็จะมีสติและใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงได้