เทคนิครับมือกับชีวิตเหงา ๆ ในยุคโควิด-19

เทคนิครับมือกับชีวิตเหงา ๆ ในยุคโควิด-19

ช่วงที่ไวรัสโคโรน่าระบาดหนัก หลายคนยากจะปรับตัวรับมือกับเหงา เพราะเคยชินกับการออกไปข้างนอกทุกวัน ความโดดเดี่ยวทางสังคมต้องอยู่บ้านคนเดียวเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้สุขภาพจิตและร่างกายย่ำแย่ ถึงวันนี้คงเห็นแล้วว่าสถานการณ์ไวรัสคงไม่ผ่านไปในเร็ววัน การฝึกใจให้ต่อสู้กับความเหงาเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับความเหงาได้ เรามีวิธีสร้างสรรค์มาแนะนำกัน ดังนี้

1.เป็นเรื่องปกติที่คนเรารู้สึกเครียดเมื่อต้องติดแหงกอยู่ในบ้าน พบกับผู้คนน้อยลงด้วยความกลัวที่จะติดเชื้อโรค อย่างไรก็ดี การเว้นระยะห่างทางสังคมหมายถึงหลีกเลี่ยงพบปะผู้อื่นในที่สาธารณะและออกนอกบ้านเมื่อจำเป็น แต่ทุกวันนี้มีการสื่อสารหลายช่องทาง แค่รู้ว่ามีคนอื่นที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ชวนพูดคุยปลอบประโลมซึ่งกันและกันพอช่วยให้รู้สึกคลายเหงาได้บ้าง

2.โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนได้แบ่งปันประสบการณ์ของตนเองกับผู้อื่น ถ้าคุณชอบคุยเรื่อง โปรแกรมบอลวันนี้ ก็สามารถเข้ากลุ่มฟุตบอลเพื่อแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆได้ แต่ต้องระมัดระวังเสพสื่ออย่างมีสติเพราะโซเชียลมีเดียอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตทำให้จิตใจย่ำแย่ลง หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ต้องเตือนตัวเองเสมอว่าคนเรามักจะโพสต์แต่ด้านดีของตนเอง สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นเสมอไป ถ้าไม่ตระหนักถึงข้อนี้อาจทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม คิดไปเองว่าเป็นเราที่เหงาอยู่คนเดียว

3.วิธีที่ดีที่สุดในการผ่านช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวคือการทำตัวตามตารางชีวิตให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่าจะอยู่ที่บ้านตามลำพังและรู้สึกเหงาเหมือนเดิม แต่การพยายามทำใช้ชีวิตเป็นปกตินั้น ถือเป็นวิธีการฝึกใจให้เข้มแข็ง เริ่มต้นแต่ละวันด้วยการวางแผนว่าจะทำอะไรบ้าง ทำตัวให้ยุ่งอยู่เสมอและหาวิธีติดต่อพูดคุยกับคนอื่น เขียนบันทึกประจำวันถึงสิ่งที่ทำและบรรยายความรู้สึกของตนเองลงไป จะช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่เหงาเศร้าซึมไปได้ง่ายขึ้น

4.พยายามออกกำลังกายบ้าง การออกกำลังกายเป็นวิธีการฝึกความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ใครเคยไปวิ่งออกกำลังกายนอกบ้าน ลองเปลี่ยนมาฝึกไทเก็ก เล่นโยคะ หรือเต้นแอโรบิกที่บ้านตามวิดีโอ YouTube แนะนำให้เลือกวิธีออกกำลังกายท่าง่าย ๆ ก่อน อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป พยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สุขภาพแข็งแรงเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยลดความกังวลใจ ทำให้หายเครียดได้

เมื่อมีสาเหตุที่จำเป็นต้องอยู่แต่ในบ้าน ไม่ว่าจะกักบริเวณเนื่องจากต้องสงสัยว่าติดเชื้อ หรือไม่กล้าออกไปเสี่ยงพบเจอผู้คนในที่สาธารณะ หรือดูข่าวมากเกินไปเกิดความกังวล ความเหงาและความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ตามมาอาจกลายเป็นปัญหาทางจิตสะสมจนเกิดภาวะซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว ในเมื่อวิกฤตยังไม่ผ่านพ้น ลำพังตัวเราเองทำอะไรมากไม่ได้ ลองเปิดใจยอมรับว่าการอยู่บ้านนั้นเป็นสถานการณ์ปกติ มองหาวิธีรับมือกับความเหงาในเชิงบวก เชื่อมั่นอยู่เสมอว่าวันหนึ่งสถานการณ์นี้จะผ่านพ้นไปแน่นอน

5 เทคนิค ช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญสภาวะกดดัน

5 เทคนิค ช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญสภาวะกดดัน

บ่อยครั้งที่อุปสรรคถาโถมเข้ามา จนทำให้จิตใจหดหู่ ท้อแท้และสิ้นหวัง จนกระทั่งหลายคนที่ขาดสติในการวิเคราะห์หาสาเหตุและทางออกของปัญหา ซึ่งเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบในแง่ลบกลับมีอิทธิพลอยู่เหนือเหตุผลดี ๆ จนทำให้บางรายตัดสินใจคิดสั้นเพื่อหนีปัญหา ในทางตรงกันข้าม คงจะดีไม่น้อยหากเราสามารถฝึกใจให้เข้มแข็ง พร้อมเผชิญหน้ากับสภาวะกดดันต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นวันนี้เราจึงมาแนะนำ 5 เทคนิคช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่คอยกดดัน 5 เทคนิคที่ว่านี้ จะทำให้จิตใจของคุณแข็งแกร่งขึ้นสามารถเผชิญ สถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างดี

