ปรับนิสัยตัวเอง ให้หายเป็นคนขี้เกียจ

ปรับนิสัยตัวเอง ให้หายเป็นคนขี้เกียจ

ความขี้เกียจถือว่าเป็นอุปสรรคของการประสบความสำเร็จ แม้หลายคนได้พยายามมาหลายวิธีแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามอารมณ์ขี้เกียจได้ จะมีวิธีฝึกใจแบบไหนที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำอีกบ้าง เพื่อให้คุณลองนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันดู และเพื่อให้คุณเข้าใกล้ความสำเร็จในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายในชีวิตที่ดีนั้น ไม่ได้หมายถึงระยะไกล คือ 10 ปี หรือ 20 ปี ข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่คุณต้องมีเป้าหมายในชีวิตระยะกลางและระยะสั้นด้วย เช่น ในช่วง 1 เดือนนี้ คุณตั้งใจจะทำงานชิ้นใดให้สำเร็จ ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า คุณต้องผ่านคอร์สอบรมพัฒนาตัวเองด้านใดบ้าง ที่จำเป็นต่อการต่อยอดในงานประจำ เป็นต้น การมีเป้าหมายระยะสั้น-กลางที่เป็นรูปธรรม จะทำให้คุณต้องวางแผนการใช้เวลาที่ชัดเจน จึงจะฝึกใจ สลัดความขี้เกียจออกจากตัวได้ดียิ่งขึ้น

หลายคนแม้จะมีความมุ่งมั่นในช่วงเวลาก่อนนอน แต่เมื่อตื่นนอนตอนเช้า ก็มีอาการขี้เกียจ จนต้องผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ หากคุณทำเช่นนี้เป็นประจำ จะกลายเป็นนิสัยและสุดท้ายก็จะไม่สามารถทำสิ่งใดให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาได้ ดังนั้น คุณต้องฝึกใจบอกตัวเองว่า จะลงมือทำเดี๋ยวนี้แม้ว่าจะมีอุปสรรคหรือมีความไม่พร้อมใด ๆ มาขัดขวาง คุณก็จะพยายามอย่างดีที่สุด เพื่อที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละวันให้ได้

หากคุณแยกงานเป็นหมวดหมู่ คือ สำคัญและไม่สำคัญ เร่งด่วนและไม่เร่งด่วน คุณจะพบว่ามีงานหลายอย่างที่คุณสามารถทำได้เลย หรือต้องทำก่อนงานอื่น และถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถมาก ใช้พลังความคิดสูง หรือต้องติดต่อกับเจ้านาย เพื่อนคนละแผนก ลูกค้า เพื่อให้งานสำเร็จ ก็ควรรีบทำตั้งแต่ต้นวัน เผื่อเวลาให้สำหรับการแก้ปัญหาที่ไม่คาดฝัน ที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไขให้ลุล่วงได้ทันและจบในแต่ละวัน

การทำงานตามแผนงานเป็นสิ่งสำคัญ หากยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ หรือการบริหารจัดการเวลายังไม่ลงตัวก็ไม่ควรรับงานใหม่ ต้องรู้จักปฏิเสธการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้าง มิเช่นนั้น งานของคุณเองจะเหลือค้างมากจนกลายเป็นหางหมู และแน่นอนว่าคุณย่อมเกิดอาการขี้เกียจตามมาอย่างมาก

ถ้าคุณต้องการฝึกใจให้สลัดความขี้เกียจออกจากตัว ก็จำเป็นจะต้องฝึกตัวเองให้มีความตั้งใจและมุ่งมั่นอย่างมาก และที่ขาดไม่ได้ คือความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางที่ทำให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ เพื่อให้มีความขยันมุมานะมากขึ้น จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จตามต้องการโดยเร็ว ทั้งในด้านการเรียน การเงินและการหน้าที่การงาน

5 วิธีเรียกสมาธิ เพิ่มพลังสมอง จิตใจเบิกบาน

ฝึกสมาธิบำบัด แบบ SKT

ความเครียด เป็นกลไกที่เกิดขึ้นจากแรงกดดันของปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตใจและทำให้สุขภาพของคนเราแย่ลง ซ้ำยังเป็นสาเหตุของปัญหาอื่น ๆ ตามมา ส่งผลในทางลบต่อการดำเนินชีวิตในทุก ๆ ด้าน การฝึกสมาธิจึงเป็นทางเลือกในการแก้ไขที่ต้นเหตุของความเครียด ซึ่งหากสามารถฝึกให้มีสมาธิสูง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเครียด จิตใจจะเข้มแข็ง สงบแจ่มใส และมีความยืดหยุ่นทางความคิด สามารถควบคุมอารมณ์ให้เย็นลงได้อย่างมีเหตุมีผล ทางผู้เขียนมีวิธีฝึกใจและสมาธิเพิ่มพลังสมอง ให้จิตใจเบิกบานมาแนะนำให้ลองปฏิบัติกัน

