วิธีการฝึกใจได้ผลดี ฝึกใจอย่างไรให้ไม่ให้ขี้เกียจ

วิธีการฝึกใจได้ผลดี ฝึกใจอย่างไรให้ไม่ให้ขี้เกียจ

ความขี้เกียจ นับเป็นอุปสรรคต่อการเรียนและการทำงาน ทำให้ง่วงนอน ซึมเศร้า เคลื่อนไหวช้า รู้สึกสมองตื้อ โดยเฉพาะหากต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ก็จะเกิดการผัดวันประกันพรุ่ง กระทบต่อภาพลักษณ์ ความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นในการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นในระยะยาวด้วย

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจที่ได้ผลดีมาฝาก เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

1. การมีเป้าหมายที่ชัดเจน

การตั้งเป้าหมายของชีวิตให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในวัยเรียนหรือทำงาน ก็ควรมีเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เพื่อช่วยให้วางแผนชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น การไม่มีเป้าหมายที่ตั้งใจด้วยตัวเองมักจะทำให้ขี้เกียจ มีความเบื่อหน่ายง่ายไม่อดทนและผัดผ่อนการทำงานไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้การวางเป้าหมายจะต้องมีลักษณะที่จับต้องได้ เช่น ตั้งใจว่าจะทำงานที่เจ้านายสั่งให้สำเร็จ 5 ชิ้นภายใน 3 เดือน หรือต้องมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 20,000 บาทใน 3 เดือน เป็นต้น

2. มองส่วนดีของงาน

นอกจากนี้การมองให้เห็นข้อดีของการทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความท้อแท้และความขี้เกียจได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะที่มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานเจ้านายหรือลูกน้อง หากมองที่ข้อดีบ่อย ๆ ก็จะทำให้ขยันมากขึ้นได้ เช่น งานที่ทำอยู่มีความมั่นคง เงินเดือนที่ได้รับเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายส่วนตัวและจำเป็นสำหรับค่าเล่าเรียนบุตร การทำงานล่วงเวลาทำให้มีเงินเก็บออมสำหรับอนาคตของครอบครัวมากขึ้น เป็นต้น

วิธีการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจที่ได้ผลดี

3. เสนอไอเดียให้มากขึ้น

สำหรับผู้ที่ทำงานแนวครีเอทีฟที่ต้องสร้างงานใหม่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือการต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หากมีความขี้เกียจก็จะกระทบต่อความก้าวหน้าในงานอย่างมาก วิธีแก้คือการพยายามคิดโปรเจ็กต์และเสนอไอเดียต่อทีมงานให้มากที่สุด เพื่อให้รู้สึกมีส่วนร่วมและทำให้กระตือรือร้นที่จะทำงานชิ้นนั้นให้สำเร็จมากขึ้น ซึ่งผลงานที่ได้จะสร้างความภูมิใจและทำให้คุณมีไฟในการทำงานมากขึ้นได้

4. แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

การทำงานในทุกสถานที่ย่อมมีปัญหาที่บั่นทอนความขยัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนที่ทำงานหลากหลายแห่งจะทำให้เห็นแนวทางแก้ปัญหาทั้งเรื่องคนและระบบงานมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าหลายแห่งมีปัญหามากกว่าและขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานมากกว่า คุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองโชคดีและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานของคุณให้ดีมากขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจ และเสริมสร้างความขยัน เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความสุขและความก้าวหน้าในอาชีพการงาน หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางที่คุณจะนำไปปรับใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำงานมากยิ่งขึ้น

วิธีการฝึกใจให้ประหยัด 2019

วิธีการฝึกใจให้ประหยัด 2019

ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สังคมและเศรษฐกิจมีความผันผวนมาก แต่ละคนจึงต้องหาวิธีในการประหยัดหรือควบคุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งวิธีการฝึกใจให้ประหยัดสามารถทำได้หลายเทคนิค ดังที่เราได้รวบรวมมาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม ดังนี้

1. คิดเสียว่าการดูภาพยนตร์ในโรงหนังเป็นเรื่องไม่จำเป็น ลองลดจำนวนครั้งในการดูหนังในโรงภาพยนตร์ลงไป ด้วยการเปลี่ยนไปใช้วิธีการซื้อโปรแกรมดูหนังผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่มีการคิดค่าใช้จ่ายแบบรายเดือนหรือรายปีแทน จะทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันมีหลายบริษัทให้บริการหนังในระบบสตรีมมิ่งที่ทำให้สามารถดูออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในด้านความคมชัดของภาพและเสียง และด้วยระบบเทคโนโลยี 4G และโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ รวมถึงแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก็ทำให้คุณได้อรรถรสในการดูหนังผ่านหน้าจออุปกรณ์เหล่านี้ ใกล้เคียงกับการดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้เช่นกัน