เทคนิคที่ 1 สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติหรือไม่ก็ดึงสติกลับมาอยู่ที่ตัวเองก่อน แล้วค่อยมองไปยังปัญหา เพื่อหาสาเหตุ จากนั้นค่อยคิดถึงวิธีแก้ไขปัญหา เพราะการทำสมาธิถือเป็นการฝึกจิตให้เข้มแข็งและมีพลัง โดย เริ่มจากนั่งพิงพนักเก้าอี้หลับตาพักให้สบาย หายใจเข้าช้า ๆ กลั้นหายใจนับถึง 1-10 แล้วผ่อนลมหายใจออก เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้จิตใจมีสมาธิ ผ่อนคลายและสงบนิ่งมากขึ้น ผลที่ได้รับนอกจากพลังใจแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินออกมาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยและการอักเสบต่าง ๆ ได้อีกด้วย

เทคนิคที่ 2 นึกถึงพระคุณของพ่อและแม่ ที่มีความรัก ความเสียสละเพื่อลูก เอาท่านเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วลองเข้าไปกราบท่านขอคำแนะนำหรือ กำลังใจดี ๆ นำกลับมาเติมพลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคและความกดดันในการทำงานและการดำเนินชีวิตได้อีกยาวไกล

เทคนิคที่ 3 ให้กำลังใจ พร้อมทั้งให้อภัยในข้อผิดพลาดของตัวเอง ยอมรับและแก้ไข แต่จะแก้ได้มากหรือน้อยอย่างไร ก็ขอให้ภูมิใจว่าเรามีดีที่ไม่ได้หนีปัญหาไปไหน ความเข้มแข็งตรงจุดนี้จะสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้กับตนเองค่ะ

เทคนิคที่ 4 มองโลกในแง่ดี โดยเริ่มจากการปรับ Mind Set หรือทัศนคติของเราให้เป็นเชิงบวก เช่น เมื่อเจออุปสรรคหรือความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น ขอให้ใช้รอยยิ้มและความเข้าใจ รับฟังแล้วค่อยพูดค่อยจาปรับความเข้าใจกัน ก็จะช่วยคลี่คลายปัญหาลงได้เป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยหาวิธีแก้ไขเพื่อให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย

เทคนิคที่ 5 หมั่นดูแลสุขภาพและรักตนเองให้มากขึ้น จริงอยู่ที่ว่าการเป็นคนดีอาจต้องเสียสละเพื่อให้คนที่เรารักมีความสุข แต่อาจไม่เสมอไป บางครั้งเราก็ต้องหันกลับมากอดตัวเองให้เป็น ในเสี้ยววินาทีที่เผชิญหน้ากับความทุกข์ เชื่อเถอะว่าไม่มีใครรู้ทางออกดีไปกว่าตัวเราเองหรอกค่ะ เช่น หากเราน้ำหนักขึ้นแล้วโดนเพื่อนบูลลี่ เพื่อที่จะขัดขาเก้าอี้เราไม่ให้ไปต่อในตำแหน่งที่บุคลิกภาพต้องมาก่อน ก็อย่าเสียขวัญ ลองเปิดเพจลดน้ำหนักด้วยตัวเองอย่างได้ผล แล้วลองทำดู พิสูจน์ให้รู้กันไปว่า ชนะใครก็ไม่เจ๋งเท่าชนะใจตนเอง แต่ถ้าหากมั่นใจในรูปร่างตัวเองอยู่แล้ว ก็พิสูจน์วัดกันด้วยผลงานค่ะ

เห็นไหมคะว่า 5 เทคนิคเหล่านี้จะช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งและแสดงพลังเกินความคาดหมายออกมาจากข้างใน เมื่อเราต้องเผชิญกับสภาวะกดดันต่าง ๆ ก็จะมีสติและใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงได้

แนะนำ 7 เคล็ดลับฝึกใจลูกน้อยให้รู้จักรอและอดทน

แนะนำ 7 เคล็ดลับฝึกใจลูกน้อยให้รู้จักรอและอดทน

ปัญหาโลกแตกที่คนเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองหลายคนมักจะเจอในเด็กวัย 5 – 10 ปี นั่นก็คือ เด็ก ๆ มักเอาแต่ใจ, ใจร้อน และรออะไรนาน ๆ ไม่ค่อยได้ ทำให้พอเจออะไรที่ต้องใช้เวลานาน หรือต้องใช้ความอดทนสูงก็มักเกิดอาการหงุดหงิด งอแง หรือบางคนก็ถึงขั้นอาละวาดเลยทีเดียว วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 7 เคล็ดลับฝึกใจลูกน้อย ให้รู้จักรอและอดทน

1.พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างให้ลูก
ก่อนที่จะสอนลูกด้วยคำพูด อันดับแรกคุณพ่อคุณแม่ควรทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น เพราะเด็ก ๆ มักมีพ่อแม่ของตัวเองเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ แต่โดยธรรมชาติแล้วเด็ก ๆ จะสังเกตพฤติกรรมแทบทุกอย่างของพ่อแม่ สิ่งไหนที่พ่อแม่ทำได้ เขาก็จะคิดว่าตัวเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ฉะนั้น เราควรทำให้ลูกเรียนรู้ว่าบางเรื่องก็ต้องรู้จักการรอคอยและการอดทน เช่น การเข้าแถวเวลาซื้อสินค้า, การไม่ขับรถฝ่าไฟแดง เป็นต้น

2.การใช้นิทานสอนใจ
การอ่านนิทานสอนใจเกี่ยวกับคุณค่าของการรอและการทดทน ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถฝึกจิตใจของลูกให้ค่อย ๆ ลดความใจร้อนและความเอาแต่ใจได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง แถมเด็ก ๆ ยังจะเห็นโทษการไม่รู้จักรอและไม่มีความอดทนได้ชัดเจนขึ้นด้วย

3.กำหนดเวลาสิ้นสุดการรอให้ชัดเจน
พ่อแม่บางคนมักมีคำพูดติดปากเวลาพูดกับลูก ๆ เช่น “อีกเดี๋ยวนะ” หรือ “อีกแป๊บนะ” คำเหล่านี้ถือเป็นคำที่ไม่มีความน่าเชื่อถือและไม่ศักดิสิทธิ์ในความรู้สึกของเด็กเลยก็ว่าได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ หรือต้องรออีกนานแค่ไหน ฉะนั้น เราควรเปลี่ยนมาใช้คำพูดที่กำหนดเวลาสิ้นสุดการรอให้ชัดเจน เช่น “พ่อ/แม่ขออีก 10 นาทีนะลูก” เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอาการ “หัวร้อน” ของเด็ก ๆ ได้แล้ว ยังช่วยฝึกการรอและความอดทนของเขาได้อีกด้วย

4.หากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจ
การให้เด็กวัยกำลังซนนั่งรอเฉย ๆ ย่อมทำให้เขาเกิดความหงุดหงิดและเบื่อหน่ายได้ง่าย ฉะนั้น เราจึงควรหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของเขา เช่น การวาดภาพระบายสี หรือการเล่นเกมกระดานต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้เขามีสมาธิจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้จนกว่าเราจะทำธุระเสร็จ

5.เล่นเกมฝึกความอดทน
นอกจากการสอนด้วยคำพูดแล้ว พ่อแม่ควรใช้การฝึกที่ลูกจะค่อย ๆ เรียนรู้และซึมซับการรู้จักรอและความอดทนไปแบบไม่รู้ตัว เช่น การเล่นต่อเลโก้, ต่อจิ๊กซอว์, ต่อโดมิโน่ ฯลฯ เกมเหล่านี้นอกจากจะช่วยฝึกสมาธิและความอดทนให้เขาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวได้อีกด้วย

6.ให้กำลังใจลูกเสมอ
เมื่อใดก็ตามที่ลูกสามารถรอได้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ พ่อแม่ควรชื่นชมและให้กำลังใจเขาตามสมควร ถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการฝึกการรอและความอดทนให้เขาเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากเด็กจะรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้แล้ว ยังจะทำให้เขามีกำลังใจในการรอและอดทนอย่างใจเย็นในครั้งต่อไปอีกด้วย

7.ให้รางวัล
พ่อแม่ควรทำข้อตกลงหรือกำหนดกติกาง่าย ๆ กับลูกว่า หากอดทนรอได้ตามเวลาที่กำหนดแล้ว จะมีรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสมควร แต่ไม่ควรเป็นรางวัลชิ้นใหญ่จนเกินไป เพราะอาจกลายเป็นการฝึกให้ลูกทำดีเพื่อหวังผลแบบไม่รู้ตัวนั่นเอง

ในยุคปัจจุบันที่เด็ก ๆ โตมากับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ตอบสนองพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่กดทีเดียวก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการ ทำให้ติดนิสัยใจเร็วด่วนได้ หากได้หมั่นฝึกใจให้เขาอดทนรอคอยเป็นแล้ว เขาก็จะรู้จักรอได้ ไม่ใจร้อนหรือหุนหันพลันแล่น

4 วิธี ฝึกใจให้สงบ ลดอารมณ์หัวร้อนชะงัด

4 วิธี ฝึกใจให้สงบ ลดอารมณ์หัวร้อนชะงัด

การฝึกใจให้สงบจะเหมาะสำหรับคนยุคนี้เป็นอย่างมาก เพราะคนยุคใหม่มักจะใช้ชีวิตอยู่บนความตึงเครียดค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต ดังนั้น สิ่งที่คุณควรทำมากที่สุด คือ การฝึกฝนจิตใจของคุณให้มีความคงที่ มีความสงบ และมีสติอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันปัญหาหัวร้อนที่อาจจะนำพาไปสู่เหตุการณ์ไม่ดีต่าง ๆ ดังนั้นจึงขอแนะนำ 4 วิธีเพื่อฝึกจิตใจให้สงบและช่วยลดอารมณ์ร้อนได้ดี ดังนี้

1.หายใจลึก ๆ
เริ่มต้นฝึกใจ วิธีแรกจากการฝึกหายใจลึก ๆ โดยให้คุณนั่งหลับตาคล้ายการนั่งสมาธิแล้วปล่อยสมองให้โล่ง พร้อมหายใจเข้าและหายใจออกลึก ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งวิธีนี้ควรฝึกตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจทำให้คุณรู้สึกอารมณ์ไม่ดี เพื่อทำให้คุณรู้สึกเคยชินได้เร็วที่สุด เมื่อเกิดปัญหาแล้วให้หายใจเข้า-ออกลึก ๆ ในลักษณะนี้ทันที จะช่วยทำให้คุณใจเย็นลงได้ง่ายและเร็วที่สุด ทั้งยังทำให้มีสติพอที่จะคิดหาเหตุผลมาดับอารมณ์โกรธได้ดีอีกด้วย