  1. การฝึกทำสมาธิ โดยการฟังเพลงบรรเลง และรับรู้จังหวะหายใจของตนเอง เป็นการดูแลสุขภาพที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะเมื่อจิตใจสงบปราศจากความคิดที่ฟุ้งซ่าน จะทำให้เกิดสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ลดความโกรธและความวิตกกังวลได้ หากฝึกสมาธิเป็นประจำ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเช่น ระบบทางเดินหายใจ ความดันโลหิต คลื่นสมอง และระบบการเผาผลาญ จะทำงานเป็นปกติ จิตใจเบิกบาน สมองแจ่มใส
  2. ฝึกสมาธิบำบัด แบบ SKTเป็นกระบวนการบำบัดรักษาผู้ป่วย โดยการใช้สมาธิเพื่อพัฒนาร่างกายให้สามารถเยียวยาตัวเองได้ โดยใช้หลักการฝึกสมาธิปรับการทำงานของร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ คิดค้นโดย รศ. ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี อาจารย์ประจำภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีเทคนิคการฝึก 7 ประการ ปฏิบัติแตกต่างไปตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกายหรืออาการเจ็บป่วยของแต่ละคน ท่าเริ่มต้นได้แก่ นั่งสมาธิหลับตา สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกลั้นไว้ 3 วินาที แล้วจึงเป่าออกทางปากช้า ๆ อย่างสม่ำเสมอจนสุด เริ่มจากวันละ 20 ครั้ง เพิ่มขึ้นได้ตามความชำนาญ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพอนามัยและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ
  3. การอ่านหนังสือ ข้อดีที่ได้จากการฝึกสมาธิโดยการอ่านหนังสือ คือการพัฒนาทักษะทางความคิด รับรู้ต่อความเปลี่ยนแปลง และรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ นอกจากจะช่วยลดความเครียดแล้ว ยังช่วยให้มีทัศนคติในเชิงบวกต่อคนรอบข้างและรับมือกับปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
  4. ฝึกสมาธิโดยทำกิจกรรมที่ช่วยให้สมองได้ออกกำลัง เช่น เล่นเกมปริศนาคำทาย ตัวต่อ หรือซูโดกุ เพราะการทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ช่วยให้สมองได้เชื่อมต่อหรือส่งสัญญาณหากัน เป็นการเติมประจุพลังให้กับสมองช่วยให้คุณสามารถใช้สมองอย่างเต็มประสิทธิภาพ
  5. การฝึกนั่งสมาธิทุกเช้า หลังจากตื่นนอน โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก วันละ 10-15 นาที เมื่อมีการผ่อนคลายระดับลึก สมองจะเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta (เธต้า) เกิดความคิดสร้างสรรค์ (inspiration) และมีจินตนาการ นอกจากนี้การทำสมาธิยังช่วยให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ร่างกายสดชื่น จิตใจเบิกบาน และช่วยให้ระบบภูมิต้านทานโรคทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยผลวิจัยทางการแพทย์พบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ฝึกทำสมาธิโดยการหายใจช้า ๆ และลึก ๆ วันละประมาณ 15 นาที ติดต่อกันนาน 2 เดือน จะมีค่าความดันโลหิตลดลงมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการฝึกสมาธิ

การฝึกสมาธิจึงถือเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดของจิตใจและร่างกาย เป็นวิธีเติมพลังด้านบวกให้กับสมองที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เมื่อสมองสงบแจ่มใสและมีพลัง เม็ดเลือดขาวจะแข็งแรงขึ้น ช่วยเสริมสร้างระบบการทำงานของภูมิต้านทานร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้นด้วย

ชวนรู้จัก 8 ด้านที่บุคคลชั้นนำของโลกนิยมตั้งเป้าหมาย

ชวนรู้จัก 8 ด้านที่บุคคลชั้นนำของโลกนิยมตั้งเป้าหมาย

การมีเป้าหมายในชีวิตจะทำให้เราประสบความสำเร็จง่ายขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะการมีเป้าหมายที่ฐานะร่ำรวยเท่านั้น ผู้ที่เป็นบุคคลชั้นนำของโลกมักมีการตั้งเป้าหมายไว้ถึง 8 ด้าน ที่จะต้องทำอย่างสมดุลในแต่ละวัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทุกด้านพร้อม ๆ กัน จะมีด้านใดบ้าง ติดตามกันได้ในบทความนี้

  1. อาชีพที่มั่นคงและน่าพึงพอใจ

ไม่ว่าคุณจะทำงานประจำในออฟฟิศ ธุรกิจส่วนตัว อาชีพฟรีแลนซ์ ทำเว็บไซต์ขายครีม โปรแกรมบอลเมื่อคืน เว็บบริการทั่วไป ฯลฯ การประสบความสำเร็จในงานมาจากคุณต้องพอใจมีความสุขในการทำงานนั้น และมีผลลัพธ์ที่ชัดเจนด้านรายได้ที่พอเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

  1. การเงิน

คุณต้องตั้งเป้าหมายความสำเร็จของตัวเองเอาไว้ให้ชัดเจนว่า คุณต้องการมีเงินเก็บจำนวนกี่บาทในช่วงเวลากี่ปีหลังจากการทำงาน เช่น 5 ปีแรกควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ หลังจากทำงาน 10 ปี คุณควรมีบ้านที่ผ่อนหมดและมีเงินเก็บอีกจำนวนเท่าไหร่ เป็นต้น

