เมื่อวิกฤตการเงินโจมตี ฝึกใจอย่างไรไม่ให้ชีวิตคู่ล่ม

เคล็ดลับการประคองชีวิตคู่ให้อยู่รอดในระหว่างการว่างงาน

ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและสถานการณ์การเงินไม่มั่นคง หลายคนได้รับผลกระทบหนัก ไม่มีงาน ไม่มีเงิน เป็นเรื่องน่ากลัว บางครอบครัวร่วมกันเผชิญปัญหาฝ่าฟันอุปสรรคอย่างกล้าหาญ แต่บางคนกลัวและเครียด ระเบิดอารมณ์ใส่กันรุนแรงจนครอบครัวแตกแยก ขาดความเห็นอกเห็นใจต่อกัน โดยเฉพาะผู้ชายในฐานะผู้นำครอบครัวจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่แล้ว หากทางบ้านไม่เข้าใจติติงและเรียกร้องโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้มาก จะรู้สึกเหมือนล้มเหลวและทนกับสภาพนี้ไม่ไหว ทุกสิ่งจะเลวร้ายลง วิกฤตการณ์ทางการเงินจะกลายเป็นวิกฤติคู่สมรสและสิ่งที่ตามมาคือการหย่าร้าง แต่การฝึกใจและเปลี่ยนทัศนคติจะสร้างความแตกต่างและประคับประคองครอบครัวจนกว่าจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

เคล็ดลับการประคองชีวิตคู่ให้อยู่รอดในระหว่างการว่างงาน มีดังนี้

ฝึกทัศนคติเชิงบวก

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่างงานหรือถูกปรับลดเงินเดือนทำให้ครอบครัวชักหน้าไม่ถึงหลัง เขาหรือเธอต้องการความรักและการสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไขจากคู่ครอง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความรู้สึกวิตกกังวลและไม่มั่นใจ ฝ่ายสนับสนุนควรลืมความทุกข์ของตัวเองไปสักพัก ฝึกใจให้จดจ่ออยู่กับอีกฝ่าย การให้กำลังใจง่าย ๆ อย่างเช่น เตรียมอาหารมื้อพิเศษเป็นเมนูโปรดราคาไม่แพง นั่งกินข้าวพร้อมกันบ่อย ๆ จะส่งเสริมกำลังใจแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะพบกับปัญหาและอุปสรรคชีวิตอย่างไร เรายังคงให้ความสำคัญกับชีวิตกันและกัน มีความสุขและรอยยิ้มได้เสมอ

พูดระบายความรู้สึกออกมาให้หมด

ผู้ชายมักจะอ่อนไหวกับความรู้สึกว่าผู้ชายไม่ควรร้องไห้ เวลาเกิดปัญหาฝ่ายภรรยาควรนั่งเคียงข้างปล่อยให้เขาพูดหรือร้องไห้ออกมาอย่างไม่ต้องอาย ไม่ต้องกอด ไม่ต้องพูดปลอบประโลม เว้นแต่เขาจะร้องขอเพื่อให้ความรู้สึกเครียดและทุกข์ผ่อนคลายลง ไม่เก็บกดอารมณ์จนต้องระเบิดออกมารุนแรง

สนับสนุนด้วยการประหยัด

หากมีลูกโตพอ ควรอธิบายให้เข้าในสถานการณ์ของครอบครัว แนะนำว่าควรทำอะไรที่จะช่วยกันประหยัดได้บ้าง อาจปรึกษากันลองหางานทำเสริมเพื่อช่วยเหลือครอบครัว การรัดเข็มขัดไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เป็นความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และความเคารพต่อพ่อแม่ที่ต้องการพลังใจมากที่สุดในเวลานี้

บอกรักกันบ่อย ๆ

พูดถึงสิ่งดีและชื่นชมความสามารถของอีกฝ่าย แสดงความเชื่อใจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นสองคนจะรับมือกับปัญหาได้ คนเรามีปัญหาการเงินมักจะขุ่นเคืองกันและอดที่จะพูดจาแขวะกันไม่ได้ แม้ว่าเราจะรู้สึกผิดหวังในตัวคู่ครองแต่จะต้องฝึกใจให้มองข้ามความล้มเหลวในช่วงเวลานั้น อย่าขุดคุ้ยสิ่งไม่ดีของอีกฝ่ายมาตำหนิกัน ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม เพราะอาจกลายเป็นตัวจุดชนวนให้ขุ่นเคืองใจกัน เกิดเป็นรอยร้าวที่ยากจะประสาน โปรดจำไว้ว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากคือนาทีพิสูจน์รักแท้ ไม่ว่าจะมีเงินทองมากมายหรือไม่มีเลย ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็จะไม่เปลี่ยนแปลงและมีความเชื่อมั่นศรัทธาว่าจะผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน

เมื่อวิกฤตการเงินโจมตี ฝึกใจอย่างไรไม่ให้ชีวิตคู่ล่ม

ครองตัวเป็นโสด ฝึกใจอย่างไรให้มีความสุข

ครองตัวเป็นโสด ฝึกใจอย่างไรให้มีความสุข

การครองสถานะโสดทำให้หลายคนมีความสุขเมื่ออยู่คนเดียว ได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ ไม่มีใครรบกวนและไม่ต้องปรับตัวตามใจคนอื่น แต่การใช้ชีวิตโสดมักจะมีเรื่องกวนใจอยู่เสมอ ต้องฝึกใจให้หนักแน่นไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดกันอย่างไร ควรรู้สึกแฮปปี้กับความโสดที่เราเลือกเอง ดีกว่าผูกติดกับคนไม่ดีหรือมีอันต้องเลิกราในภายหลัง บางคนรู้สึกวิตกกังวลเมื่ออยู่ตามลำพัง ความทุกข์จากความเหงาส่งผลเสียต่อสุขภาพใจ อย่าปล่อยให้ตัวเองซึมเศร้านานเกินไป

ขอแนะนำให้ลองรับมือกับความโสดตามวิธีการต่อไปนี้

เลี้ยงสัตว์ไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา เลือกประเภทน่ารักเลี้ยงง่ายและสุขภาพดีไม่เป็นภาระสำหรับคนที่อยู่เพียงลำพัง สุนัขหรือแมวเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดทำให้บ้านมีชีวิตชีวามากขึ้น หรือลองเลือกสัตว์ประเภทอื่นที่ไม่ต้องใช้เวลาด้วยมากนัก เช่น เลี้ยงนกแก้วในกรง เลี้ยงปลาในตู้กระจก ดูเล่นเพลิน ๆ บรรเทาความเครียดให้ผู้ที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ป้องกันภาวะซึมเศร้าและจิตใจห่อเหี่ยวได้ ควรเลือกกรงนกหรือตู้ปลาที่แข็งแรงอยู่ในสภาพดีใช้งานได้นาน เพียงจัดเตรียมอาหารและน้ำสะอาดเท่านั้น

การทำงานบ้าน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ตัวเองยุ่ง ๆ ฝึกใจให้จดจ่อกับงานบ้านจนไม่รู้สึกกังวลการไม่มีคนรักหรือครอบครัว เอาเวลาคิดมากนั้นมาทำอาหาร กวาดถูบ้าน ซักเสื้อผ้า จดรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันและจัดการให้เสร็จไปทีละอย่าง ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องจับเจ่านั่งเศร้าอีกต่อไป

ใช้โซเชียลมีเดียเท่าที่จำเป็น แม้ว่าสื่อสังคมออนไลน์จะเปิดโลกให้กว้างไกล ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ และกิจกรรมของคนอื่น ๆ แต่บางครั้งการมองคนอื่นมากเกินไป เห็นใคร ๆ โพสต์รูปถ่ายในโซเชียลมีเดียจะทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย อาจเกิดการเปรียบเทียบว่าทำไมคนอื่นมีความสุขกับช่วงเวลาดี ๆ ทำให้คนโสดรู้สึกเหงากว่าเดิม เพราะขาดกิจกรรมครอบครัว อาจเป็นสาเหตุทำให้เครียดเพิ่มขึ้น เมื่ออยู่คนเดียวจึงควรฝึกใจมองสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างในแง่ดี ลดเวลาสอดส่องโซเชียลมีเดียให้น้อยลงก็จะทำจิตใจให้สงบได้รับมือกับความโสด

ถ้าเป็นคนโสดที่ต้องการเพื่อนคู่คิด แต่ก็ไม่อยากมีคู่ครอง ก็ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นตัวเองจากคนทั้งโลก ลองพิจารณาการรับคนมาอยู่ร่วมชายคา ไม่ว่าจะเป็นญาติหรือเพื่อนสนิท ใครสักคนที่ไว้ใจได้ เข้ากันได้และไม่ก่อปัญหาจุกจิกกวนใจให้เครียดมากขึ้นไปอีก ก่อนอื่นต้องตกลงกันให้ดีว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร คุยเรื่องสำคัญอย่างความสะอาด ความเป็นส่วนตัว กิจกรรมประจำวัน และบุคคลที่จะเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราว เพื่อที่ทั้งคู่จะอยู่ร่วมบ้านกันอย่างมีความสุข ไม่มีพฤติกรรมขุ่นข้องหมองใจทำให้ต้องหันหลังแยกทางและเสียความรู้สึกต่อกันในภายหลัง

ความจริงแล้วการอยู่คนเดียวเป็นข้อได้เปรียบ ทำให้มีเวลามองทบทวนชีวิตและประสบการณ์ที่ผ่านมา เห็นคุณค่าในตนเองและรักตัวเอง ซึ่งเป็นพลังบวกทำให้ชีวิตโสดมีคุณค่าและมีความสุขได้ด้วยตัวเอง

วิธีการฝึกใจได้ผลดี ฝึกใจอย่างไรให้ไม่ให้ขี้เกียจ

วิธีการฝึกใจได้ผลดี ฝึกใจอย่างไรให้ไม่ให้ขี้เกียจ

ความขี้เกียจ นับเป็นอุปสรรคต่อการเรียนและการทำงาน ทำให้ง่วงนอน ซึมเศร้า เคลื่อนไหวช้า รู้สึกสมองตื้อ โดยเฉพาะหากต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ก็จะเกิดการผัดวันประกันพรุ่ง กระทบต่อภาพลักษณ์ ความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นในการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นในระยะยาวด้วย

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจที่ได้ผลดีมาฝาก เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

1. การมีเป้าหมายที่ชัดเจน

การตั้งเป้าหมายของชีวิตให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในวัยเรียนหรือทำงาน ก็ควรมีเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เพื่อช่วยให้วางแผนชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น การไม่มีเป้าหมายที่ตั้งใจด้วยตัวเองมักจะทำให้ขี้เกียจ มีความเบื่อหน่ายง่ายไม่อดทนและผัดผ่อนการทำงานไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้การวางเป้าหมายจะต้องมีลักษณะที่จับต้องได้ เช่น ตั้งใจว่าจะทำงานที่เจ้านายสั่งให้สำเร็จ 5 ชิ้นภายใน 3 เดือน หรือต้องมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 20,000 บาทใน 3 เดือน เป็นต้น

2. มองส่วนดีของงาน

นอกจากนี้การมองให้เห็นข้อดีของการทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความท้อแท้และความขี้เกียจได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะที่มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานเจ้านายหรือลูกน้อง หากมองที่ข้อดีบ่อย ๆ ก็จะทำให้ขยันมากขึ้นได้ เช่น งานที่ทำอยู่มีความมั่นคง เงินเดือนที่ได้รับเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายส่วนตัวและจำเป็นสำหรับค่าเล่าเรียนบุตร การทำงานล่วงเวลาทำให้มีเงินเก็บออมสำหรับอนาคตของครอบครัวมากขึ้น เป็นต้น

วิธีการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจที่ได้ผลดี

3. เสนอไอเดียให้มากขึ้น

สำหรับผู้ที่ทำงานแนวครีเอทีฟที่ต้องสร้างงานใหม่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือการต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หากมีความขี้เกียจก็จะกระทบต่อความก้าวหน้าในงานอย่างมาก วิธีแก้คือการพยายามคิดโปรเจ็กต์และเสนอไอเดียต่อทีมงานให้มากที่สุด เพื่อให้รู้สึกมีส่วนร่วมและทำให้กระตือรือร้นที่จะทำงานชิ้นนั้นให้สำเร็จมากขึ้น ซึ่งผลงานที่ได้จะสร้างความภูมิใจและทำให้คุณมีไฟในการทำงานมากขึ้นได้

4. แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

การทำงานในทุกสถานที่ย่อมมีปัญหาที่บั่นทอนความขยัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนที่ทำงานหลากหลายแห่งจะทำให้เห็นแนวทางแก้ปัญหาทั้งเรื่องคนและระบบงานมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าหลายแห่งมีปัญหามากกว่าและขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานมากกว่า คุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองโชคดีและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานของคุณให้ดีมากขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจ และเสริมสร้างความขยัน เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความสุขและความก้าวหน้าในอาชีพการงาน หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางที่คุณจะนำไปปรับใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำงานมากยิ่งขึ้น

วิธีการฝึกใจให้ประหยัด 2019

วิธีการฝึกใจให้ประหยัด 2019

ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สังคมและเศรษฐกิจมีความผันผวนมาก แต่ละคนจึงต้องหาวิธีในการประหยัดหรือควบคุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งวิธีการฝึกใจให้ประหยัดสามารถทำได้หลายเทคนิค ดังที่เราได้รวบรวมมาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม ดังนี้

1. คิดเสียว่าการดูภาพยนตร์ในโรงหนังเป็นเรื่องไม่จำเป็น ลองลดจำนวนครั้งในการดูหนังในโรงภาพยนตร์ลงไป ด้วยการเปลี่ยนไปใช้วิธีการซื้อโปรแกรมดูหนังผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่มีการคิดค่าใช้จ่ายแบบรายเดือนหรือรายปีแทน จะทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันมีหลายบริษัทให้บริการหนังในระบบสตรีมมิ่งที่ทำให้สามารถดูออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในด้านความคมชัดของภาพและเสียง และด้วยระบบเทคโนโลยี 4G และโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ รวมถึงแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก็ทำให้คุณได้อรรถรสในการดูหนังผ่านหน้าจออุปกรณ์เหล่านี้ ใกล้เคียงกับการดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้เช่นกัน

2. ฝึกเลือกซื้อเสื้อผ้าด้วยการเน้นที่คุณภาพ การซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นหรือซื้อที่ราคาถูกมาก อาจทำให้เบื่อง่ายเพราะตกเทรนด์ หรือใช้งานได้ในระยะเวลาสั้นเพราะเสื้อผ้าเสียทรง เนื้อผ้าเป็นขุยสวมใส่ไม่สบาย ฯลฯ จึงควรฝึกใจ ตั้งใจซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะใช้ได้นาน จึงจะเป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าและช่วยให้ประหยัดได้จริง ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกแบบที่ใส่สบาย สีสันไม่ฉูดฉาด เนื้อผ้าเหมาะกับฤดูกาล จึงจะทำให้คุณเลือกหยิบใช้ได้บ่อยยิ่งขึ้น

3. ให้ความสำคัญกับอาหารที่ทำเองในครอบครัว การทำอาหารรับประทานเอง นอกจากจะสามารถเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ทำเมนูอาหารที่ตัวเองและสมาชิกแต่ละคนชื่นชอบได้แล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ สามารถเรียนรู้เมนูอาหารใหม่ ๆ ผ่านคลิปในเว็บไซต์ YouTube.com หรือรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับอาหารซึ่งมีอยู่มากมายในปัจจุบันได้ด้วย

4. เห็นความสำคัญของการดื่มน้ำเปล่า ผักผลไม้สดมากกว่า การดื่มน้ำอัดลมกระป๋องหรือผักผลไม้กล่อง ที่มักจะมีราคาแพงและมีการเติมน้ำตาล เพื่อปรับรสชาติให้หวาน ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานในระยะยาวได้

5. ใช้บริการรถรับส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT รถเมล์ รถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ แทนการขับรถส่วนตัวบ้าง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าเช่าที่จอดรถ ซึ่งนับเป็นจำนวนเงินหลายพันบาทต่อเดือน

เห็นได้ว่า วิธีการฝึกใจให้ประหยัดต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิธีการคิดและไลฟ์สไตล์ในแต่ละวัน หวังว่าทุกท่านจะนำวิธีที่กล่าวมาไปปรับใช้ตามสถานการณ์ได้ตามความเหมาะสม

การฝึกใจให้ประหยัดสามารถทำได้หลายเทคนิค

9 วิธีฝึกใจอย่างไร ให้กลายเป็นคนแข็งแกร่ง เพื่อก้าวไปข้างหน้า

9 วิธีฝึกใจอย่างไร ให้กลายเป็นคนแข็งแกร่ง เพื่อก้าวไปข้างหน้า

1. อยู่กับตัวเอง

หาเวลาว่างเล็กน้อยต่อวัน เพื่อระลึกถึงสิ่งที่อยากทำ ทำให้เรามีแรงจูงใจนำไปสู่เป้าหมายความสำเร็จในอนาคตของตัวเอง

2. ทำในสิ่งที่ท้าทาย

ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ช่วยให้คุณก้าวออกจากความกลัว มันคือการท้าทายตัวเอง ถ้าสามารถผ่านมันไปได้จะทำให้มุมมองของตัวเองเปลี่ยนไป

3. บันทึกเรื่องราวดี ๆ

สิ่งไหนที่คุณทำแล้วมีความสุข ลองจดใส่สมุดดู จะช่วยปรับทัศนคติมุมมองของคุณ ช่วยให้คุณเป็นคนที่มีจิตใจแข็งแกร่ง

4. ดูแลสุขภาพ

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จะช่วยพัฒนาจิตใจของเรา ควรเปลี่ยนตัวเองให้พักผ่อนมากขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น

5. ให้กำลังใจตัวเอง

การพูดแต่สิ่งงดี ๆ ต่อตัวเอง มันมีผลต่อความรู้สึกมาก ดังนั้นลองพูดสิ่งดี ๆ ต่อตัวเอง จะปลดล็อคศักยภาพของคุณ

6. รู้ทันความรู้สึกของตัวเอง

บางคนที่มีความรู้สึกเศร้า หรือรู้สึกกลัว จึงไม่กล้าแสดงมันออกมา แต่ถ้าคุณมัวแต่เก็บความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้มันจะมีผลต่ออารมณ์และการตัดสินใจของคุณ

7. ตั้งเป้าวันเริ่มเป้าหมาย

บางคนฝัน “สักวันจะต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเอง” แต่คุณคิดไหมว่า สักวันหนึ่ง คือวันไหน และเมื่อไหร่จะลงมือทำสักที

8. ใช้เวลาอยู่กับคนสำคัญให้มากขึ้น

การมอบเวลาให้กับคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว หรือเพื่อนสนิท เพราะการมีเวลาให้กับคนที่เรารักจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

9. ให้คุณค่ากับชีวิตตัวเอง

ให้คุณค่าชีวิตกับตนเองมอบสิ่งดี ๆ ให้กับตนเอง หรือจะเป็นการเอาใจใส่สิ่งแวดล้อม ถึงแม่จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเสียสละเป็นคุณสมบัติของผู้ที่แข็งแกร่ง

9 วิธีฝึกใจอย่างไร ให้กลายเป็นคนแข็งแกร่ง เพื่อก้าวไป

วิธีฝึกระงับอารมณ์โกรธของตนเอง

วิธีฝึกระงับอารมณ์โกรธของตนเอง

อารมณ์โกรธ เชื่อว่าต้องเป็นกันทุกคน เวลาโมโหก็มักจะ ด่าทอ ใจร้อน ชอบทำลายข้าวของ เวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ เช่น เวลารถติดไฟแดงนานๆ เล่นพนัน hero88.co เสียทรัพย์ ก็มักจะมีอาการหงุดหงิด หัวเสีย กันบ้าง ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ก็ควรที่จะต้องรู้จักการระงับอารมณ์โกรธของตัวเองได้แล้ว ก่อนที่อารมณ์เหล่านี้จะกลายเป็นเรื้อรังที่อาจจะรักษาได้ยาก เพราะฉะนั้นควรจะฝึกตัวเองให้จัดการกับอารมณ์โกรธ ฉุนเฉียวเหล่านี้ได้แล้ว

การทำจิตใจให้สงบเวลามีอารมณ์โกรธ

1. มองโลกในแง่ดี การที่เราจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งดีๆรอบตัวก็สามารถผ่อนคลายอารมณ์โกรธลงได้ หลับตาแล้วนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ ลบความคิดที่ไม่ดีออกไป

2. ฟังเพลงชิลล์ ๆ ผ่อนคลายอารมณ์ด้วยเสียงดนตรีที่ชอบ นักร้องที่ชอบ หรือจะเป็นดนตรีแนวคลาสสิคหรือแจ๊ส ก็ช่วยได้

3. นึกถึงสถานที่ที่สงบ หลับตาแล้วจินตนาการสถานที่ที่เงียบสงบ หรือสถานที่ที่คุณชอบ เช่น น้ำตก หรือ ทะเล ยิ่งเราจดจ่ออยู่กับจินตนาการ ก็ยิ่งผ่อนคลายได้

4. นั่งสมาธิ การนั่งสมาธิจะช่วยให้จิตใจเราสงบ ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกว่าควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้ ให้ลองนั่งสมาธิดู จะช่วยให้เราใจเย็นขึ้น

5. การนับเลขถอยหลัง ไม่ว่าจะเป็นการนับเสียงดัง หรือเสียงเบา ก็ช่วยให้จิตใจที่กำลังโกรธอยู่ สงบลงได้

6. ฝึกสูดลมหายใจเข้า การสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จะช่วยทำให้จิตใจสงบ จดจ่ออยู่กับลมหายใจ ไม่ให้มีอะไรมากวนใจ

7. เต้น เมื่อเวลาที่รู้สึกโกรธ ลองเปิดเพลงที่มีจังหวะมันส์ ๆ การเต้นจะทำให้เราไม่คิดเรื่องที่ทำให้โกรธ และช่วยทำให้รู้สึกดีมากขึ้น

8. ควบคุมอารมณ์โกรธตนเอง เวลาที่มีอารมณ์โกรธก็มักจะทำร้ายตัวเอง ทำลายข้าวของ หรืออาจจะทำร้ายคนอื่น ลองถามตัวเองดูว่าสิ่งทำลงไป มันดีขึ้นหรือแย่ลง และสงบสติอารมณ์ของตัวเองดีกว่า

9. เดินเล่น การที่เราอยู่ห่างจากที่ที่ทำให้เราหงุดหงิด หรืออารมณ์เสีย การเดินเล่นช่วยให้จิตใจสงบ มีเวลาให้เราคิดทบทวบและไตร่ตรองอารมร์ของตัวเองมากขึ้น

วิธีฝึกระงับอารมณ์โกรธ

วิธีฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

วิธีฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

ความขี้เกียจเรียกว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน หรือการทำงาน เราจะมีวิธีการฝึกใจอย่างไร ให้เอาชนะความขี้เกียจที่มักมาเยือนบ่อย ๆ มาดูวิธีการดี ๆ ที่เราได้รวบรวมเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จกัน

วิธีฝึกใจชนะความขี้เกียจ

การยอมรับว่ากำลังขี้เกียจ และปรึกษาหาเทคนิคจากคนรอบข้าง

หากอยู่หอพัก (วัยเรียน) เราจะมีเพื่อนสนิทที่เรียนเหมือน ๆ กัน สามารถเลือกปรึกษาคนที่มีความมุ่งมั่นและขยันสม่ำเสมอได้ว่ามีเทคนิคอย่างไร ในการฝึกใจให้สู้กับความง่วง ความเบื่อ หรืออาการท้อถอย เมื่อต้องเจอหัวข้อที่ยาก

แต่หากเป็นวัยทำงาน เราแนะนำให้ปรึกษารุ่นพี่ หรือเพื่อนสนิทในที่ทำงานที่อาจทำงานต่างสถานที่ แต่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยแบ่งปันเทคนิคการฝึกใจได้ว่าจะทำอย่างไรให้มีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอเพื่อให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดสัปดาห์

การตั้งใจแน่วแน่ว่าจะจัดตารางตัวเองใหม่

การมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรใหม่ ๆ เช่น ในปี 2019 จะเริ่มต้นการวางแผนการใช้เวลา ที่มีศักยภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม จะทำให้การฝึกใจมีรูปแบบที่จับต้องได้ มีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จสูงขึ้นที่จะเอาชนะความขี้เกียจที่จะเลิกล้มแผนการหรือบันไดสู่ความสำเร็จในอนาคต