2.หยุดทำทุกกิจกรรมสักครู่
เมื่อคุณรู้สึกหัวร้อนและอารมณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง ให้หยุดทำทุกกิจกรรม โดยเฉพาะการหยุดเล่นโซเชียล เพื่อป้องกันไม่ให้คุณโพสต์หรือคอมเม้นท์ผู้อื่นในแนวทางที่ไม่ดีและอาจนำความเดือดร้อนมาให้คุณได้ ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มอารมณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง ให้ออกจากทุกกิจกรรมที่คุณทำอยู่ แล้วไปอยู่ในมุมสงบหรือจุดที่เงียบที่สุด จากนั้นให้หายใจเข้า-ออกลึก ๆ จะช่วยทำให้คุณลดอาการหัวร้อนและมีสติมากขึ้น

3.มองให้เป็นอากาศ
สำหรับผู้ที่รู้สึกหัวร้อนง่ายเพราะคนรอบข้างที่มักพูดไม่ดีหรือทำไม่ดี ถ้าต้องการระงับอารมณ์ให้ได้มากที่สุด คุณควรมองคนเหล่านั้นให้เป็นอากาศ เหมือนไม่มีตัวตน ไม่ต้องสนใจใด ๆ เมื่อเขาเห็นคุณไม่สนใจก็อาจจะหยุดไปเอง แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นและแย่ลง ให้คุณรีบออกมาจากบรรยากาศนั้น ๆ อย่าอยู่ใกล้หรือคบหาสมาคมกับคนที่ไม่ดีอีกต่อไป

4.ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณสามารถลดความตึงเครียดได้ดีด้วยเช่นกัน เพราะการได้เล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายในแบบของคุณ จำเป็นจะต้องใช้สมาธิพอสมควรและการที่ได้ออกกำลังจนเหงื่อออกท่วมตัว ก็จะยิ่งช่วยทำให้คุณรู้สึกสบายใจมากขึ้น

การฝึกใจให้อารมณ์เย็นลงและลดความรู้สึกโกรธ โมโห และหัวร้อน จะช่วยทำให้คุณใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ง่ายและมีความสุขมากยิ่งขึ้น พร้อมทำให้คุณกลายเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเข้าใจความคิดของคนอื่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยการทดลองมาร์ชเมลโล่

ฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยการทดลองมาร์ชเมลโล่

การทดลอง Marshmallow Test ได้ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1960 โดย ศาสตราจารย์ Walter Mischel จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด โดยทดลองกับเด็ก ๆ กว่า 600 คนที่มีอายุอยู่ระหว่าง 4-6 ขวบ เพื่อทดสอบฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยขนมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ เช่น Marshmallow, คุ้กกี้ หรือเค้ก

การทดลองนี้เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักการ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” โดยล่อใจเด็กโดยให้เงื่อนไขว่า ถ้ากินตอนนี้เลยจะได้ขนม 1 ชิ้น แต่ถ้าสามารถรอจนกว่าผู้ทดลองกลับมาได้ (ประมาณ 15 นาที) จะได้ขนมเพิ่มอีก 1 ชิ้น

สำหรับผู้ใหญ่แล้วการอดใจรอ 15 นาทีถือว่าทำได้ไม่ยาก แต่สำหรับเด็กแล้วช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก บางคนถึงกับต้องแอบเลียมัน (แต่ไม่กินมันลงไป) หรือจับขนมแล้วเอาวางกลับไปที่เดิม เด็กบางคนพยายามฝึกใจห้ามตัวเองโดยหันไปทำอย่างอื่น เพื่อที่จะสามารถรอได้ครบตามเวลาที่กำหนดเพื่อได้ขนมเพิ่มอีก 1 ชิ้น แต่ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่เมื่อผู้ทดลองออกจากห้อง ก็หยิบขนมเข้าปากในทันทีเนื่องจากไม่สามารถหักห้ามใจได้

จากการทดลองในครั้งนั้นพบว่า เด็ก 2 ใน 3 ได้ยอมแพ้ต่อการล่อใจ แต่สิ่งที่ค้นพบที่น่าตื่นเต้นสำหรับการทดลองนี้ก็คือ เด็ก 1 ใน 3 ที่ทนต่อการล่อใจได้มักจะมีผลการเรียนที่ดีกว่าเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถทนต่อการล่อใจได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กเหล่านี้มักไม่ค่อยมีปัญหา รู้จักจัดการความเครียด มีความมุ่งมั่น และเข้ากับคนอื่นได้ดี ส่วนกลุ่มที่กินขนมทันที อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต และมีโอกาสที่ชีวิตจะออกนอกลู่นอกทางได้สูง

ศาสตราจารย์ Walter Mischel เจ้าของโปรเจกต์การทดลองจึงได้ให้ข้อสรุปของการทดลองนี้ว่า “ ความสามารถในการหักห้ามใจตัวเอง อดทนต่อสิ่งล่อลวง มีผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวโดยตรง

หลังจากนั้นไม่นาน นักจิตวิทยาชื่อ Philip Zimbardo ได้ตั้งข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับเรื่องของเด็ก 2 กลุ่มนี้ไว้น่าสนใจมาก ๆ โดยเขาบอกว่า ความแตกต่างของเด็ก 2 กลุ่มนี้ไม่ใช่ความอดทนในการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน แต่เป็นการที่เด็กกลุ่มหนึ่งคิดถึงอนาคตมากกว่าปัจจุบันพวกเขาจึงอดทนรอคอยนานขึ้นเพื่อจะได้รางวัลเป็นขนมที่มากขึ้น ส่วนเด็กอีกกลุ่มหนึ่งมองแค่ปัจจุบันเท่านั้นจึงกินขนมทันที