  1. สุขภาพ

ควรมีเป้าหมายของการออกกำลังกายของตัวเอง เช่น การลงแข่งวิ่งระยะมาราธอนให้ได้ใน 1 ปี เป็นต้น

  1. ครอบครัว

การแบ่งเวลาให้กับสมาชิกในครอบครัวในฐานะที่คุณเป็นลูกหรือเป็นพ่อแม่ ก็เป็นเรื่องสำคัญต่อการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน อย่าลืมว่าความอบอุ่นใจในครอบครัวจะเป็นพลังบวกให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างดีด้วย

  1. ด้านการพัฒนาตัวเอง

คุณควรกำหนดเป้าหมายว่า จะต้องอ่านหนังสือที่มีคุณภาพ ก่อนนอนวันละครึ่งชั่วโมง หรืออ่านหนังสือให้จบได้สัปดาห์ละ 2 เล่ม เป็นต้น

  1. การทำเพื่อสังคม

การทำประโยชน์เพื่อสังคมเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง คุณอาจจะตั้งเป้าหมายจากการแบ่งรายได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เพื่อให้แก่องค์กรหรือมูลนิธิเพื่อสังคม หรืออาจกำหนดให้ตัวเองไปทำกิจกรรมอาสาเพื่อผู้อื่นอย่างน้อย 2 กิจกรรมในระยะเวลา 1 ปี เป็นต้น

  1. การพักผ่อน

คุณควรกำหนดให้ตัวเองมีวินัยในการนอนหลับพักผ่อนที่ดีตามหลักการแพทย์ คือ นอนหลับให้สนิทในช่วงสี่ทุ่มถึงตีสองอย่างน้อยช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่ และตื่นเช้ามาด้วยสมองที่แจ่มใสพร้อมรับมือกับการทำงานในวันปกติ

  1. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน

คุณจะต้องมีความสุขกับการใช้เวลากับเพื่อนที่เป็นมิตรแท้ของคุณ เช่น เพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ประถมไปถึงเพื่อนที่เรียนปริญญาโทด้วยกัน หรือเพื่อนที่ทำงานที่คุณสนิทสนมด้วย ควรมีการนัดออกมารับประทานอาหารร่วมกัน หรือทำกิจกรรมนอกเวลางานร่วมกันบ้าง

หากคุณสามารถบริหารจัดการชีวิตประจำวันเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายความสำเร็จทั้ง 8 ด้านพร้อม ๆ กัน จะทำให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น มีความสุขและก้าวสู่ความสำเร็จของชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

ฝึกใจอย่างไรให้มีความสุข เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบ

ฝึกใจอย่างไรให้มีความสุข เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบ

การทำงานในออฟฟิศเป็นเรื่องปกติที่อาจมีการกระทบกระทั่งกันได้ หากเราไม่สามารถที่จะปรับอารมณ์ ทัศนคติและใช้วิธีการรับมือที่ถูกต้อง ก็จะทำให้พบกับความทุกข์และทำให้เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง ส่งผลต่อสุขภาพจิตและทำให้การทำงานเป็นทีมบกพร่องในที่สุด

ในบทความนี้ เราจึงได้รวมวิธีการคิดที่ทุกคนสามารถฝึกใจตนเองได้ เพื่อให้ทำงานร่วมกับคนที่ไม่ชอบได้ ดังนี้

1. พบกันคนละครึ่งทาง

หลายคนมักยึดหลักการว่า ต้องแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา แต่ในการทำงานร่วมกัน การคิดเช่นนี้อาจมีบางสิ่งที่เพื่อนร่วมงานไม่ชอบ กลายเป็นชนวนให้ขัดแย้งกันบานปลายได้ หากคิดในแง่ใหม่ว่า แต่ละคนควรพบกันคนละครึ่งทาง ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้การทำงานราบรื่นขึ้น ก็จะเป็นเรื่องที่ดีและทำให้การทำงานร่วมกันราบรื่นกว่า

2. มองโลกด้านบวก

ควรคิดเสียว่าออฟฟิศเป็นสถานการณ์จำลอง ที่มีการรวมคนแต่ละอุปนิสัยเข้าด้วยกัน เมื่อคุณได้ใช้โอกาสนี้เห็นแง่มุมด้านบวกและลบระหว่างกัน แล้วร่วมกันหาวิธีจัดการข้อขัดแย้งอย่างประนีประนอม จะทำให้คุณได้เติบโตทางด้านวุฒิภาวะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากคุณทำงานในออฟฟิศที่มีแต่คนเห็นด้วยกับคุณทุกอย่าง ก็ย่อมไม่มีทางได้เรียนรู้ในส่วนนี้

3. หัดให้อภัยบ่อย ๆ

ไม่มีใครที่ทำถูกไปเสียทุกเรื่อง แม้แต่ตัวคุณเอง ดังนั้น ต้องหมั่นฝึกใจให้ปล่อยวางในความผิดพลาดของคนอื่น และให้อภัยบ่อยมากขึ้น เพื่อทำให้ตัวเองสบายใจ และยังทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมีความผ่อนคลายมากขึ้น

