10 วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง วัคซีนต้านปัญหาด้วยปัญญา

10 วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง วัคซีนต้านปัญหาด้วยปัญญา

จิตใจที่มั่นคงเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่ปลูกฝังและสร้างขึ้นได้ ปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิตเป็นบททดสอบชั้นดีต่อการฝึกจิตใจของผู้นั้น ถ้าผ่านไม่ได้บุคคลนั้นจะถูกผลักดันให้พยายามหาวิธีแก้ปัญหาอื่น (ส่วนหนึ่งมาจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์) แต่ถ้าคุณเข้มแข็งพอและผ่านมันไปได้ ก็อาจพบเจอบททดสอบใหม่ที่ยากกว่าเดิม แล้วจะทำอย่างไรเพื่อรับมือและอยู่กับปัญหาเหล่านั้นให้ได้ คำตอบคือการเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยปัญญา การฝึกใจให้เข้มแข็งเป็นวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจและเพิ่มปัญญาที่ช่วยรับมือกับบททดสอบต่าง ๆ ซึ่งวิธีฝึกใจให้เข้มแข็งเพิ่มปัญญามีดังนี้

  1. มองโลกในแง่ดี (Positive Thinking) สำรวมความคิด ฝีกคิดดี ไม่ปล่อยให้ความคิดถูกครอบงำหรือชักจูงไปในด้านลบ โดยเริ่มมองข้อดีจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวก่อน เช่น ความสำเร็จที่เรามีอยู่ พูดกับตัวเองในเชิงให้กำลังใจ จะช่วยให้มองสิ่งรอบข้างได้หลายมิติ ลองจินตนาการว่าสิ่งต่าง ๆ กำลังเป็นไปอย่างที่เราต้องการ ทำให้กระบวนการความคิดของเราทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น การคิดบวกเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาตนเองที่สำคัญที่สุด
  2. รู้จักปล่อยวางอดีต (Let it be) ไม่เก็บเรื่องที่ผ่านไปแล้วมาคิด หรือโทษตัวเอง เพราะเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่ให้โฟกัสไปที่การแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นเพื่อระวังไม่ให้เกิดซ้ำอีก สร้างความภาคภูมิใจในตัวเองด้วยการคิดมุมกลับ นำสิ่งที่ผิดพลาดมาเป็นพลังให้เราเข้มแข็งขึ้น
  3. เข้าใจความธรรมดาของโลก (Understand the nature of life) มองทุกสิ่งอย่างเป็นธรรมชาติให้มากขึ้น จะทำให้เห็นวัฏจักรความแปรเปลี่ยนไปของโล​ก​ เกิดความเข้าใจในธรรมชาติต่อทุกสรรพสิ่ง จะช่วยลดความเจ็บปวดจากการยึดมั่นถือมั่นได้
  4. การมีจิตอยู่กับปัจจุบัน (Conscious living) เป็นการตระหนักรับรู้เท่าทันกระบวนการคิดและพฤติกรรมของตัวเอง ไม่ต้องไปยึดติดกับความผิดพลาดจากการเชียร์บอลแล้วเช็คผล สรุปผลบอล กลับไม่เข้าเป้าตามที่คิด เราสามารถฝึกจิตได้หลายวิธีไม่ว่าเป็นอิริยาบถ​ใด ยืน นั่ง นอน กิน ก็สามารถทำสมาธิได้โดยพิจารณาจากลมหายใจเข้า – ออก หรืออาการท้องพอง-ยุบ ซึ่งเป็นสมาธิขั้นพื้นฐานที่นอกจากช่วยให้หายใจได้ลึกเพื่อได้รับออกซิเจนมากขึ้นแล้ว ร่างกายยังได้รับการพักผ่อนด้วย การฝึกสมาธิเป็นการตระหนักรับรู้ถึงสภาวะปัจจุบันเพื่อให้มองเห็นปัญหาที่แท้จริง ช่วยยกสภาพจิตใจให้มีภูมิต้านทานต่อสภาวะต่าง ๆ ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
  5. พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด (Stand on your own feet) เรียนรู้การใช้ชีวิตให้ได้ด้วยตนเอง การสร้างอิสระให้ตัวเองโดยไม่ยึดติดกับผู้อื่น นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ และก่อให้เกิดความเข้มแข็งทางจิตใจที่นำมาสู่ความสำเร็จต่าง ๆ ได้ง่าย
  6. เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สม่ำเสมอ (Never be afraid of change) รู้จักปรับตัว ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง และมองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงนั้น ใจที่ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบเดิม ๆ จะช่วยเปิดโลกทัศน์ในมิติต่าง ๆ ของชีวิตได้กว้างไกลขึ้น
  7. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน (Set your goals and flight for it) ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคหรือเลิกล้มอะไรง่าย ๆ โดยโฟกัสไปที่อนาคตข้างหน้า ช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และเห็นศักยภาพของตนว่าสามารถพัฒนาไปทิศทางไหนได้บ้าง
  8. เปลี่ยนภาระเป็นแรงผลักดัน (Every burden is a blessing) มองสิ่งที่เผชิญอยู่เป็นความท้าทายและนำมาเป็นแรงขับให้ก้าวต่อไปข้างหน้า คนที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่และปัญหาหลายอย่างเป็นตัวอย่างของคนที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจสูง
  9. กล้าที่จะปฏิเสธ (Don’t just be good to others, be good to you) ไม่ควรเกรงใจต่อคนที่ไม่ให้ความเกรงใจผู้อื่น กำหนดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรที่ทำให้ไม่ได้และทำได้ถึงแค่ไหน คุณไม่จำเป็นต้องพยายามเอาใจคนทุกคน เพื่อให้ได้ความรักจากคนรอบข้าง ความกล้าที่จะเป็นตัวเองและบอกความรู้สึกที่แท้จริงช่วยให้ใจเข้มแข็ง
  10. ฝึกอยู่กับความเจ็บปวดจนคุ้นชิน (Get used to the pain) ฝึกคิดเชิงมหภาคเพื่อปล่อยผ่านเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ถูกใจ เพิ่มความหนักแน่นไม่อ่อนไหวต่อสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจ คนที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจย่อมทนต่อสภาวะความกดดัน และมีภูมิต้านทานต่อความเจ็บปวดได้ดี

การฝึกใจจะให้สัมฤทธิ์ผลที่ดีได้ก็ต่อเมื่อคุณนำมาใช้ในชีวิตประจำวันจริง ๆ เท่านั้น ถ้าเพียงแต่อ่านข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจแล้วหลงลืมที่จะนำมาใช้ มันก็คงเป็นเพียงข้อความที่ไร้ค่า หากจิตใจเปรียบเสมือนบันได ในแต่ละขั้นของบันไดก็คือระดับจิตใจของคุณเอง การก้าวขึ้นบันไดในแต่ละขั้นก็คือการสะสมแต้มรางวัลหรือประสบการณ์ซึ่งนำไปสู่ประตูแห่งชัยชนะ คือความมั่นคงหรือความเข้มแข็งทางจิตใจนั่นเอง