จากข้อสันนิษฐานตรงนี้ทำให้สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักมองไปถึงผลลัพธ์ที่สวยงามในอนาคตจึงสามารถผ่านความยากลำบากไปได้ กลุ่มคนเหล่านี้มักมีเป้าหมาย ความฝัน ความสนใจที่ชัดเจน และลงแรงในสิ่งที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้ ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักจะพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนาชั่วอึดใจ

ยกตัวอย่างเช่น การเลื่อนแผนซื้อของฟุ่มเฟือยออกไปก่อนเมื่อยังไม่จำเป็นต้องใช้ แต่นำเงินไปลงทุนให้งอกเงยแล้วจึงแบ่งผลกำไรส่วนหนึ่งสะสมไว้เพื่อซื้อของได้ตามที่ต้องการ ดังนั้น หากฝึกใจไม่มองเอาแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า แต่รู้จักวางแผน อดทน รอคอยเวลา ก็มีโอกาสจะได้รับสิ่งที่ดีกว่า

เปิดวิธีฝึกใจให้มีความสุข สร้างพลังบวกในทุก ๆ วัน

เปิดวิธีฝึกใจให้มีความสุข สร้างพลังบวกในทุก ๆ วัน

เคยสังเกตหรือไม่ว่าใคร ๆ ก็มักที่จะคบหากับเพื่อน ๆ ที่มีพลังบวก หรืออยู่ใกล้ ๆ คนที่มองโลกในแง่บวก นั่นก็เพราะว่าคนที่มีพลังบวกนั้นสามารถที่จะมีแนวทางในการคิดและการปฏิบัติที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ มีการมองปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในมุมมองที่ดี มุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาหรือปล่อยวางมากกว่าที่จะจมอยู่กับปัญหาแล้วไม่ได้มองหาแนวทางในการแก้ไข คนที่สามารถฝึกใจให้มีความสุขและมีพลังงานบวกจะไม่จมอยู่กับความทุกข์นาน ๆ ไม่ตัดพ้อและเสียเวลาชีวิตไปกับความวิตกกังวล ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้เรามีเวลาในการใช้ชีวิต พิจารณาสิ่งต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตนเองได้มากยิ่งขึ้น 

สำหรับการฝึกใจให้มีความสุข เพื่อพร้อมสำหรับการสร้างพลังงานดี ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด โดยวิธีการก็คือมีความมั่นใจในตนเอง ในที่นี้หมายถึงการที่เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มั่นใจว่าตนเองมีความสามารถ มีความรู้ มีความอดทน ความมานะและความพยายามมากพอที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเอง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบจิตใจได้ ถ้าหากเรามีความมั่นใจในส่วนนี้ เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่กลัวความยากลำบากที่ต้องเจอ แล้วเราจะมองสิ่งต่าง ๆ ที่ยาก ว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายศักยภาพของตนเอง 

หลังจากที่เรามีความเชื่อมั่นในตนเองแล้ว สิ่งที่จะทำให้เรามีพลังงานบวกต่อหลาย ๆ เรื่องก็คือ การยอมรับในความผิดพลาดของตนเองและผู้อื่น ในส่วนนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญค่อนข้างมาก เพราะในการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนหรือการทำงาน เราต้องพบเจอกับปัญหาต่าง ๆ เป็นระยะอยู่แล้ว และวิธีการจัดการปัญหาในแต่ละครั้งในขั้นตอนดำเนินการ เราก็อาจที่จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดจากเพื่อนร่วมงาน หรือใคร ๆ ก็ตาม ก็อาจจะมีความผิดพลาดเนื่องด้วยขาดความถนัด ความเชี่ยวชาญ ทำให้เราเกิดภาระงานมากขึ้น มีปัญหาให้ต้องแก้มากยิ่งขึ้น เราต้องมองส่วนนี้ให้เป็นเรื่องที่ปกติ ว่าวิธีการในการแก้ปัญหาแต่ละปัญหาไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาทุก ๆ ปัญหาได้ด้วยวิธีเดิม ๆ เสมอไป และในบางครั้งเราก็อาจจะผิดพลาดเองได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องให้อภัยตนเองและคนอื่น ๆ ฝึกใจให้เห็นข้อดีของปัญหาว่าคือบททดสอบเพื่อให้ตัวเราเก่งขึ้น

ถ้าเราสามารถที่จะปรับความคิด ฝึกใจให้ผ่อนคลาย มีความมั่นใจในตนเอง ให้อภัยความผิดพลาดต่าง ๆ ทั้งของตนเองและผู้อื่น มองปัญหาเป็นสิ่งที่ดี มองเป็นโอกาสที่จะทำให้เราเติบโตขึ้น มีแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้หลากหลายมากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถที่จะใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข สามารถสร้างพลังงานบวกให้กับตนเองและคนรอบข้างได้ในทุก ๆ วัน

วิธีฝึกใจ ควบคุมความโกรธแบบง่าย ๆ

วิธีฝึกใจ ควบคุมความโกรธแบบง่าย ๆ

อาการโกรธเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะกับคนในครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน ลูกค้าที่มาใช้บริการ หรือแม้เมื่อคุณขับรถบนท้องถนน ก็อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น มีรถปาดหน้า หรือ รถคันหลังบีบแตรไล่อย่างไร้สาเหตุ ฯลฯ ทำให้เกิดอารมณ์โกรธโมโหได้อย่างมาก

เรามาดูกันว่า จะมีวิธีการฝึกใจตัวเองอย่างไรให้ควบคุมความโกรธได้ง่าย ๆ บ้าง

1.การนับ 1-10
เป็นการฝึกใจควบคุมให้ตัวเองยังไม่เอ่ยปากต่อว่าใคร เมื่ออารมณ์กำลังโมโหถึงขีดสุด เป็นตัวช่วยให้คุณได้อยู่กับลมหายใจเข้าออกช้า ๆ และนับ 1-10 ไปควบคู่กัน จะทำให้อารมณ์ของคุณค่อย ๆ เจือจางความโกรธลงได้ เป็นเทคนิคที่คุณสามารถฝึกฝนใช้ได้บ่อย ๆ ในทุกสถานการณ์

2.คิดเสียว่า ช่างมันเถอะ
การบอกตัวเองว่า “ช่างมันเถอะ!” ให้บ่อย ๆ ก็จะทำให้คุณรู้สึกปล่อยวางกับเรื่องที่ทำให้คุณโมโหได้ดียิ่งขึ้น แล้วทำให้คุณเลือกมองไปที่เป้าหมายข้างหน้าที่ต้องทำต่อ เช่น หากคุณมีปัญหาขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน คุณก็สามารถที่จะพูดกับตัวเองว่า ช่างมันเถอะ ปล่อยวางมันเสียบ้าง และมุ่งหน้าทำงานของคุณต่อไปเลย ไม่ต้องใส่ใจเพื่อนร่วมงาน ไม่ต้องไปทะเลาะกับเขา เอาเวลามานั่งทำงานต่อดีกว่า

3.เอาตัวออกมาจากสถานการณ์
หากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี ก็ขอให้หันหลัง เดินออกมาจากสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด เช่น หากคุณกำลังหงุดหงิดเมื่อรถคันหลังมีพฤติกรรมใช้ถนนที่แย่ คุณก็อาจแวะปั๊มน้ำมัน หรือร้านอาหารข้างทาง ไปเข้าห้องน้ำ ซื้ออาหารเครื่องดื่มเย็น ๆ แทน ได้พักสงบสติอารมณ์สักครู่แบบนี้ก่อนที่จะขับรถเข้าสู่เส้นทางปกติต่อไป ย่อมดีกว่าการเสี่ยงขับรถต่อทันทีทั้งที่ยังโกรธ

4.มองดูเหตุผลในมุมมองคนอื่น
นอกจากการรู้เหตุผลของการกระทำตัวเองแล้ว คุณอาจต้องมองเหตุผลของคนอื่นบ้าง ว่าเหตุใดเขาจึงทำอย่างนั้น เมื่อคุณคิดว่า เขาก็คงมีเหตุผลส่วนตัวด้วยเช่นกัน ที่ทำให้เขาเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจ หรือที่้เขาพูดจาไม่ดีใส่คุณ เพราะอาจมีเรื่องหงุดหงิดที่เข้าใจผิดกันก็เป็นได้ เมื่อคุณอารมณ์เย็นลงอาจหาจังหวะเข้าไปคุยกัน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง อาจได้ปรับทำความเข้าใจกันก็ได้

การฝึกใจตัวเองไม่ให้โกรธ มีหลายเทคนิคที่คุณสามารถฝึกใจและทำผสมผสานกัน หากคุณพัฒนาตัวเองให้เป็นคนโกรธยากและให้อภัยได้ง่ายขึ้น จะทำให้คุณมีความสุขกับชีวิตมากยิ่งขึ้นในทุกวัน และทำให้เป็นคนที่น่าเข้าใกล้ เพราะไม่ว่าใครก็อยากอยู่กับคนที่อารมณ์ดีทั้งนั้น

5 ข้อคิดฝึกใจให้สงบ ลดความเครียด

5 ข้อคิดฝึกใจให้สงบ ลดความเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้มากมาย ทั้งปัญหาสุขภาพทางกายและปัญหาทางจิตใจ วันนี้เราจึงขอนำเสนอ 5 ข้อคิดฝึกใจให้สงบ ลดความเครียด ไปดูกันว่าจะมีข้อไหนที่น่าสนใจและนำไปทำตามได้บ้าง

1.มองปัญหาเป็นความท้าทาย
ทุก ๆ คนย่อมมีอุปสรรคปัญหาเข้ามาในทุกวันของการใช้ชีวิต ซึ่งถ้าเราคิดว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นปัญหา ความรู้สึกที่จะจัดการให้ผ่านพ้นไปก็เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรามองว่าสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นความท้าทายที่จะช่วยให้เราแข็งแกร่งขึ้น ทุกปัญหาที่เข้ามาในชีวิตก็จัดการได้ไม่ยากเลย

2.หลังความยากลำบากจะมีความง่ายดาย
ความยากง่ายในปัญหาของแต่ละคนอาจจะไม่มีมาตรวัดตายตัว แต่ทุกคนคงเคยประสบกับสิ่งที่คิดว่ายากลำบากกันมาแล้ว ซึ่งถ้าใครกำลังพบกับความยากลำบากเรื่องใหม่ที่ยากต่อการจัดการอยู่ ขอให้อดทน หาทางแก้ไขตามที่ควรจะเป็น สักวันปัญหานั้นก็จะผ่านไป กลายเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า และทำให้สามารถรับมือกับปัญหาที่ยากยิ่งกว่าได้ในอนาคต