4. ให้คำปรึกษาแทนการตำหนิ

ต้องยอมรับว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเรื่องส่วนตัวที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้มีความเครียดสูงและกระทบต่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น หากคุณใจเย็นและมีเวลาพอ ควรเข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว ให้คำแนะนำเท่าที่คุณจะทำได้ วิธีนี้จะทำให้คุณรู้ว่า แต่ละคนมีเหตุผลที่ส่งผลต่อการกระทำ ซึ่งเขาอาจไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณรู้สึกไม่ชอบใจ

5. มุ่งไปที่ความสำเร็จของงาน

การมองข้ามปัญหาความสัมพันธ์แล้วไปมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จของงานในแต่ละวันแทน เป็นเทคนิคที่ดีในการทำให้คุณมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น โดยคุณควรกำหนดแผนงานว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง ไล่ลำดับตั้งแต่งานที่สำคัญและเร่งด่วนมากที่สุด จนถึงกระทั่งงานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน จะทำให้ลดการกระทบกระทั่งกับเพื่อนร่วมงานและทำให้หน้าที่การงานเติบโตได้เป็นอย่างดีด้วย

เราหวังว่า ทั้ง 5 เทคนิคฝึกใจที่กล่าวมา จะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ คือ ความสุขสบายใจและความราบรื่นในการทำงานร่วมกัน และยังทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างดีที่สุดต่อไป

4 วิธีฝึกใจให้เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม

4 วิธีฝึกใจให้เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม

Self – esteem หมายถึง การเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) Self – respect การเชื่อว่า ตัวเองมีคุณค่าเท่าเทียมกับผู้อื่น 2) Self – efficacy การเชื่อว่า ตัวเองมีความสามารถในการคิด เข้าใจและตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่าง ๆ 3) Self – image การมองภาพตัวเองว่าเป็นใครและมีทัศนคติอย่างไรในสังคม ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกวิธีฝึกใจเพื่อให้มี Self – esteem ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

วิธีฝึกใจเพื่อให้มี Self – esteem

วิธีที่ 1 ปรับปรุงตัวเอง

หากทำอะไรผิดพลาดหรือว่ามีคนตำหนิ ให้กลับมามองตัวเองและตรวจสอบข้อบกพร่องในสิ่งที่ทำไป หากไม่ดีก็ให้มีการปรับปรุงแก้ไข จากนั้นหมั่นสำรวจตัวเองเป็นครั้งคราวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ว่ามีการพัฒนาขึ้นอย่างไร แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถในการฝึกใจให้เผชิญอุปสรรคต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต สร้างความเชื่อมั่นว่าตัวเองมีความสามารถเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาหรือพึ่งพาตัวเองได้

วิธีที่ 2 เลิกเปรียบเทียบกับผู้อื่น

หากใครชอบเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น แล้วส่งผลให้เกิดความกังวลใจ จึงควรที่จะเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น ด้วยการยอมรับว่าแต่ละคนมีความรู้และความสามารถที่ไม่เหมือนกันหรือมีความหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบ เพราะทุกคนมีสิทธิและโอกาสที่จะมีความสุข สมหวังและประสบความสำเร็จเหมือนกับคนอื่นในสังคม เมื่อมีมุมมองเช่นนี้ ก็สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น

วิธีที่ 3 พัฒนาศักยภาพของตัวเอง

หากมีเวลาอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ตอนเช้าหรือก่อนนอนให้มีการพัฒนาตัวเองเพื่อเพิ่มคุณค่าตัวเองมากขึ้น เช่น การนั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ฟังซีดีหรือเข้าคอร์สที่เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง หาต้นแบบเพื่อให้ดึงศักยภาพตัวเอง สำรวจความคิดเห็นจากบุคคลในครอบครัวเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ เป็นต้น เมื่อเห็นคุณค่าในตัวเองสูง ก็จะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์และมีความเคารพตัวเองในสิ่งที่ทำค่อนข้างสูง ซึ่งอุปนิสัยเหล่านี้ นอกจากจะเป็นคนที่รักตัวเองแล้ว ยังทำให้คนรอบข้างรักได้อีกด้วย

วิธีที่ 4 เลิกดูถูกตัวเอง

หากจะเริ่มลงทำมือทำสิ่งใด ควรมีทัศนคติที่ดีกับตัวเองก่อน โดยการหลีกเลี่ยงคำพูดที่ว่า “ทำไม่ได้” เพราะคำพูดประโยคนี้ บ่งบอกว่าเป็นการดูถูกตัวเองว่าไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ แค่เพียงคิดก็ไม่พ้นก้าวแรกแล้ว ทำให้เมื่อดำเนินการในเรื่องอะไรก็ตาม หากเกิดอุปสรรค ก็อาจไม่กล้าที่จะคิดแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องเพราะไม่มั่นใจในตัวเอง ดังนั้น ต้องเลิกดูถูกตัวเอง มองให้เห็นศักยภาพที่มีแล้วกล้าเผชิญปัญหา วางแผนการคิด ตัดสินใจลงมือทำ ก็มีโอกาสจะประสบความสำเร็จได้

การเห็นคุณค่าในตัวเองช่วยเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น แต่ไม่ใช่หมายความว่า มั่นใจในตัวเองมาก เช่น ฉันสวย รวย ฉลาดแล้วไปดูถูกคนอื่น ถ้าเป็นลักษณะนี้จะไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้คนได้เลย ดังนั้น หากต้องการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง เพียงทำตาม 4 วิธีฝึกใจข้างต้น แล้วคุณจะเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม

วิธีฝึกใจเพื่อให้มี Self – esteem

เทคนิคฝึกใจง่าย ๆ เพื่อให้คุณได้รู้จักปล่อยวาง

เทคนิคฝึกใจง่าย ๆ เพื่อให้คุณได้รู้จักปล่อยวาง

การฝึกใจเป็นสิ่งทุกคนไม่ควรละเลย โดยเฉพาะคนที่ไม่ปล่อยวาง ซึ่งจะมีอาการกลุ้มใจและเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและมีความกังวลสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 5 เทคนิคฝึกใจง่าย ๆ เพื่อให้คุณได้รู้จักปล่อยวางจะได้มีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

5 เทคนิคฝึกใจให้ปล่อยวาง

เทคนิคที่ 1 อยู่กับปัจจุบัน

อดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ซึ่งบางคนกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมากเกินไป เพราะฉะนั้น ให้เรียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตเพื่อจะได้ไปแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต แสดงให้เห็นว่า ประสบการณ์ในอดีตทำให้ชีวิตก้าวไปสู่สิ่งที่ดีมากขึ้นกว่าเดิมได้ นอกจากนี้ไม่ควรกังวลอนาคตมากเกินไป สามารถหวังผลได้ แต่ถ้าไม่ได้ผลตามที่คาดหวังก็ไม่เป็นไรหรือไม่ต้องไปเสียใจมากเกินไป

เทคนิคที่ 2 เข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิต

เทคนิคนี้บ่งบอกให้มีการเข้าใจว่า หลายสิ่งหลายอย่างไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปลูกผักและได้มีการดูแลอย่างเต็มที่แล้ว อยู่ดี ๆ ฝนตกทำให้เกิดน้ำท่วมในแปลงผักซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เพราะความไม่แน่นอน แต่ไม่ควรละเลยหากสามารถแก้ไขปัญหาได้ในอนาคต จึงควรฝึกใจว่า ไม่เป็นไร ครั้งต่อไปจะต้องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแปลงผักด้วยการถมคันดิน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ใช้หลักคิดเช่นนี้ได้เหมือนกัน

เทคนิคที่ 3 หยุดคิดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

บางคนได้ประสบเหตุการณ์ที่เลวร้ายและกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้มีสิ่งกวนใจตลอด จนไม่สามารถก้าวข้ามความจริงหรือหยุดคิดในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หากเป็นเช่นนี้จะทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เพราะมัวหมกหมุ่นกับความคิดและความรู้สึกด้านลบ จึงควรปล่อยวางเพื่อกำจัดความคิดที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งหมดออกจากใจ ด้วยการนั่งสมาธิให้ใจนิ่งและสงบ แล้วจะพบทางออกในการแก้ปัญหาได้

เทคนิคที่ 4 คิดในสิ่งดี

กรณีหยุดคิดไม่ได้จริง ๆ จากเทคนิคที่ 3 เพราะมีความเสียใจอย่างมาก เราแนะนำให้ปล่อยวางด้วยการให้คิดแต่เรื่องหรือประสบการณ์ดี ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และคิดถึงสิ่งดี ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

เทคนิคที่ 5 ลงมือเขียนระบายความรู้สึก

กรณีที่ยังคิดสิ่งดี ๆ ไม่ออกตามเทคนิคที่ 4 แนะนำให้เขียนในสิ่งที่กังวลและเสียใจออกมาเป็นข้อ ๆ เพื่อทำให้ความคิดเป็นระบบหรือก้าวข้ามความคิดที่วนไปวนมามากขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้หาทางออกและปล่อยวางในระดับหนึ่งได้

การไม่ปล่อยวาง เกิดจากความคิดไปปรุงแต่ง จากเรื่องเล็ก ๆ ขยายไปจนหนักใจ บางคนจึงเกิดความหงุดหงิดที่ปล่อยวางไม่ได้สักที เพราะฉะนั้นอย่าไปเร่งตัวเอง เพราะบางทีการฝึกใจอาจจะทำไม่ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงสำรวจตัวเองว่า ระยะเวลาที่ผ่านไปนั้น มีการปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน แล้วค่อย ๆ ฝึกให้มีจิตใจที่แกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ

เทคนิคฝึกใจให้ปล่อยวาง

วิธีฝึกใจเย็นเป็นน้ำแข็งพร้อมรับทุกสภาวะทางอารมณ์

ฝึกใจในการควบคุมอารมณ์

ปัจจุบันโลกมีความก้าวหน้าทางวิวัฒนาการและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยการพัฒนาที่รวดเร็วย่อมก่อให้เกิดข้อดีและข้อเสียมากมาย โดยผู้ที่สามารถปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีจะสามารถนำการพัฒนามาใช้เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้นและสามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากมาย แต่สำหรับผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง การวิวัฒนาการและการพัฒนาทางเทคโนโลยีจะส่งผลให้เกิดข้อเสียในเรื่องของสภาพจิตใจและก่อให้เกิดความเครียดในที่สุด

จุดเริ่มต้นของ ความเครียด มักจะเริ่มจากอารมณ์ที่หงุดหงิดง่ายกับสิ่งรอบตัวไปจนถึงการโมโหจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ซึ่งอารมณ์ด้านลบนี้อาจส่งผลให้เกิดอาการของโรคซึมเศร้าต่อไปได้ การฝึกควบคุมอารมณ์จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ โดยวิธีการฝึกใจสามารถทำได้ ดังนี้

ฝึกใจในการควบคุมอารมณ์

หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดหรือโมโห แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือไม่ทันได้ตั้งตัว ควรยอมรับว่าตัวเองกำลังรู้สึกหงุดหงิดและเดินออกจากสถานการณ์นั้นให้เร็วที่สุด

หามุมสงบเพื่อเริ่มกระบวนการผ่อนคลายอารมณ์ เริ่มจากการหลับตา หายใจลึก ๆ และคิดถึงเพลงจังหวะสบาย หรือหากมีอุปกรณ์ที่สามารถเปิดเพลงได้ ก็ลองเปิดเพลงฟัง วิธีนี้จะทำให้สมองไม่จมอยู่การคิดถึงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัว ซึ่งเพลงจะช่วยปรับอารมณ์และความรู้สึกให้ผ่อนคลายได้ในเวลาไม่นาน

เมื่ออารมณ์เริ่มเย็นลงให้คิดถึงสิ่งที่ดีที่สุดของวัน แต่หากรู้สึกว่ายังไม่เจอเรื่องที่ทำให้รู้สึกดีหรือมีความสุข ให้เปลี่ยนทัศนะคติต่อปัญหาที่เกิดขึ้นและยอมรับ จากนั้นให้ลองคิดว่าโลกย่อมส่งสิ่งที่ดีที่สุดมาให้กับเราเสมอ และปัญหาทุกอย่างเป็นเพียงบทเรียนที่ช่วยให้เราได้รู้ถึงจุดอ่อนของตัวเอง และเกิดขึ้นเพราะโลกเปิดโอกาสให้เราได้แก้ไขจุดอ่อนนั้น

ออกไปเจอธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ลม ฝน สภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยต้นไม้หรือดอกไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยผ่อนคลายอารมณ์หงุดหงิดได้เป็นอย่างดี

ไม่ควรปล่อยปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดเอาไว้นานเพราะปัญหานั้นจะยิ่งทำให้เราเกิดความหงุดหงิดอยู่เสมอ ดังนั้นจึงควรรีบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด

วิธีฝึกใจเย็นเป็นน้ำแข็งพร้อมรับทุกสภาวะทางอารมณ์

หากวิธีการฝึกใจยังไม่สามารถทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น หรือไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดได้ การเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะช่วยให้คุณสามารถผ่านพ้นปัญหาด้วยวิธีที่ดีกว่าได้

การเป็นคนที่ฝึกใจให้แข็งแรง อารมณ์คงที่และใจเย็น ไม่เพียงจะก่อให้เกิดผลดีกับตัวเองในแง่ของกระบวนการทางความคิดที่มีความรอบคอบขึ้น อารมณ์ไม่แปรปรวนง่ายและพร้อมรับมือกับปัญหาด้วยสติปัญญา แต่ยังทำให้คนรอบข้างรู้สึกดีต่อคุณเพิ่มขึ้นด้วย เพราะคนที่มีทัศนคติที่ดี และมีอารมณ์ดี ย่อมได้รับการยอมรับจากผู้อื่นเสมอ

เทคนิครับมือกับการถูกนินทาในที่ทำงาน ทำอย่างไรไม่ให้โกรธ

การถูกนินทาเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะเมื่อคุณต้องทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก ที่มักจะมีการแข่งขันในด้านของหน้าตา ตำแหน่ง ชื่อเสียงและเงินเดือนอยู่เสมอ และหากคุณได้รู้ว่ามีคนนินทาคุณอยู่ ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะโกรธ แต่เราจะเรียนรู้วิธีการรับมือกับความโกรธเมื่อถูกนินทาได้อย่างไร ดูวิธีจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตกัน

วิธีรับมือกับความโกรธ

ยอมรับในอาการโกรธ – การถูกนินทานั้น ไม่ว่าเราจะไปได้ยินด้วยตัวเองหรือมีคนมาบอกต่ออีกทีว่าคุณกำลังถูกนินทาจากเพื่อนร่วมงาน ก็จะทำให้มีความโกรธเกิดขึ้นอยู่แล้ว หากคุณไม่ยอมรับและข่มใจไว้ ก็ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดอยู่ภายใน เกิดความเครียดและสะสมกลายเป็นโรคเครียดหรือโรคซึมเศร้าในอนาคตได้ การยอมรับในตัวเองก่อนว่าคุณก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เมื่อรู้ว่ามีคนนินทาคุณแล้ว ย่อมโกรธได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญข้อแรกที่ต้องยอมรับความรู้สึกตัวเองก่อน การโกรธไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องมีสติในการจัดการความโกรธ

รู้วิธีจัดการกับความโกรธ – เมื่อคุณโกรธแล้ว ไม่ควรที่จะปล่อยให้พูดอะไรไปตามอารมณ์ การพูดจาตอบโต้กลับในทันทีจะทำให้เสี่ยงต่อการพูดคำหยาบคายหรือแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมในที่ทำงานออกไป ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อภาพลักษณ์ของคุณ ทำให้คุณดูเป็นคนขาดวุฒิภาวะ ไม่มีความเป็นมืออาชีพ และจะทำให้หน้าที่การงานของคุณไม่เติบโตเท่าที่ควรหากเจ้านายรู้เข้า คุณจึงต้องรักษาสติตัวเองที่จะไม่ตอบโต้ในทันที และค่อย ๆ คิดหาวิธีแก้ไขเมื่ออารมณ์เย็นลง

คิดถึงนิสัยตามธรรมชาติของคน และปล่อยวาง – โดยธรรมชาติแล้ว คนที่จิตใจคับแคบมักจะมีการคิดแข่งขัน เปรียบเทียบกับคนอื่นที่มีบางอย่างดีกว่า เช่น สวยกว่า หน้าที่การงานดีกว่า รวยกว่า และทำให้เกิดการนินทาเพื่อสร้างความเสียหายให้กระจายต่อเป็นวงกว้าง สิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่คนจำนวนหนึ่งเป็นกัน หากคุณคิดได้อย่างนี้ ก็จะทำให้รู้สึกเข้าใจและให้อภัยคนที่นินทาคุณได้ง่ายขึ้น

หาโอกาสพูดคุยชี้แจง – การพูดคุยชี้แจงเพื่อหยุดปัญหาการนินทาก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากคนที่นินทาคุณจะรู้ว่าคุณเป็นคนที่ตรงไปตรงมา หากมีเรื่องอะไรที่สงสัยข้องใจ ก็สามารถมาพูดคุยกันได้โดยตรง ไม่จำเป็นจะต้องไปพูดคุยนินทากับคนอื่นลับหลัง เพราะอาจจะเป็นเรื่องไม่จริงทั้งหมดและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของตัวคุณเองและตัวคนที่นินทาคุณได้ด้วย

จะเห็นได้ว่า การควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธเมื่อถูกนินทาตามที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านนำไปปรับใช้เพื่อให้มีความสุขในการใช้ชีวิตและการทำงานร่วมกับคนอื่นมากขึ้น

วิธีรับมือกับความโกรธ

ใจเย็นได้แค่รู้วิธีการ เทคนิคฝึกใจให้นิ่งลง

ใจเย็นได้แค่รู้วิธีการ เทคนิคฝึกใจให้นิ่งลง

การมีวุฒิภาวะที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ คนใจเย็น ลงได้ทุกสถานการณ์ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน เพื่อลดปัญหาการปะทะอารมณ์ระหว่างกัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีปัญหาคนหัวร้อนทำร้ายร่างกายกัน ทั้งในครอบครัว และในที่สาธารณะ เช่น ระหว่างการขับรถไปทำงานกันมากขึ้น

เทคนิคที่ช่วยให้ทุกคนใจเย็นลงได้

การฝึกหายใจ : การหายใจเข้าลึก ๆ แล้วออกยาว ๆ จะทำให้เรามีสติอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ารูปรับรู้อารมณ์ตัวเองได้ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นเทคนิคที่ควรฝึกบ่อย ๆ ใช้การหลักการเดียวกันกับการทำสมาธิ ทำให้รู้ตัวหยุดนิ่งก่อนที่จะตอบกลับสิ่งที่คุณไม่พอใจด้วยการพูดจาหรือการกระทำที่รุนแรง

เปิดใจให้กว้าง : หากต้องทำงานร่วมกันอยู่หลายช่วงอายุ ตั้งแต่คนที่อายุ 20 ต้น ๆ จนถึงวัย 60 ปี จะเห็นได้ว่ามีบุคลิกต่างกัน คนวัยผู้ใหญ่มักมีความนิ่ง รอบคอบ มีการวางแผนอย่างเป็นระบบระเบียบสูง ส่วนคนที่อยู่ในวัยอายุน้อยกว่า จะมีความกล้าคิดกล้าทำ กล้าได้กล้าเสีย มีความสามารถผสมผสานไอเดียจากหลายศาสตร์ มีความชำนาญในการใช้สื่อโซเชียลและการประชาสัมพันธ์ ฯลฯ การเปิดใจที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะทำให้มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ให้กับองค์กร และทำให้ลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง ทุกคนจะใจเย็นในการเข้าหากันมากยิ่งขึ้น

ออกกำลังกายเป็นทีม : การเล่นกีฬาเป็นทีม นอกจากจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข เช่น Endorphin แล้วยังช่วยปรับสมดุลร่างกายทำให้สมองปลอดโปร่งอารมณ์ดีขึ้นแล้ว เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตะกร้อ การจัดกิจการกีฬาในองค์กรหรือเข้ากลุ่มเพื่อสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยให้เรียนรู้นิสัยที่แตกต่างระหว่างผู้คนได้ดีขึ้น เป็นการฝึกให้ทุกคนยอมลดความเป็นตัวตนของตัวเองลง นึกถึงเป้าหมายการเอาชนะในเกมกีฬา ซึ่งนำมาใช้ปรับใช้กับเรื่องอื่นในชีวิตได้ด้วย

การยิ้มและให้อภัย : ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด การยิ้มเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนที่อยู่รอบ ๆ มองเห็นว่าคุณเป็นคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ และตอบรับได้ดีกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าคนที่อยู่รอบข้างคุณจะทำให้คุณไม่พอใจอย่างไรก็ตาม แม้แต่ในสถานการณ์คับขัน คุณก็ควรที่จะตั้งสติและยิ้มให้อภัยเสมอ

จะเห็นได้ว่า การฝึกใจให้ใจเย็นนั้น สามารถทำได้ทั้งจากภายในและการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยทุกท่านเห็นแนวทางในการปรับประยุกต์กับตัวเอง เพื่อให้มีความราบรื่นในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น

เทคนิคที่ช่วยให้ทุกคนใจเย็นลงได้

วิธีฝึกใจ เมื่อเผชิญกับความเครียด

วิธีฝึกใจ เมื่อเผชิญกับความเครียด

ความเครียด เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากพบเจอ แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเมื่อมีสิ่งที่เราไม่สามารถจัดการได้ตามที่ใจต้องการ กระบวนการในร่างกายก็จะตอบสนองด้วยการสร้างความเครียดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นเมื่อเกิดความเครียดแล้ว จะมีวิธีจัดการได้อย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน

ฝึกใจอย่างไรให้ลดลงจากความเครียด

รู้ตัวเสมอ เมื่อเกิดความเครียด

การมีสติอยู่เสมอเป็นเรื่องที่ดี เพื่อที่จะได้หาทางจัดการให้ปัญหาต่าง ๆ ผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าเราไม่รู้ตัวปล่อยให้ความเครียดอยู่กับเราไปในระยะยาว ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้ ซึ่งความเครียดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระที่จะมาทำร้ายเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้อีกด้วย

หาสาเหตุของความเครียด

เมื่อรับรู้ได้ว่าเกิดอาการเครียดแล้ว ลองหาเวลานั่งทบทวนตัวเองสักพักว่าทำไมถึงเครียด เกิดจากตัวเราเองหรือปัจจัยภายนอก ซึ่งหากเกิดจากตัวเราเองก็ต้องวางแผนหาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีก แต่ถ้าเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็ต้องลองปรับความคิด ทำใจให้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ก็จะช่วยลดอาการเครียดลงได้

รู้จักให้อภัย

บางครั้งความเครียดเกิดจากความรู้สึกไม่พอใจ ในการกระทำของคนอื่นที่ส่งผลกระทบกับเรา ซึ่งบางทีผู้ที่เราคิดว่าเขาทำให้เราไม่พอใจอาจจะไม่ได้รู้สึกตัวเลยก็ได้ ดังนั้นถ้าเราไม่รู้จักการให้อภัย เก็บมาคิดมาก เราก็จะเป็นคนที่เสียประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว เปลี่ยนความคิดจากการโกรธเคืองเป็นการให้อภัย แค่นี้ความเครียดที่ทำให้หนักสมองอยู่ก็หายไปได้แล้ว

พักจากสิ่งที่ทำให้เครียด

บ่อยครั้งที่ความเครียดจะมากับภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งการที่เราเจอกับความกดดันหรือภาระงานหนักอยู่บ่อย ๆ ก็อาจส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้ เราควรหาเวลาไปพักผ่อนบ้าง แต่ถ้าไม่มีเวลาว่างมากนัก การได้เดินผ่อนคลาย หลีกห่างจากงานที่ก่อให้เกิดความเครียด สักประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เป็นการคลายเครียดได้แล้ว

หาวิธีระบายความเครียด

หากว่าใครที่ลองทำ 4 วิธีข้างต้นแล้วยังไม่หายเครียดอีก การระบายให้คนใกล้ชิดฟังก็เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง แต่หากมองหาใครก็ยังไม่เจออีก เราเองนี่ล่ะที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับตัวเองได้ หรืออาจจะเลือกวิธีเขียนไดอารี่ ซึ่งเป็นวิธีการระบายผ่านทางการเขียนที่จะไม่มีใครสามารถรับรู้ได้ หากเราไม่นำไปเผยแพร่ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการระบายลงสังคมออนไลน์แบบในยุคปัจจุบัน เพราะหากเราพิมพ์ลงไปโดยไม่ได้คิดให้ดีก่อน อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตแบบที่เราคาดไม่ถึงเลยก็ได้

ความเครียดเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก ซึ่งการฝึกใจไม่ให้เครียดง่ายจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยได้ เมื่อเราลองปรับตัวเองเป็นคนไม่เครียดง่าย ก็จะทำให้เราพร้อมรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะเข้ามาด้วย

ฝึกใจอย่างไรให้ลดลงจากความโกรธ