ตัวอย่างที่สามารถทำได้ เช่น การกำหนดเวลา ตื่นนอน และการเข้านอนอย่างเป็นกิจวัตร แบ่งเวลาให้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายมีช่วงเวลาการพักผ่อนที่เต็มที่ 6-8 ชั่วโมง ในแต่ละวัน ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่านาฬิกาชีวิตของคนเราจะมีความต้องการฟื้นฟูร่างกายด้วยการสร้างฮอร์โมนช่วงประมาณห้าทุ่มถึงตีสอง การได้หลับสนิทในช่วงดังกล่าวจึงส่งผลให้ร่างกายมีความสดชื่นและไล่ความขี้เกียจระหว่างวันออกไปได้ดีขึ้น

การลงมือทำสิ่งที่นึกขึ้นได้ก่อน ไม่ต้องมีคำว่ารอ

การมีไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเวลา ดังนั้นเมื่อมีไอเดียดี ๆ ผุดขึ้นมาในสมอง ก็ควรรีบจดและทำให้เกิดผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะจะมีพลังกระตือรืนร้นที่จะทำให้จบงานนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีกำลังใจว่าได้ยืนอยู่บนพื้นที่ความสำเร็จขั้นต้นแล้ว

ส่วนการที่หลายคนไม่สามารถฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจได้ เพราะมีความเคยชินในการรอคอยเวลา มักคิดผัดวันประกันพรุ่ง มีคำว่าเดี๋ยวทำ เดี๋ยวก่อนเป็นคำพูดติดปาก จนทำให้ไม่สามารถทำงานใดเสร็จได้เป็นชิ้นเป็นอันนั่นเอง

ฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

ดังนั้น คงจะเห็นแล้วว่าการฝึกใจให้เอาชนะความขี้เกียจไม่ใช่เรื่องยากที่เกินจะปรับปรุงตัวได้ หากมีเป้าหมายว่าจะทำงาน หรือเรียนให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ก็จะยิ่งเป็นแรงผลักดันให้มีความมุ่งมั่นเอาชนะความขี้เกียจ ที่มีโอกาสสูงในการบรรลุเป้าหมายนี้อย่างแน่นอน

ฝึกใจไม่ให้หัวร้อนบนท้องถนนปี 2019

ฝึกใจไม่ให้หัวร้อนบนท้องถนนปี 2019

จากข่าวสารที่นำเสนอผ่านจอทีวีในแต่ละวันจะพบว่ามีการทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์ด้วยอาการหัวร้อน หรือโมโหหงุดหงิดใส่กันอยู่เนือง ๆ อาจเป็นเพราะต่างคนก็ล้วนรีบเร่งไปทำงานหรือมีความเครียดสะสมอยู่ จึงเกิดอาการฟิวส์ขาดได้ง่าย ๆ

ในวันนี้ เราจึงขอนำเสนอวิธีการฝึกใจเพื่อแก้ปัญหาหัวร้อนเวลาอยู่บนท้องถนน เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยและลดความขัดแย้งระหว่างกัน ดังนี้

ฝึกใจไม่ให้หัวร้อนบนท้องถนน

หัวร้อนเมื่อรถติดยาวเหยียด

หากอารมณ์ร้อนของคุณเกิดเพราะสิ่งที่เผชิญอยู่ไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการเช่นการต้องเผชิญกับรถติดยาวเป็นหางว่าว คุณควรนิ่งคิดสักเล็กน้อยแล้วถามตัวเองว่าเราจะต้องรีบไปไหนเพื่ออะไร แค่รอจังหวะเวลานิดหน่อยอีกไม่นานก็จะผ่านไปแล้ว ควรถือเอาโอกาสนี้ในการฝึกความอดทนเสียเลย ฝึกใจคิดแบบนี้บ่อย ๆ จะทำให้คุณใจเย็นลงและรับมือกับปัญหาการจราจรที่ติดขัดของเมืองไทยอย่างมืออาชีพยิ่งขึ้น

หัวร้อนเมื่อมีผู้ขับขี่ปาดหน้า

ไม่ว่าจะโกรธมากเพียงใด คุณไม่ควรแสดงอารมณ์โมโหด้วยการบีบแตรไล่อย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะนั่นเท่ากับเป็นการเปิดศึกและทำให้เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทได้ คุณเพียงส่งสัญญาณไฟหรือบีบแตรครั้งเดียวให้ผู้ขับขี่ที่ไร้มารยาทรู้ว่ากำลังถูกตำหนิก็เพียงพอแล้ว และ หากมีแนวโน้มว่าเรื่องจะไม่จบง่าย ๆ ควรมองหาป้อมตำรวจเพื่อช่วยในการไกล่เกลี่ยและมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จราจรเป็นผู้ตักเตือนจะดีกว่า

ทั้งนี้หากคุณคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยและไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ ก็อาจปล่อยผ่านให้เป็นสิ่งเตือนสติคุณว่าโชคดีแค่ไหนที่คุณขับรถมาด้วยความระมัดระวัง ต่อไปคุณก็จะยิ่งเห็นคุณค่าของความไม่ประมาทยิ่งขึ้นด้วย

เมื่อรถคันอื่นเปิดเครื่องเสียงดังรบกวนคุณ

หากคุณเคยจอดรถใกล้ ๆ กับคันที่เปิดเพลงเสียงดังช่วงรถติด คงจะเข้าใจถึงความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญ โดยเฉพาะหากเป็นเพลงที่ไม่ตรงกับรสนิยมของคุณเอาเสียเลย กรณีนี้คุณสามารถคิดในลักษณะว่าผู้ขับขี่คันนั้นอาจกำลังง่วงจึงต้องเปิดเพลงดัง ๆ หรืออาจอยู่ในวัยคึกคะนองที่คุณไม่ควรไปเสียเวลาหงุดหงิดอารมณ์ใส่

อาศัยโอกาสนี้ทำความเข้าใจกับรสนิยมทางเสียงเพลงที่แตกต่างกันเสียดีกว่า ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพลงที่จะดังฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองในอนาคตที่ทำให้คุณกลายเป็นคนนำสมัยร้องได้ก่อนใครก็เป็นได้

ฝึกใจไม่ให้หัวร้อน

จะเห็นได้ว่า อาการหัวร้อนระหว่างการขับขี่สามารถจัดการได้ที่ตัวคุณเอง แม้ว่าจะมีปัจจัยที่ชวนให้โมโหหรือเสียสมาธิในการขับขี่มากเพียงใดก็ตาม หากคุณฝึกใจให้มีความอดทน และใจเย็นขึ้นจะช่วยลดจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ บนท้องถนนลงไปได้ด้วย

ฝึกใจอย่างไร ให้ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

ฝึกใจอย่างไร-ให้ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

การทำงานบริการจำเป็นต้องมีการติดต่อประสานงานทั้งกับลูกค้าและทางบริษัท ซึ่งในแต่ละวันต้องรับมือกับปัญหาที่หลากหลาย รวมทั้งอารมณ์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การฝึกใจเพื่อให้ทำงานสายบริการอย่างมีความสุขจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุดและทำให้คุณมีรอยยิ้มสดใสได้ทั้งวัน

ฝึกใจ ให้ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

ต้องลองเปลี่ยนมุมมองดูบ้าง

การปรับเปลี่ยนมุมมองโดยการใส่ใจในความต้องการของลูกค้า โดยให้สมมติว่าคุณกำลังเป็นผู้มาใช้บริการ ย่อมจะทำให้คุณเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้นว่าลูกค้าย่อมคาดหวังให้เจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์บริการเป็นผู้ที่รู้จักสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ตลอดจนระบบขั้นตอนต่าง ๆ ขององค์กรเพื่อที่จะแนะนำผู้ใช้บริการได้อย่างดีที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกค้ามักมีคำถามมากมายทั้งในตัวสินค้าและการบริการหลังการขายต่าง ๆ หากฝึกใจคิดเช่นนี้ได้บ่อย ๆ จะทำให้คุณเป็นผู้ให้การบริการที่มีความภาคภูมิใจในคุณค่าของตัวเองยิ่งขึ้น

น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก

เป็นคำโบราณที่ใช้ได้อย่างยิ่งสำหรับผู้ทำงานสายบริการ ไม่ว่าจะทำงานในแผนกต้อนรับประชาสัมพันธ์ งานในโรงพยาบาล งานขายในห้างสรรพสินค้า งานบริการแขกที่พักในโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ

เพราะการรู้จักข่มอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจไว้ ย่อมดีกว่าการระเบิดอารมณ์ออกมาปะทะลูกค้า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกผ่านคำพูด สีหน้า แววตา โดยตรงหรือลับหลัง การไปนินทาหรือโพสต์ตามสื่อออนไลน์ช่องทางต่าง ๆ ล้วนแต่จะเกิดผลเสียย้อนกลับมาสู่องค์กรที่คุณทำงานอยู่ (แม้ว่าอาจไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุมาจากคุณก็ตาม)

และแน่นอนว่าจะส่งผลต่อความอยู่รอดและมั่นคงขององค์กร (หากลูกค้าไม่มาใช้บริการ ย่อมมีสิทธิ์ที่บริษัทจะลดคนทำงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายไปด้วย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณก็เป็นหนึ่งคนที่มีสิทธิ์ถูกปลดเช่นเดียวกัน)

ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

การให้ความเอื้อเฟื้อต่อลูกค้าเช่นเดียวกับคนในครอบครัว

หากคุณฝึกใจยกระดับความเมตตาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จากที่เคยมองว่าลูกค้าที่มาใช้บริการกันอย่างล้นหลามเป็นตัวการที่ทำให้คุณต้องเหน็ดเหนื่อย เปลี่ยนมาเป็นว่าลูกค้าที่มาก็เหมือนการรวมญาติที่รู้จักคุ้นเคยกัน เพราะลูกค้าที่มาหลายท่านก็เป็นลูกค้าประจำ และอีกไม่น้อยที่เป็นลูกค้าใหม่ ซึ่งหากประทับใจในสินค้าและการให้บริการ ก็จะกลายเป็นลูกค้าประจำในอนาคตได้

การที่ลูกค้าไว้วางใจในบริษัทที่คุณทำงานจึงเป็นเรื่องดี ทำให้บริษัทเติบโตมียอดขายสินค้าและบริการสูงขึ้น และทำให้คุณอาจได้รับเงินโบนัสที่เพิ่มขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำงานบริการจำเป็นต้องมีมุมมองที่ถูกต้อง และมุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จขององค์กรโดยภาพรวม เพราะการเจริญก้าวหน้าของบริษัทก็ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงและรายได้ของคุณโดยตรง เราหวังว่าการฝึกใจตามที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นประโยชน์ที่ ทำให้คุณในฐานะผู้ให้บริการทำงานด้วยความสุขใจมากยิ่งขึ้น

ความเชื่อ ศรัทธา หรือ งมงาย

ศรัทธา หรือ งมงาย

มนุษย์เราทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนแต่มีศาสนาที่ตนเองนับถือแตกต่างออกกันไป ศาสนาก็แยกออกเป็นหลายศาสนา อาทิเช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ฯลฯ แต่ศาสนาทุกศาสนาล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายไปในทิศทางเดียวกัน คือสอนให้ทุกๆ คน เป็นคนดี นั่นคือหลักคำสอนของศาสนาทุกๆ ศาสนา

ว่าด้วยเรื่อง ความเชื่อ ศรัทธา หรือ งมงาย วันนี้จะขอพูดในเรื่องของการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธที่มีความเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่านอกจากการกราบไหว้พระพุทธรูปแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวพุทธของเราให้การกราบไหว้และ บูชาเสื่อมใสศรัทธา นั่นคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ต้นตะเคียน กุมารทอง เครื่องรางของขลัง และอื่นๆ อีกมากมาย ชาวพุทธเชื่อว่าการกราบไหว้บูชาขอพร หรือบนบานศาลกล่าว จะช่วยให้พวกเขานั้นได้สิ่งที่ปรารถนาตามที่ขอไป ไม่ว่าจะเป็นการขอให้มีบุตร ขอให้สำเร็จในเรื่องต่างๆ ขอให้รอดพ้นจากการเป็นทหาร หรือแม้กระทั่งการขอให้ถูกหวย เมื่อได้ในสิ่งที่ขอไปแล้วนั้นสมดั่งปรารถนาได้ตามที่ตนเองนั้นต้องการก็จะมีพิธีการนำของมาเซ่นไหว้ หรือเรียกว่าพิธีแก้บนนั่นเอง บ้างก็จะบนบานกันไปต่างๆ นาๆ ว่าหากสำเร็จดั่งที่ขอไว้แล้วนั้นจะมาแก้บนด้วยไข่ต้ม ผลไม้ น้ำอัดลม นม ฯลฯ ในเรื่องของที่นำมาแก้บนก็ล้วนแตกต่างกันออกไปตามที่บนบานพูดกล่าวเอาไว้ ความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะกล่าวว่าเป็นเรื่องงมงายนั้นก็ไม่อาจใช่ไปซะทีเดียว แต่นั่นอาจเป็นเพราะความเชื่อส่วนตัวของแต่ละบุคคล เพราะบางกลุ่มคนที่ขอได้ก็จะศรัทธาเลื่อมใสมาก แต่หากบางกลุ่มคนที่ไม่ได้ศรัทธาจะมองว่ามันเป็นเรื่องงมงายไร้สาระเสียมากกว่า แต่ไม่ว่าจะมองกันไปในทิศทางใดก็ล้วนขึ้นอยู่ที่แต่ละตัวบุคคลว่าจะมีมุมมองแบบใดก็ขึ้นอยู่ที่ความสบายใจของแต่ละบุคคล

การที่เราจะมีความเชื่อ ความศรัทธา หรือ งมงายสิ่งใดนั้นไม่ได้ผิด แต่การที่เราจะเชื่อ หรือ ศรัทธาสิ่งใดก็ขอให้ทุกคนจงใช้สติและมีเหตุผลเข้ามาเป็นตัวช่วยมีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์ และแยกแยะ เพราะหากเจอสิ่งที่ดีก็ถือเป็นสิริมงคลแก่ตัวท่านเอง แต่ถ้าหากถูกหลอกให้งมงายจนเกินไปอาจจะเสียทั้งทรัพย์สินและเงินทองได้เลยทีเดียว ฉะนั้นไม่ว่าจะทำการสิ่งใดสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตคือ การมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาเมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยการไม่ประมาท คิดดี พูดดี ปฏิบัติดี สิ่งดีๆ ก็จะตามมา สาธุ