3.อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น
ในทุกวันนี้เราอาจเห็นความสำเร็จของหลาย ๆ คน ทั้งในข่าวหรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ จนอาจจะคิดเปรียบเทียบไปว่าทำไมเรายังไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย คนอื่น ๆ ชีวิตดูสบายมีแต่ความสุข แต่เราไม่ได้รับรู้เลยว่าระหว่างทางกว่าภาพความสำเร็จของแต่ละคนจะออกมาปรากฏต่อสายตาผู้คนนั้นเขาต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง ซึ่งอาจจะแย่กว่าที่เราเป็นตอนนี้เสียอีก ดังนั้นอย่าไปเปรียบเทียบหรืออิจฉาคนอื่นเพราะยิ่งคิดเปรียบเทียบก็ยิ่งเกิดความโลภและความต้องการที่มากขึ้น ทำให้เหนื่อยกับการวิ่งตามความสุข ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืนเอาเสียเลย

4.อย่าปล่อยให้ปัญหามาบั่นทอนความสุข
ปัญหาทุกอย่างมีทางออก ซึ่งถ้าเราพยายามจนเต็มที่แล้ว แต่ยังแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ก็ควรหาตัวช่วยที่จะทำให้ปัญหานั้นผ่านไปด้วยดี ลองมองหาที่ปรึกษาซึ่งมีความน่าเชื่อ และค่อย ๆ จัดการความคิดหาทางแก้ไปในทางที่ถูกต้อง รวมถึงอย่าปล่อยให้ปัญหามาบั่นทอนความสุขต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

5.ตั้งเป้าหมายให้ชัด
หลายคนอาจจะเกิดช่วงเวลาของความว่างเปล่าในชีวิต ที่ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตต่อ จนทำให้ใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย และบางครั้งอาจจะไม่ต้องการใช้ชีวิตต่อไปอีกเลย การใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความว่างเปล่านี้ได้ ลองมองหาคำตอบให้ชัดว่าชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร เป้าหมายของชีวิตเราต้องการทำอะไร ถ้ายังตั้งเป้าหมายระยะยาวไม่ได้ลองตั้งเป้าหมายระยะสั้นแบบวันต่อวันดูก่อน แล้วจะเริ่มมองเห็นภาพเส้นทางชีวิตในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น

การฝึกใจนอกจากจะลดความเครียดแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสุขในการใช้ชีวิตอีกด้วย สิ่งสำคัญคือขอให้เชื่อมั่นในตนเองและลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อ แล้วทุกสิ่งจะสมหวังดั่งใจปรารถนา

5 เทคนิคฝึกใจ ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ที่ตึงเครียด

5 เทคนิคฝึกใจ ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ที่ตึงเครียด

ในยามที่สถานการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายคนประสบกับความเครียดจากการกักตัว การหยุดงาน การขาดรายได้และหนี้สิน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ การฝึกจิตใจให้มีความแข็งแกร่งพร้อมรับสถานการณ์เลวร้ายจึงเป็นวิธีลดความฟุ้งซ่านและเพิ่มสมาธิ และสามารถช่วยให้จัดการกับปัญหาได้ดีกว่า ซึ่งวิธีการฝึกใจให้มีความแข็งแกร่งและเพิ่มสมาธิ มีดังนี้

1.ควบคุมการหายใจ การหายใจเข้า – ออกลึก ๆ ในขณะที่รู้ตัวว่ามีความเครียดเกิดขึ้น จะช่วยให้จิตใจรู้สึกสงบลงได้และทำให้สมองได้รับออกซิเจนเพียงพอ ซึ่งช่วยฝึกใจให้เรียกสติและสมาธิกลับมาได้ดี โดยวิธีการหายใจคือ หายใจเข้าแล้วกลั้นหายใจไว้สักพัก จากนั้นหายใจออก ทำซ้ำ 2 – 3 ครั้ง หรือจนกว่าจะรู้สึกว่าจิตใจสงบลง

2.เขียนบันทึกเพื่อเรียบเรียงความคิด ในช่วงที่กำลังคิดหาทางออกนั้น สมองจะมีความคิดที่กระจัดกระจายและไม่สามารถเรียบเรียงได้ทันที การฝึกใจโดยเขียนถึงวิธีที่จะใช้ในการแก้ปัญหาจะช่วยให้สมองได้เรียบเรียงความคิดได้ดีกว่า แต่สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ ควรหยุดคิดสักครู่โดยใช้วิธีการเบี่ยงเบนความสนใจไปยังหนังสือ เพลง หรือภาพยนตร์เพื่อให้สมองได้พักบ้าง แล้วค่อยคิดหาวิธีใหม่เมื่อจิตใจรู้สึกสงบลง

3.รับประทานของหวาน ขนมและอาหารที่มีรสหวาน เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้สมองและร่างกายรู้สึกผ่อนคลายได้ รวมถึงเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากความเครียดได้ดี เมื่อร่างกายได้รับรสชาติหวานจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมา ซึ่งทำให้รู้สึกสงบและลดความเครียดได้ แต่ก็ต้องระวังไม่ใช้วิธีนี้ทุกครั้งไป เพราะความหวานก็มีโทษต่อร่างกายเช่นกัน

4.ควบคุมอารมณ์ให้ปกติ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลต่อการสร้างอารมณ์ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ โมโห เศร้า หรือเสียใจ ต่างเป็นอารมณ์ทางลบที่มีแต่จะทำให้สมองตื้อทั้งสิ้น การควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติจะช่วยให้มีสมาธิยิ่งขึ้น โดยวิธีการฝึกใจที่ช่วยควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติสามารถทำได้ด้วยการกำหนดลมหายใจและหาที่เงียบสงบเพื่อใช้ในการควบคุมอารมณ์ เมื่อทำบ่อย ๆ จะสามารถควบคุมอารมณ์ได้อัตโนมัติและไม่ทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนบ่อย