2. ฝึกเลือกซื้อเสื้อผ้าด้วยการเน้นที่คุณภาพ การซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นหรือซื้อที่ราคาถูกมาก อาจทำให้เบื่อง่ายเพราะตกเทรนด์ หรือใช้งานได้ในระยะเวลาสั้นเพราะเสื้อผ้าเสียทรง เนื้อผ้าเป็นขุยสวมใส่ไม่สบาย ฯลฯ จึงควรฝึกใจ ตั้งใจซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะใช้ได้นาน จึงจะเป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าและช่วยให้ประหยัดได้จริง ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกแบบที่ใส่สบาย สีสันไม่ฉูดฉาด เนื้อผ้าเหมาะกับฤดูกาล จึงจะทำให้คุณเลือกหยิบใช้ได้บ่อยยิ่งขึ้น

3. ให้ความสำคัญกับอาหารที่ทำเองในครอบครัว การทำอาหารรับประทานเอง นอกจากจะสามารถเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ทำเมนูอาหารที่ตัวเองและสมาชิกแต่ละคนชื่นชอบได้แล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ สามารถเรียนรู้เมนูอาหารใหม่ ๆ ผ่านคลิปในเว็บไซต์ YouTube.com หรือรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับอาหารซึ่งมีอยู่มากมายในปัจจุบันได้ด้วย

4. เห็นความสำคัญของการดื่มน้ำเปล่า ผักผลไม้สดมากกว่า การดื่มน้ำอัดลมกระป๋องหรือผักผลไม้กล่อง ที่มักจะมีราคาแพงและมีการเติมน้ำตาล เพื่อปรับรสชาติให้หวาน ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานในระยะยาวได้

5. ใช้บริการรถรับส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT รถเมล์ รถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ แทนการขับรถส่วนตัวบ้าง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าเช่าที่จอดรถ ซึ่งนับเป็นจำนวนเงินหลายพันบาทต่อเดือน

เห็นได้ว่า วิธีการฝึกใจให้ประหยัดต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิธีการคิดและไลฟ์สไตล์ในแต่ละวัน หวังว่าทุกท่านจะนำวิธีที่กล่าวมาไปปรับใช้ตามสถานการณ์ได้ตามความเหมาะสม

การฝึกใจให้ประหยัดสามารถทำได้หลายเทคนิค

9 วิธีฝึกใจอย่างไร ให้กลายเป็นคนแข็งแกร่ง เพื่อก้าวไปข้างหน้า

9 วิธีฝึกใจอย่างไร ให้กลายเป็นคนแข็งแกร่ง เพื่อก้าวไปข้างหน้า

1. อยู่กับตัวเอง

หาเวลาว่างเล็กน้อยต่อวัน เพื่อระลึกถึงสิ่งที่อยากทำ ทำให้เรามีแรงจูงใจนำไปสู่เป้าหมายความสำเร็จในอนาคตของตัวเอง

2. ทำในสิ่งที่ท้าทาย

ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ช่วยให้คุณก้าวออกจากความกลัว มันคือการท้าทายตัวเอง ถ้าสามารถผ่านมันไปได้จะทำให้มุมมองของตัวเองเปลี่ยนไป

3. บันทึกเรื่องราวดี ๆ

สิ่งไหนที่คุณทำแล้วมีความสุข ลองจดใส่สมุดดู จะช่วยปรับทัศนคติมุมมองของคุณ ช่วยให้คุณเป็นคนที่มีจิตใจแข็งแกร่ง

4. ดูแลสุขภาพ

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จะช่วยพัฒนาจิตใจของเรา ควรเปลี่ยนตัวเองให้พักผ่อนมากขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น

5. ให้กำลังใจตัวเอง

การพูดแต่สิ่งงดี ๆ ต่อตัวเอง มันมีผลต่อความรู้สึกมาก ดังนั้นลองพูดสิ่งดี ๆ ต่อตัวเอง จะปลดล็อคศักยภาพของคุณ

6. รู้ทันความรู้สึกของตัวเอง

บางคนที่มีความรู้สึกเศร้า หรือรู้สึกกลัว จึงไม่กล้าแสดงมันออกมา แต่ถ้าคุณมัวแต่เก็บความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้มันจะมีผลต่ออารมณ์และการตัดสินใจของคุณ

7. ตั้งเป้าวันเริ่มเป้าหมาย

บางคนฝัน “สักวันจะต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเอง” แต่คุณคิดไหมว่า สักวันหนึ่ง คือวันไหน และเมื่อไหร่จะลงมือทำสักที

8. ใช้เวลาอยู่กับคนสำคัญให้มากขึ้น

การมอบเวลาให้กับคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว หรือเพื่อนสนิท เพราะการมีเวลาให้กับคนที่เรารักจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

9. ให้คุณค่ากับชีวิตตัวเอง

ให้คุณค่าชีวิตกับตนเองมอบสิ่งดี ๆ ให้กับตนเอง หรือจะเป็นการเอาใจใส่สิ่งแวดล้อม ถึงแม่จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเสียสละเป็นคุณสมบัติของผู้ที่แข็งแกร่ง

9 วิธีฝึกใจอย่างไร ให้กลายเป็นคนแข็งแกร่ง เพื่อก้าวไป

วิธีฝึกระงับอารมณ์โกรธของตนเอง

วิธีฝึกระงับอารมณ์โกรธของตนเอง

อารมณ์โกรธ เชื่อว่าต้องเป็นกันทุกคน เวลาโมโหก็มักจะ ด่าทอ ใจร้อน ชอบทำลายข้าวของ เวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ เช่น เวลารถติดไฟแดงนานๆ เล่นพนัน hero88.co เสียทรัพย์ ก็มักจะมีอาการหงุดหงิด หัวเสีย กันบ้าง ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ก็ควรที่จะต้องรู้จักการระงับอารมณ์โกรธของตัวเองได้แล้ว ก่อนที่อารมณ์เหล่านี้จะกลายเป็นเรื้อรังที่อาจจะรักษาได้ยาก เพราะฉะนั้นควรจะฝึกตัวเองให้จัดการกับอารมณ์โกรธ ฉุนเฉียวเหล่านี้ได้แล้ว

การทำจิตใจให้สงบเวลามีอารมณ์โกรธ

1. มองโลกในแง่ดี การที่เราจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งดีๆรอบตัวก็สามารถผ่อนคลายอารมณ์โกรธลงได้ หลับตาแล้วนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ ลบความคิดที่ไม่ดีออกไป

2. ฟังเพลงชิลล์ ๆ ผ่อนคลายอารมณ์ด้วยเสียงดนตรีที่ชอบ นักร้องที่ชอบ หรือจะเป็นดนตรีแนวคลาสสิคหรือแจ๊ส ก็ช่วยได้

3. นึกถึงสถานที่ที่สงบ หลับตาแล้วจินตนาการสถานที่ที่เงียบสงบ หรือสถานที่ที่คุณชอบ เช่น น้ำตก หรือ ทะเล ยิ่งเราจดจ่ออยู่กับจินตนาการ ก็ยิ่งผ่อนคลายได้

4. นั่งสมาธิ การนั่งสมาธิจะช่วยให้จิตใจเราสงบ ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกว่าควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้ ให้ลองนั่งสมาธิดู จะช่วยให้เราใจเย็นขึ้น

5. การนับเลขถอยหลัง ไม่ว่าจะเป็นการนับเสียงดัง หรือเสียงเบา ก็ช่วยให้จิตใจที่กำลังโกรธอยู่ สงบลงได้

6. ฝึกสูดลมหายใจเข้า การสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จะช่วยทำให้จิตใจสงบ จดจ่ออยู่กับลมหายใจ ไม่ให้มีอะไรมากวนใจ

7. เต้น เมื่อเวลาที่รู้สึกโกรธ ลองเปิดเพลงที่มีจังหวะมันส์ ๆ การเต้นจะทำให้เราไม่คิดเรื่องที่ทำให้โกรธ และช่วยทำให้รู้สึกดีมากขึ้น

8. ควบคุมอารมณ์โกรธตนเอง เวลาที่มีอารมณ์โกรธก็มักจะทำร้ายตัวเอง ทำลายข้าวของ หรืออาจจะทำร้ายคนอื่น ลองถามตัวเองดูว่าสิ่งทำลงไป มันดีขึ้นหรือแย่ลง และสงบสติอารมณ์ของตัวเองดีกว่า

9. เดินเล่น การที่เราอยู่ห่างจากที่ที่ทำให้เราหงุดหงิด หรืออารมณ์เสีย การเดินเล่นช่วยให้จิตใจสงบ มีเวลาให้เราคิดทบทวบและไตร่ตรองอารมร์ของตัวเองมากขึ้น

วิธีฝึกระงับอารมณ์โกรธ

วิธีฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

วิธีฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

ความขี้เกียจเรียกว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน หรือการทำงาน เราจะมีวิธีการฝึกใจอย่างไร ให้เอาชนะความขี้เกียจที่มักมาเยือนบ่อย ๆ มาดูวิธีการดี ๆ ที่เราได้รวบรวมเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จกัน

วิธีฝึกใจชนะความขี้เกียจ

การยอมรับว่ากำลังขี้เกียจ และปรึกษาหาเทคนิคจากคนรอบข้าง

หากอยู่หอพัก (วัยเรียน) เราจะมีเพื่อนสนิทที่เรียนเหมือน ๆ กัน สามารถเลือกปรึกษาคนที่มีความมุ่งมั่นและขยันสม่ำเสมอได้ว่ามีเทคนิคอย่างไร ในการฝึกใจให้สู้กับความง่วง ความเบื่อ หรืออาการท้อถอย เมื่อต้องเจอหัวข้อที่ยาก

แต่หากเป็นวัยทำงาน เราแนะนำให้ปรึกษารุ่นพี่ หรือเพื่อนสนิทในที่ทำงานที่อาจทำงานต่างสถานที่ แต่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยแบ่งปันเทคนิคการฝึกใจได้ว่าจะทำอย่างไรให้มีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอเพื่อให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดสัปดาห์

การตั้งใจแน่วแน่ว่าจะจัดตารางตัวเองใหม่

การมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรใหม่ ๆ เช่น ในปี 2019 จะเริ่มต้นการวางแผนการใช้เวลา ที่มีศักยภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม จะทำให้การฝึกใจมีรูปแบบที่จับต้องได้ มีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จสูงขึ้นที่จะเอาชนะความขี้เกียจที่จะเลิกล้มแผนการหรือบันไดสู่ความสำเร็จในอนาคต

ตัวอย่างที่สามารถทำได้ เช่น การกำหนดเวลา ตื่นนอน และการเข้านอนอย่างเป็นกิจวัตร แบ่งเวลาให้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายมีช่วงเวลาการพักผ่อนที่เต็มที่ 6-8 ชั่วโมง ในแต่ละวัน ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่านาฬิกาชีวิตของคนเราจะมีความต้องการฟื้นฟูร่างกายด้วยการสร้างฮอร์โมนช่วงประมาณห้าทุ่มถึงตีสอง การได้หลับสนิทในช่วงดังกล่าวจึงส่งผลให้ร่างกายมีความสดชื่นและไล่ความขี้เกียจระหว่างวันออกไปได้ดีขึ้น

การลงมือทำสิ่งที่นึกขึ้นได้ก่อน ไม่ต้องมีคำว่ารอ

การมีไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเวลา ดังนั้นเมื่อมีไอเดียดี ๆ ผุดขึ้นมาในสมอง ก็ควรรีบจดและทำให้เกิดผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะจะมีพลังกระตือรืนร้นที่จะทำให้จบงานนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีกำลังใจว่าได้ยืนอยู่บนพื้นที่ความสำเร็จขั้นต้นแล้ว

ส่วนการที่หลายคนไม่สามารถฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจได้ เพราะมีความเคยชินในการรอคอยเวลา มักคิดผัดวันประกันพรุ่ง มีคำว่าเดี๋ยวทำ เดี๋ยวก่อนเป็นคำพูดติดปาก จนทำให้ไม่สามารถทำงานใดเสร็จได้เป็นชิ้นเป็นอันนั่นเอง

ฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

ดังนั้น คงจะเห็นแล้วว่าการฝึกใจให้เอาชนะความขี้เกียจไม่ใช่เรื่องยากที่เกินจะปรับปรุงตัวได้ หากมีเป้าหมายว่าจะทำงาน หรือเรียนให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ก็จะยิ่งเป็นแรงผลักดันให้มีความมุ่งมั่นเอาชนะความขี้เกียจ ที่มีโอกาสสูงในการบรรลุเป้าหมายนี้อย่างแน่นอน

ฝึกใจไม่ให้หัวร้อนบนท้องถนนปี 2019

ฝึกใจไม่ให้หัวร้อนบนท้องถนนปี 2019

จากข่าวสารที่นำเสนอผ่านจอทีวีในแต่ละวันจะพบว่ามีการทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์ด้วยอาการหัวร้อน หรือโมโหหงุดหงิดใส่กันอยู่เนือง ๆ อาจเป็นเพราะต่างคนก็ล้วนรีบเร่งไปทำงานหรือมีความเครียดสะสมอยู่ จึงเกิดอาการฟิวส์ขาดได้ง่าย ๆ

ในวันนี้ เราจึงขอนำเสนอวิธีการฝึกใจเพื่อแก้ปัญหาหัวร้อนเวลาอยู่บนท้องถนน เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยและลดความขัดแย้งระหว่างกัน ดังนี้

ฝึกใจไม่ให้หัวร้อนบนท้องถนน

หัวร้อนเมื่อรถติดยาวเหยียด

หากอารมณ์ร้อนของคุณเกิดเพราะสิ่งที่เผชิญอยู่ไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการเช่นการต้องเผชิญกับรถติดยาวเป็นหางว่าว คุณควรนิ่งคิดสักเล็กน้อยแล้วถามตัวเองว่าเราจะต้องรีบไปไหนเพื่ออะไร แค่รอจังหวะเวลานิดหน่อยอีกไม่นานก็จะผ่านไปแล้ว ควรถือเอาโอกาสนี้ในการฝึกความอดทนเสียเลย ฝึกใจคิดแบบนี้บ่อย ๆ จะทำให้คุณใจเย็นลงและรับมือกับปัญหาการจราจรที่ติดขัดของเมืองไทยอย่างมืออาชีพยิ่งขึ้น

หัวร้อนเมื่อมีผู้ขับขี่ปาดหน้า

ไม่ว่าจะโกรธมากเพียงใด คุณไม่ควรแสดงอารมณ์โมโหด้วยการบีบแตรไล่อย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะนั่นเท่ากับเป็นการเปิดศึกและทำให้เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทได้ คุณเพียงส่งสัญญาณไฟหรือบีบแตรครั้งเดียวให้ผู้ขับขี่ที่ไร้มารยาทรู้ว่ากำลังถูกตำหนิก็เพียงพอแล้ว และ หากมีแนวโน้มว่าเรื่องจะไม่จบง่าย ๆ ควรมองหาป้อมตำรวจเพื่อช่วยในการไกล่เกลี่ยและมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จราจรเป็นผู้ตักเตือนจะดีกว่า

ทั้งนี้หากคุณคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยและไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ ก็อาจปล่อยผ่านให้เป็นสิ่งเตือนสติคุณว่าโชคดีแค่ไหนที่คุณขับรถมาด้วยความระมัดระวัง ต่อไปคุณก็จะยิ่งเห็นคุณค่าของความไม่ประมาทยิ่งขึ้นด้วย

เมื่อรถคันอื่นเปิดเครื่องเสียงดังรบกวนคุณ

หากคุณเคยจอดรถใกล้ ๆ กับคันที่เปิดเพลงเสียงดังช่วงรถติด คงจะเข้าใจถึงความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญ โดยเฉพาะหากเป็นเพลงที่ไม่ตรงกับรสนิยมของคุณเอาเสียเลย กรณีนี้คุณสามารถคิดในลักษณะว่าผู้ขับขี่คันนั้นอาจกำลังง่วงจึงต้องเปิดเพลงดัง ๆ หรืออาจอยู่ในวัยคึกคะนองที่คุณไม่ควรไปเสียเวลาหงุดหงิดอารมณ์ใส่

อาศัยโอกาสนี้ทำความเข้าใจกับรสนิยมทางเสียงเพลงที่แตกต่างกันเสียดีกว่า ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพลงที่จะดังฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองในอนาคตที่ทำให้คุณกลายเป็นคนนำสมัยร้องได้ก่อนใครก็เป็นได้

ฝึกใจไม่ให้หัวร้อน

จะเห็นได้ว่า อาการหัวร้อนระหว่างการขับขี่สามารถจัดการได้ที่ตัวคุณเอง แม้ว่าจะมีปัจจัยที่ชวนให้โมโหหรือเสียสมาธิในการขับขี่มากเพียงใดก็ตาม หากคุณฝึกใจให้มีความอดทน และใจเย็นขึ้นจะช่วยลดจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ บนท้องถนนลงไปได้ด้วย

ฝึกใจอย่างไร ให้ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

ฝึกใจอย่างไร-ให้ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

การทำงานบริการจำเป็นต้องมีการติดต่อประสานงานทั้งกับลูกค้าและทางบริษัท ซึ่งในแต่ละวันต้องรับมือกับปัญหาที่หลากหลาย รวมทั้งอารมณ์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การฝึกใจเพื่อให้ทำงานสายบริการอย่างมีความสุขจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุดและทำให้คุณมีรอยยิ้มสดใสได้ทั้งวัน

ฝึกใจ ให้ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

ต้องลองเปลี่ยนมุมมองดูบ้าง

การปรับเปลี่ยนมุมมองโดยการใส่ใจในความต้องการของลูกค้า โดยให้สมมติว่าคุณกำลังเป็นผู้มาใช้บริการ ย่อมจะทำให้คุณเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้นว่าลูกค้าย่อมคาดหวังให้เจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์บริการเป็นผู้ที่รู้จักสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ตลอดจนระบบขั้นตอนต่าง ๆ ขององค์กรเพื่อที่จะแนะนำผู้ใช้บริการได้อย่างดีที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกค้ามักมีคำถามมากมายทั้งในตัวสินค้าและการบริการหลังการขายต่าง ๆ หากฝึกใจคิดเช่นนี้ได้บ่อย ๆ จะทำให้คุณเป็นผู้ให้การบริการที่มีความภาคภูมิใจในคุณค่าของตัวเองยิ่งขึ้น

น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก

เป็นคำโบราณที่ใช้ได้อย่างยิ่งสำหรับผู้ทำงานสายบริการ ไม่ว่าจะทำงานในแผนกต้อนรับประชาสัมพันธ์ งานในโรงพยาบาล งานขายในห้างสรรพสินค้า งานบริการแขกที่พักในโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ

เพราะการรู้จักข่มอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจไว้ ย่อมดีกว่าการระเบิดอารมณ์ออกมาปะทะลูกค้า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกผ่านคำพูด สีหน้า แววตา โดยตรงหรือลับหลัง การไปนินทาหรือโพสต์ตามสื่อออนไลน์ช่องทางต่าง ๆ ล้วนแต่จะเกิดผลเสียย้อนกลับมาสู่องค์กรที่คุณทำงานอยู่ (แม้ว่าอาจไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุมาจากคุณก็ตาม)

และแน่นอนว่าจะส่งผลต่อความอยู่รอดและมั่นคงขององค์กร (หากลูกค้าไม่มาใช้บริการ ย่อมมีสิทธิ์ที่บริษัทจะลดคนทำงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายไปด้วย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณก็เป็นหนึ่งคนที่มีสิทธิ์ถูกปลดเช่นเดียวกัน)

ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

การให้ความเอื้อเฟื้อต่อลูกค้าเช่นเดียวกับคนในครอบครัว

หากคุณฝึกใจยกระดับความเมตตาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จากที่เคยมองว่าลูกค้าที่มาใช้บริการกันอย่างล้นหลามเป็นตัวการที่ทำให้คุณต้องเหน็ดเหนื่อย เปลี่ยนมาเป็นว่าลูกค้าที่มาก็เหมือนการรวมญาติที่รู้จักคุ้นเคยกัน เพราะลูกค้าที่มาหลายท่านก็เป็นลูกค้าประจำ และอีกไม่น้อยที่เป็นลูกค้าใหม่ ซึ่งหากประทับใจในสินค้าและการให้บริการ ก็จะกลายเป็นลูกค้าประจำในอนาคตได้

การที่ลูกค้าไว้วางใจในบริษัทที่คุณทำงานจึงเป็นเรื่องดี ทำให้บริษัทเติบโตมียอดขายสินค้าและบริการสูงขึ้น และทำให้คุณอาจได้รับเงินโบนัสที่เพิ่มขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำงานบริการจำเป็นต้องมีมุมมองที่ถูกต้อง และมุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จขององค์กรโดยภาพรวม เพราะการเจริญก้าวหน้าของบริษัทก็ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงและรายได้ของคุณโดยตรง เราหวังว่าการฝึกใจตามที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นประโยชน์ที่ ทำให้คุณในฐานะผู้ให้บริการทำงานด้วยความสุขใจมากยิ่งขึ้น

ความเชื่อ ศรัทธา หรือ งมงาย

ศรัทธา หรือ งมงาย

มนุษย์เราทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนแต่มีศาสนาที่ตนเองนับถือแตกต่างออกกันไป ศาสนาก็แยกออกเป็นหลายศาสนา อาทิเช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ฯลฯ แต่ศาสนาทุกศาสนาล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายไปในทิศทางเดียวกัน คือสอนให้ทุกๆ คน เป็นคนดี นั่นคือหลักคำสอนของศาสนาทุกๆ ศาสนา

ว่าด้วยเรื่อง ความเชื่อ ศรัทธา หรือ งมงาย วันนี้จะขอพูดในเรื่องของการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธที่มีความเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่านอกจากการกราบไหว้พระพุทธรูปแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวพุทธของเราให้การกราบไหว้และ บูชาเสื่อมใสศรัทธา นั่นคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ต้นตะเคียน กุมารทอง เครื่องรางของขลัง และอื่นๆ อีกมากมาย ชาวพุทธเชื่อว่าการกราบไหว้บูชาขอพร หรือบนบานศาลกล่าว จะช่วยให้พวกเขานั้นได้สิ่งที่ปรารถนาตามที่ขอไป ไม่ว่าจะเป็นการขอให้มีบุตร ขอให้สำเร็จในเรื่องต่างๆ ขอให้รอดพ้นจากการเป็นทหาร หรือแม้กระทั่งการขอให้ถูกหวย เมื่อได้ในสิ่งที่ขอไปแล้วนั้นสมดั่งปรารถนาได้ตามที่ตนเองนั้นต้องการก็จะมีพิธีการนำของมาเซ่นไหว้ หรือเรียกว่าพิธีแก้บนนั่นเอง บ้างก็จะบนบานกันไปต่างๆ นาๆ ว่าหากสำเร็จดั่งที่ขอไว้แล้วนั้นจะมาแก้บนด้วยไข่ต้ม ผลไม้ น้ำอัดลม นม ฯลฯ ในเรื่องของที่นำมาแก้บนก็ล้วนแตกต่างกันออกไปตามที่บนบานพูดกล่าวเอาไว้ ความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะกล่าวว่าเป็นเรื่องงมงายนั้นก็ไม่อาจใช่ไปซะทีเดียว แต่นั่นอาจเป็นเพราะความเชื่อส่วนตัวของแต่ละบุคคล เพราะบางกลุ่มคนที่ขอได้ก็จะศรัทธาเลื่อมใสมาก แต่หากบางกลุ่มคนที่ไม่ได้ศรัทธาจะมองว่ามันเป็นเรื่องงมงายไร้สาระเสียมากกว่า แต่ไม่ว่าจะมองกันไปในทิศทางใดก็ล้วนขึ้นอยู่ที่แต่ละตัวบุคคลว่าจะมีมุมมองแบบใดก็ขึ้นอยู่ที่ความสบายใจของแต่ละบุคคล

การที่เราจะมีความเชื่อ ความศรัทธา หรือ งมงายสิ่งใดนั้นไม่ได้ผิด แต่การที่เราจะเชื่อ หรือ ศรัทธาสิ่งใดก็ขอให้ทุกคนจงใช้สติและมีเหตุผลเข้ามาเป็นตัวช่วยมีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์ และแยกแยะ เพราะหากเจอสิ่งที่ดีก็ถือเป็นสิริมงคลแก่ตัวท่านเอง แต่ถ้าหากถูกหลอกให้งมงายจนเกินไปอาจจะเสียทั้งทรัพย์สินและเงินทองได้เลยทีเดียว ฉะนั้นไม่ว่าจะทำการสิ่งใดสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตคือ การมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาเมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยการไม่ประมาท คิดดี พูดดี ปฏิบัติดี สิ่งดีๆ ก็จะตามมา สาธุ

ฝึกใจ ไม่ให้หัวร้อน เวลาขับรถ ปี 2018

ฝึกใจ ไม่ให้หัวร้อน เวลาขับรถ ปี 2018

การ ฝึกใจ ให้ลดความ หัวร้อน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ขับขี่รถ ในยุค 2018 เนื่องจากเราอยู่ในสังคมที่รีบเร่งและมีการแข่งขันกันสูง ทำให้ย่อมเกิดการ กระทบกระทั่ง กันง่าย หากไม่มีใครยอมใคร หรือ ไม่คิดถึงผลเสียที่จะตามมา ก็จะเกิดการ ปะทะ และเป็นเรื่องราวใหญ่โตตามมาได้ ทั้งนี้ในปัจจุบันเราเห็นข่าวการ ปะทะ กันบนท้องถนนง่ายและบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปะทะทางคำพูด การชูนิ้ว การข่มขู่ การใช้อาวุธ ฯลฯ ซึ่งเดิมอาจเกิดจากเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น จากการชิงจังหวะการเปลี่ยนเลน การไม่ให้ทางกันเวลาขับรถ รวมถึงการขับรถเฉี่ยวชนแม้เพียงเล็กน้อย ฯลฯ

ฝึกใจหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

การ ฝึกใจ ให้ลดความใจร้อน หรือ เรียกสติ ให้กลับมาสู่ตัว หลังความตกใจที่เกิดอุบัติเหตุ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันการแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดภัยแก่ตัวเองและผู้อื่น ซ้ำซ้อน หนักขึ้นไป อันทำให้เกิดความเสียหายในด้านต่าง ๆ ทั้งเสียความรู้สึก หงุดหงิด โมโห เสียเวลา เอาเวลาไปสนใจทำธุระ/กิจการงานดีกว่า เสียทรัพย์ การชกต่อยหรือทำลายข้าวของ-ทุบรถคู่กรณี ทำให้เป็นคดีความเสียค่าปรับได้ เสียชื่อเสียง เกิดการแพร่หลายของคลิปและเป็นข่าวให้เสียชื่อเสียงถึงวงศ์ตระกูล ฯลฯ

หากต่างฝ่ายใจเย็น และ ฝึกใจให้ นับ 1 ถึง 10 คิดเสียว่า เขาคงรีบ ก็จะทำให้ไม่มีเรื่องต่อบานปลาย แต่ที่มักเกิดเหตุซ้ำซ้อนตามมาตามพาดหัวข่าวรายวัน มักมาจากการ หัวร้อน หรือความไม่ยอมกัน ต้องการ เอาชนะ จะเอาเรื่องกันกันให้ได้ ทำให้มักมีการ สาดอารมณ์ ใส่กัน ด้วยพฤติกรรมที่เปี่ยมด้วยอารมณ์แบบไม่ยั้งคิดหรือขาดสติ ไม่ว่าจะจากคู่กรณีฝ่ายเดียว หรือทั้งสองฝ่าย ดังเห็นได้ทั้งจากข่าวสารทีวี ช่องทางออนไลน์ หรือการแชร์ต่อจากกล้องหน้ารถ ฯลฯ

การ ฝึกใจ ที่สามารถทำได้ในทุก ๆ วัน วันละบ่อยครั้ง ที่ได้ผลดี คือ การทำสมาธิ ช่วงตื่นนอน หรือ ก่อนการขับรถทุกครั้ง เพียงนั่งนิ่ง ๆ หลับตา รู้ตาม ลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ที่สั้น – ยาว ตื้น -ลึก ในแต่ละครั้ง เพียงรอบละ 1 – 3 นาที จะทำให้เป็นการ ดึงสติ ให้กลับมาอยู่กับ ปัจจุบัน ได้ดีขึ้น หรือบางคนที่ไม่ชอบนั่ง อาจใช้วิธี เดิน คล้ายการเดินจงกรม คือ ไม่ต้องหลับ แต่เป็นการเดินอย่างมีสติ โดยใช้หลักการเดียวกับการนั่งสมาธิดังที่กล่าวมา เพียงครั้งละ 5 นาที ก็จะสามารถสร้างความเคยชินให้ใจเย็น หรือ นิ่งมากขึ้น

ฝึกใจหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

การ ฝึกใจ ให้ไม่ หัวร้อน จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องใช้ท้องถนนที่แออัดร่วมกัน และโดยเฉพาะช่วงเวลาที่เร่งด่วนของเมืองใหญ่ หากสามารถทำได้เป็นประจำ เชื่อว่าจะลดอุบัติภัยจากร้ายแรงให้บรรเทาลงได้ และที่แน่นอนคือจะลดความหงุดหงิดหรืออาการ ใจลอย ระหว่างการขับรถได้เป็นอย่างมากด้วย

ฝึกใจไม่ให้โกรธ รู้ทันอารมณ์ ทำอย่างไร

อารมณ์โกรธเหมือนของบูด

คนอารมณ์ร้อนมักจะโกรธอยู่เสมอ ใจเป็นทุกข์เหมือนไฟสุมให้รุ่มร้อนและมีอารมณ์เก็บกด เมื่อถูกสะกิดเข้าก็ระเบิดออกมาง่าย ใคร ๆ ต่างเอือมระอากันหมด อยากรู้ว่ามีวิธีฝึกใจไม่ให้โกรธโดยไม่มีอารมณ์เก็บกดได้หรือไม่ ควรทำอย่างไร เรื่องนี้มีคำตอบ

เป็นธรรมดาของปุถุชนเมื่อมีคนมาด่าว่าหรือขัดอกขัดใจ ย่อมเกิดความรู้สึกโกรธแว่บแรก แต่เราต้องตั้งสติให้ดี พยายามเข้าใจความโกรธจริง ๆ ว่าเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากคำพูดที่มากระทบหูเท่านั้น ไม่ได้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจหรือก่อปัญหาแต่อย่างใด เราไม่ได้เจ็บกายอะไรเหมือนกับถูกขว้างด้วยหินด้วยมีด จะทำให้ผ่านความรู้สึกโกรธไปได้ ควรรู้เท่าทันอารมณ์ว่าโกรธแล้วก็หยุดได้ เพราะถ้าฟังแล้วเจ็บใจ ให้รู้ว่าเจ็บนานแค่ไหนความโกรธจึงบรรเทาลงซึ่งสร้างเกาะหรือภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ไม่ให้เผาใจหรือระบายออกไปในทางผิด ๆ คราวหน้าได้ยินอีกก็จะไม่โกรธแล้วหรือความโกรธลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ได้ยินแล้วโมโหโกรธาอยู่ร่ำไป ถือว่าฝึกใจไม่ได้ผล

อารมณ์โกรธเหมือนของบูด

อารมณ์โกรธเป็นเหมือนของบูดเน่า ส่งกลิ่นเหม็นและไม่น่ามอง จะเห็นว่ายามโมโหใบหน้าบึ้งตึง ปากบิดเบี้ยว ตาโตเขม็งขึ้งโกรธเหมือนคนบ้า ไม่น่ามองสักนิด ใครก็เห็นว่าไม่สวย ไม่น่าเข้าใกล้ แม้แต่คนสวย ๆ เวลาบทจะโกรธขึ้นมา ขาดสติพูดจาหยาบกระด้าง มนต์เสน่ห์เสื่อมคลายหายหมด ท่าทางก้าวร้าวที่มาพร้อมกับความโกรธ เสียงตะโกนและทำกิริยาน่าเกลียดจนถึงขั้นใช้กำลังก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ในทางกลับกันหากสงบใจ ข่มอารมณ์ให้ไม่ระเบิดเปรี้ยงปร้าง แล้วพยายามบังคับตัวเองให้เอาใจออกห่างจากเหตุการณ์นั้น เมื่อเวลาผ่านไป ลองย้อนกลับไปทบทวนใหม่ว่าสาเหตุของความโกรธยังคงเป็นเรื่องใหญ่สลักสำคัญเช่นเดียวกับเมื่อตอนโมโหครั้งแรกหรือไม่ ถ้าไม่โกรธเท่าเดิม ควรให้อภัยคู่กรณี แต่ถ้าหากสิ่งที่เขาทำดูเหมือนจะยกโทษให้ไม่ได้ คงต้องใช้กลยุทธ์อื่นแก้ปัญหาตามความเหมาะสมต่อไป

การให้อภัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้อภัยอย่างไร ถ้าคุณได้ยินใครบางคนพูดว่า “ฉันยกโทษให้ แต่ไม่เคยลืม” อย่าเชื่อคำพูดนั้น เพราะถ้าเราให้อภัยใครสักคนแล้ว จะลืมรายละเอียดว่าใครคนนั้นทำอะไรไว้กับเรา ทั้งสองคนจับมือและเลิกแล้วต่อกัน เมื่อเวลาผ่านไปถ้ามีเหตุการณ์เดิมเกิดซ้ำอีก เติมเชื้อไฟให้ลุกขึ้นอีกครั้ง นั่นแสดงว่าคุณยังคงโกรธและไม่เคยอภัยให้จริง ๆ

หากเรารู้สึกโกรธ วิธีบำบัดที่ใช้ได้ผลเร็วคือการกำหนดลมหายใจเข้าและออก หายใจลึกนับ 1-5 แล้วหายใจออก ทำให้สมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจและการนับจึงเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเรื่องที่เป็นสาเหตุของความโกรธ ใจเย็นลงได้เท่ากับฝึกชนะใจตนเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว คนใจเย็นใคร ๆ ก็มองว่าเป็นคนฉลาด มีเหตุผล กลายเป็นผลบวกทำให้ใคร ๆ ก็รักเอ็นดูมากขึ้นอีก

ฝึกใจไม่ให้โกรธ รู้ทันอารมณ์ ทำอย่างไร