5.ใช้เวลากับตัวเอง การสังเกตอารมณ์และความคิดของตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าจะตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป การฝึกใจโดยเรียนรู้ตัวเองจะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้นและมองเห็นทางออกของปัญหาที่เหมาะกับการใช้ชีวิต ณ ขณะนั้นได้ดีกว่า

การนำวิธีการฝึกใจทั้ง 5 ข้อไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้จิตใจที่กำลังประสบปัญหามีความเครียดลดลงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้จิตใจแจ่มใสมากขึ้น เมื่อจิตใจแจ่มใสก็จะทำให้เกิดสมาธิและสามารถหาทางออกจากปัญหาได้

ประโยชน์ 5 ประการจากการฝึกใจให้คิดบวก

ประโยชน์ 5 ประการจากการฝึกใจให้คิดบวก

การเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสภาพจิตใจของคนเราอย่างมาก หากปล่อยให้สิ่งเร้าต่าง ๆ มากระทบจิตใจก่อให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะส่งผลต่อความคิด มุมมองการใช้ชีวิตในแง่ลบแล้ว ยังเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บและหนทางสู่ความล้มเหลวในชีวิตได้ในที่สุด

ในทางตรงกันข้าม หากเราปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการมองโลกในแง่ดี ฝึกใจให้คิดบวกอยู่เสมอ เราก็จะมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตที่กำลังหล่นร่วงไปสู่มุมมืดให้คืนกลับสู่แสงสว่างในโลกแห่งความเป็นจริงได้ ถ้าหากยังสงสัย เราไปดูให้รู้กันว่า ประโยชน์ 5 ประการจากการฝึกใจให้คิดบวกมีอะไรกันบ้างค่ะ

ประการที่ 1 เมื่อเราตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะฝ่าด่านอารมณ์ขุ่นมัวไปได้ด้วยสติ เราก็ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์และศึกษาคุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นหลักใจการพิจารณา เมื่อมีเรื่องขุ่นมัวมากระทบจิตใจ ก็ให้พิจารณาว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ยอมรับว่าตนเองกำลังรู้สึกอย่างไร มีสติและแก้ปัญหาที่สาเหตุ ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย และทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ลดความเสี่ยงการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

ประการที่ 2 การมองโลกในแง่ดี ไม่คิดร้าย หรือสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ผู้อื่น ประโยชน์ที่ได้รับเมื่อเกิดปัญหาหรือมีความเสียหายเกิดขึ้น เราจะสามารถให้อภัยผู้อื่นและตนเองได้ ทำให้จิตใจมีพลังในการแก้ไขปัญหาและก้าวผ่านอุปสรรคไปได้อย่างไม่ยากลำบาก ประโยชน์ที่ได้รับคือ ระบบการเผาผลาญ ย่อยสลาย ขับถ่ายและดูดซึมอาหารของร่างกายทำงานเป็นปกติ ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ

ประการที่ 3 การมองหาแรงบันดาลใจจากบุคคลต้นแบบ คนในครอบครัว หรือคนใกล้ตัวที่มีความสำเร็จในชีวิต ศึกษาวิธีคิด วิธีปฏิบัติและนำมาปรับใช้กับตนเองอย่างสม่ำเสมอ ประโยชน์ที่ได้รับคือ การมีบุคลิกภาพที่ดี มีความสุข และความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น มองข้ามอุปสรรคและค้นพบทางออกของปัญหาได้อย่างง่ายดาย

ประการที่ 4 การฝึกใจให้คิดบวกบนพื้นฐานของคุณธรรมความซื่อสัตย์และจริงใจ ความคิดดี ทำดี และช่วยเหลือผู้อื่น จะช่วยให้สมองหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นฮอร์โมนความสุข เมื่อปราศจากความวิตกกังวลใด ๆ ปัญหาก็จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเราอีกต่อไป ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตีพิมพ์ลงในวารสาร The American Journal of Cardiology ในปี 2013 รองรับว่า มีการทดสอบกับอาสาสมัครที่มีอายุ 40-70ปี จำนวนเกือบ 1,000 คน พบว่าการใช้ชีวิตด้วยทัศนคติในเชิงบวกและมีความสุขในการดำเนินชีวิต จะช่วยเพิ่มระดับไขมันดีในร่างกายให้สูงกว่าระดับไขมันเลวได้ เนื่องจากการมีสภาพจิตใจและภาวะโภชนาการที่ดีนั่นเอง

ประการที่ 5 ฝึกใจให้สงบด้วยธรรมชาติบำบัด โดยการดูแลเอาใจใส่กระถางต้นไม้ในสวนหน้าบ้าน หลังบ้าน หรือต้นไม้ใบหญ้า ริมถนนสองข้างทาง ก็เป็นการพักผ่อนสายตาและมีประโยชน์ในการฝึกใจทั้งสิ้น เพราะเมื่อเราได้ใกล้ชิดธรรมชาติที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ สุขภาพกายใจผ่อนคลายไม่ตึงเครียด ภูมิคุ้มกันร่างกายก็ดีตามไปด้วย

เพียงเราปรับเปลี่ยนมุมมองเพียงเล็กน้อย ด้วยการมองโลกในแง่ดี เราก็จะกลายเป็นคนอารมณ์ดี บุคลิกภาพดี จิตใจผ่องใส ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและยังมีอายุยืนยาวอีกด้วย