วิธีฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

วิธีฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

ความขี้เกียจเรียกว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน หรือการทำงาน เราจะมีวิธีการฝึกใจอย่างไร ให้เอาชนะความขี้เกียจที่มักมาเยือนบ่อย ๆ มาดูวิธีการดี ๆ ที่เราได้รวบรวมเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จกัน

วิธีฝึกใจชนะความขี้เกียจ

การยอมรับว่ากำลังขี้เกียจ และปรึกษาหาเทคนิคจากคนรอบข้าง

หากอยู่หอพัก (วัยเรียน) เราจะมีเพื่อนสนิทที่เรียนเหมือน ๆ กัน สามารถเลือกปรึกษาคนที่มีความมุ่งมั่นและขยันสม่ำเสมอได้ว่ามีเทคนิคอย่างไร ในการฝึกใจให้สู้กับความง่วง ความเบื่อ หรืออาการท้อถอย เมื่อต้องเจอหัวข้อที่ยาก

แต่หากเป็นวัยทำงาน เราแนะนำให้ปรึกษารุ่นพี่ หรือเพื่อนสนิทในที่ทำงานที่อาจทำงานต่างสถานที่ แต่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยแบ่งปันเทคนิคการฝึกใจได้ว่าจะทำอย่างไรให้มีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอเพื่อให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดสัปดาห์

การตั้งใจแน่วแน่ว่าจะจัดตารางตัวเองใหม่

การมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรใหม่ ๆ เช่น ในปี 2019 จะเริ่มต้นการวางแผนการใช้เวลา ที่มีศักยภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม จะทำให้การฝึกใจมีรูปแบบที่จับต้องได้ มีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จสูงขึ้นที่จะเอาชนะความขี้เกียจที่จะเลิกล้มแผนการหรือบันไดสู่ความสำเร็จในอนาคต

ตัวอย่างที่สามารถทำได้ เช่น การกำหนดเวลา ตื่นนอน และการเข้านอนอย่างเป็นกิจวัตร แบ่งเวลาให้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายมีช่วงเวลาการพักผ่อนที่เต็มที่ 6-8 ชั่วโมง ในแต่ละวัน ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่านาฬิกาชีวิตของคนเราจะมีความต้องการฟื้นฟูร่างกายด้วยการสร้างฮอร์โมนช่วงประมาณห้าทุ่มถึงตีสอง การได้หลับสนิทในช่วงดังกล่าวจึงส่งผลให้ร่างกายมีความสดชื่นและไล่ความขี้เกียจระหว่างวันออกไปได้ดีขึ้น

การลงมือทำสิ่งที่นึกขึ้นได้ก่อน ไม่ต้องมีคำว่ารอ

การมีไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเวลา ดังนั้นเมื่อมีไอเดียดี ๆ ผุดขึ้นมาในสมอง ก็ควรรีบจดและทำให้เกิดผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะจะมีพลังกระตือรืนร้นที่จะทำให้จบงานนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีกำลังใจว่าได้ยืนอยู่บนพื้นที่ความสำเร็จขั้นต้นแล้ว

ส่วนการที่หลายคนไม่สามารถฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจได้ เพราะมีความเคยชินในการรอคอยเวลา มักคิดผัดวันประกันพรุ่ง มีคำว่าเดี๋ยวทำ เดี๋ยวก่อนเป็นคำพูดติดปาก จนทำให้ไม่สามารถทำงานใดเสร็จได้เป็นชิ้นเป็นอันนั่นเอง

ฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

ดังนั้น คงจะเห็นแล้วว่าการฝึกใจให้เอาชนะความขี้เกียจไม่ใช่เรื่องยากที่เกินจะปรับปรุงตัวได้ หากมีเป้าหมายว่าจะทำงาน หรือเรียนให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ก็จะยิ่งเป็นแรงผลักดันให้มีความมุ่งมั่นเอาชนะความขี้เกียจ ที่มีโอกาสสูงในการบรรลุเป้าหมายนี้อย่างแน่นอน

ฝึกใจ ไม่ให้หัวร้อน เวลาขับรถ ปี 2018

ฝึกใจ ไม่ให้หัวร้อน เวลาขับรถ ปี 2018

การ ฝึกใจ ให้ลดความ หัวร้อน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ขับขี่รถ ในยุค 2018 เนื่องจากเราอยู่ในสังคมที่รีบเร่งและมีการแข่งขันกันสูง ทำให้ย่อมเกิดการ กระทบกระทั่ง กันง่าย หากไม่มีใครยอมใคร หรือ ไม่คิดถึงผลเสียที่จะตามมา ก็จะเกิดการ ปะทะ และเป็นเรื่องราวใหญ่โตตามมาได้ ทั้งนี้ในปัจจุบันเราเห็นข่าวการ ปะทะ กันบนท้องถนนง่ายและบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปะทะทางคำพูด การชูนิ้ว การข่มขู่ การใช้อาวุธ ฯลฯ ซึ่งเดิมอาจเกิดจากเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น จากการชิงจังหวะการเปลี่ยนเลน การไม่ให้ทางกันเวลาขับรถ รวมถึงการขับรถเฉี่ยวชนแม้เพียงเล็กน้อย ฯลฯ

ฝึกใจหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

การ ฝึกใจ ให้ลดความใจร้อน หรือ เรียกสติ ให้กลับมาสู่ตัว หลังความตกใจที่เกิดอุบัติเหตุ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันการแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดภัยแก่ตัวเองและผู้อื่น ซ้ำซ้อน หนักขึ้นไป อันทำให้เกิดความเสียหายในด้านต่าง ๆ ทั้งเสียความรู้สึก หงุดหงิด โมโห เสียเวลา เอาเวลาไปสนใจทำธุระ/กิจการงานดีกว่า เสียทรัพย์ การชกต่อยหรือทำลายข้าวของ-ทุบรถคู่กรณี ทำให้เป็นคดีความเสียค่าปรับได้ เสียชื่อเสียง เกิดการแพร่หลายของคลิปและเป็นข่าวให้เสียชื่อเสียงถึงวงศ์ตระกูล ฯลฯ

หากต่างฝ่ายใจเย็น และ ฝึกใจให้ นับ 1 ถึง 10 คิดเสียว่า เขาคงรีบ ก็จะทำให้ไม่มีเรื่องต่อบานปลาย แต่ที่มักเกิดเหตุซ้ำซ้อนตามมาตามพาดหัวข่าวรายวัน มักมาจากการ หัวร้อน หรือความไม่ยอมกัน ต้องการ เอาชนะ จะเอาเรื่องกันกันให้ได้ ทำให้มักมีการ สาดอารมณ์ ใส่กัน ด้วยพฤติกรรมที่เปี่ยมด้วยอารมณ์แบบไม่ยั้งคิดหรือขาดสติ ไม่ว่าจะจากคู่กรณีฝ่ายเดียว หรือทั้งสองฝ่าย ดังเห็นได้ทั้งจากข่าวสารทีวี ช่องทางออนไลน์ หรือการแชร์ต่อจากกล้องหน้ารถ ฯลฯ

การ ฝึกใจ ที่สามารถทำได้ในทุก ๆ วัน วันละบ่อยครั้ง ที่ได้ผลดี คือ การทำสมาธิ ช่วงตื่นนอน หรือ ก่อนการขับรถทุกครั้ง เพียงนั่งนิ่ง ๆ หลับตา รู้ตาม ลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ที่สั้น – ยาว ตื้น -ลึก ในแต่ละครั้ง เพียงรอบละ 1 – 3 นาที จะทำให้เป็นการ ดึงสติ ให้กลับมาอยู่กับ ปัจจุบัน ได้ดีขึ้น หรือบางคนที่ไม่ชอบนั่ง อาจใช้วิธี เดิน คล้ายการเดินจงกรม คือ ไม่ต้องหลับ แต่เป็นการเดินอย่างมีสติ โดยใช้หลักการเดียวกับการนั่งสมาธิดังที่กล่าวมา เพียงครั้งละ 5 นาที ก็จะสามารถสร้างความเคยชินให้ใจเย็น หรือ นิ่งมากขึ้น

ฝึกใจหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

การ ฝึกใจ ให้ไม่ หัวร้อน จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องใช้ท้องถนนที่แออัดร่วมกัน และโดยเฉพาะช่วงเวลาที่เร่งด่วนของเมืองใหญ่ หากสามารถทำได้เป็นประจำ เชื่อว่าจะลดอุบัติภัยจากร้ายแรงให้บรรเทาลงได้ และที่แน่นอนคือจะลดความหงุดหงิดหรืออาการ ใจลอย ระหว่างการขับรถได้เป็นอย่างมากด้วย

ฝึกใจไม่ให้โกรธ รู้ทันอารมณ์ ทำอย่างไร

อารมณ์โกรธเหมือนของบูด

คนอารมณ์ร้อนมักจะโกรธอยู่เสมอ ใจเป็นทุกข์เหมือนไฟสุมให้รุ่มร้อนและมีอารมณ์เก็บกด เมื่อถูกสะกิดเข้าก็ระเบิดออกมาง่าย ใคร ๆ ต่างเอือมระอากันหมด อยากรู้ว่ามีวิธีฝึกใจไม่ให้โกรธโดยไม่มีอารมณ์เก็บกดได้หรือไม่ ควรทำอย่างไร เรื่องนี้มีคำตอบ

เป็นธรรมดาของปุถุชนเมื่อมีคนมาด่าว่าหรือขัดอกขัดใจ ย่อมเกิดความรู้สึกโกรธแว่บแรก แต่เราต้องตั้งสติให้ดี พยายามเข้าใจความโกรธจริง ๆ ว่าเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากคำพูดที่มากระทบหูเท่านั้น ไม่ได้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจหรือก่อปัญหาแต่อย่างใด เราไม่ได้เจ็บกายอะไรเหมือนกับถูกขว้างด้วยหินด้วยมีด จะทำให้ผ่านความรู้สึกโกรธไปได้ ควรรู้เท่าทันอารมณ์ว่าโกรธแล้วก็หยุดได้ เพราะถ้าฟังแล้วเจ็บใจ ให้รู้ว่าเจ็บนานแค่ไหนความโกรธจึงบรรเทาลงซึ่งสร้างเกาะหรือภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ไม่ให้เผาใจหรือระบายออกไปในทางผิด ๆ คราวหน้าได้ยินอีกก็จะไม่โกรธแล้วหรือความโกรธลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ได้ยินแล้วโมโหโกรธาอยู่ร่ำไป ถือว่าฝึกใจไม่ได้ผล

อารมณ์โกรธเหมือนของบูด

อารมณ์โกรธเป็นเหมือนของบูดเน่า ส่งกลิ่นเหม็นและไม่น่ามอง จะเห็นว่ายามโมโหใบหน้าบึ้งตึง ปากบิดเบี้ยว ตาโตเขม็งขึ้งโกรธเหมือนคนบ้า ไม่น่ามองสักนิด ใครก็เห็นว่าไม่สวย ไม่น่าเข้าใกล้ แม้แต่คนสวย ๆ เวลาบทจะโกรธขึ้นมา ขาดสติพูดจาหยาบกระด้าง มนต์เสน่ห์เสื่อมคลายหายหมด ท่าทางก้าวร้าวที่มาพร้อมกับความโกรธ เสียงตะโกนและทำกิริยาน่าเกลียดจนถึงขั้นใช้กำลังก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ในทางกลับกันหากสงบใจ ข่มอารมณ์ให้ไม่ระเบิดเปรี้ยงปร้าง แล้วพยายามบังคับตัวเองให้เอาใจออกห่างจากเหตุการณ์นั้น เมื่อเวลาผ่านไป ลองย้อนกลับไปทบทวนใหม่ว่าสาเหตุของความโกรธยังคงเป็นเรื่องใหญ่สลักสำคัญเช่นเดียวกับเมื่อตอนโมโหครั้งแรกหรือไม่ ถ้าไม่โกรธเท่าเดิม ควรให้อภัยคู่กรณี แต่ถ้าหากสิ่งที่เขาทำดูเหมือนจะยกโทษให้ไม่ได้ คงต้องใช้กลยุทธ์อื่นแก้ปัญหาตามความเหมาะสมต่อไป

การให้อภัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้อภัยอย่างไร ถ้าคุณได้ยินใครบางคนพูดว่า “ฉันยกโทษให้ แต่ไม่เคยลืม” อย่าเชื่อคำพูดนั้น เพราะถ้าเราให้อภัยใครสักคนแล้ว จะลืมรายละเอียดว่าใครคนนั้นทำอะไรไว้กับเรา ทั้งสองคนจับมือและเลิกแล้วต่อกัน เมื่อเวลาผ่านไปถ้ามีเหตุการณ์เดิมเกิดซ้ำอีก เติมเชื้อไฟให้ลุกขึ้นอีกครั้ง นั่นแสดงว่าคุณยังคงโกรธและไม่เคยอภัยให้จริง ๆ

หากเรารู้สึกโกรธ วิธีบำบัดที่ใช้ได้ผลเร็วคือการกำหนดลมหายใจเข้าและออก หายใจลึกนับ 1-5 แล้วหายใจออก ทำให้สมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจและการนับจึงเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเรื่องที่เป็นสาเหตุของความโกรธ ใจเย็นลงได้เท่ากับฝึกชนะใจตนเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว คนใจเย็นใคร ๆ ก็มองว่าเป็นคนฉลาด มีเหตุผล กลายเป็นผลบวกทำให้ใคร ๆ ก็รักเอ็นดูมากขึ้นอีก

ฝึกใจไม่ให้โกรธ รู้ทันอารมณ์ ทำอย่างไร

เทคนิคฝึกใจและกายของคนที่ประสบความสำเร็จ

บุคลิกดี

คุณเคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่า ขณะนี้ได้ทำตามฝันหรือได้ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จแล้วหรือยัง เคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่าพวกเขามีแนวคิดในการใช้ชีวิตอย่างไร แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไร คนที่ประสบความสำเร็จมักจะฝึกวิธีควบคุมความคิดและอารมณ์ของตนเองเสมอ ถามตัวเองว่าควรเปลี่ยนนิสัยและกิจวัตรประจำวันอย่างไรจึงจะไปถึงบันไดสู่ความสำเร็จ เพราะทุกความสำเร็จเกิดขึ้นจากตัวเราเอง คนที่ประสบความสำเร็จจะมองหาแรงจูงใจให้ปรับปรุงตัวต่อเนื่อง พยายามอ่านหนังสือมากขึ้น การแสวงหาความรู้ทุกเรื่องมีประโยชน์เมื่อถึงคราวจำเป็นเสมอ อีกเรื่องคือการคิดในเชิงบวก ทำให้เราไม่จมปลักอยู่กับความล้มเหลว กลับจะมองไปข้างหน้าหาวิธีพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นตลอดเวลา เพียงแค่คุณใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ ซึ่งจะทำให้เข้าใกล้เป้าหมายความสำเร็จเร็วขึ้น

การเริ่มต้นก้าวแรกเป็นสิ่งสำคัญ มีคำแนะนำดังนี้

1.เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก หุ่นจะฟิตแอนด์เฟิร์ม

2.หันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ กินดีทุกวัน จะรู้สึกดีและมีสุขภาพดี

3.ฝึกเดินยืดอกหลังตรง คุณจะมีท่าทางสง่างาม อกผายไหล่ผึ่งและหายใจเต็มปอด

4.เริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยยิ้ม คุณจะกลายเป็นคนมีความสุข พร้อมกับกระจายความสุขไปรอบตัวและและดึงดูดผู้คนที่มีพลังบวกเช่นเดียวกันเข้ามาร่วมสร้างสังคมที่มีแต่รอยยิ้ม

5.มีใจกว้างพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้อื่น เช่น รื้อเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้วให้คนจรจัด คุณจะรู้สึกกระตือรือร้นกับการให้ เชื่อหรือไม่ว่ายิ่งให้ยิ่งได้ เป็นการเปิดรับโอกาสดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต

6.ทุกวันนี้คุณใช้เวลาดูโทรทัศน์วันละหลายชั่วโมง เปลี่ยนมาดูวันละ 1 ชั่วโมงและอ่านหนังสือที่มีประโยชน์มากขึ้น

7.ถ้าปกติคุณไม่จำชื่อบุคคลหรือบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ เปลี่ยนมาจดบันทึกไว้ในสมุดหรือกระดาษเพื่อให้จำได้แทน

8.เริ่มต้นด้วยการคิดนอกกรอบ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ฝึกให้คุณกลายเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่แตกต่างจากคนอื่น

9.เริ่มกล้าคิดกล้าทำ กล้าเดินออกจากเขตปลอดภัยด้วยความกล้าหาญเพื่อใช้ชีวิตอย่างคนที่ก้าวสู่ความสำเร็จ

ฝึกใจกินแต่ของที่ดีต่อสุขภาพ

เพียงไม่กี่คนก้าวไปถึงจุดหมายที่ตัวเองตั้งใจไว้ เพราะล้มเลิกกลางครัน จึงล้มเหลวและเสียโอกาสไป โอกาสเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่มีเข้ามาบ่อย ๆ การพัฒนาตัวเอง ฝึกกายฝึกใจ ถือเป็นขั้นตอนแรกของการก้าวสู่ความสำเร็จ ลักษณะเด่นของคนที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยแตกต่างกันไป คุณเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ลองทำตามตัวอย่างข้างต้นครบ 30 วันแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าคุณจะได้นิสัยใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมติดตัวไปและเข้าใกล้ความสำเร็จ อย่ายอมแพ้ก่อนถึงเส้นชัย ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้งตราบใดที่คุณไม่ยอมแพ้ ต้องลุกขึ้นใหม่ จะทำให้เราเข้มแข็งตลอดเส้นทางและมุ่งสู่ความสำเร็จตรงหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ไอเดียรับมือกับความเหงา ดีกว่านั่งเศร้าอยู่คนเดียว

วิธีแก้เหงา ไร้ความเศร้า

คุณรู้สึกเหงาหรือเปล่า ในยามทุกข์ใจอย่าปล่อยให้ความเบื่อครอบงำเรานานเกินไป อยากหลุดพ้นจากความเหงาอย่างจริงจัง ต้องมองหาวิธีการสร้างภูมิต้านทานในจิตใจที่สามารถจะต่อสู้กับปัญหาและอยู่รอดจากความเหงาได้ ลองทำตาม 7 คำแนะนำ ต่อไปนี้

1. ความสนุกสนานมาจากตัวเองล้วนๆ

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อาจเป็นวิธีดีที่สุดที่จะเอาชนะความเหงาของตัวเอง เมื่อเราสูญเสียเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว หรือเพียงแค่ย้ายไปอยู่ห่างจากทุกคนรอบตัว เรามักจะรู้สึกเหงาและหมดสนุก มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความทุกข์ยากของเราแทน ต้องรู้จักปล่อยตัวสบายและสนุกคนเดียวได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น ทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง กินขนมอร่อย เห็นไหม แค่นี้ก็สุขเล็กๆ ลืมความเหงาได้โดยไม่ต้องมีใคร

2. ขยันหัวเราะ สร้างภูมิคุ้มกันความเหงา

การหัวเราะได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าดีต่อสุขภาพของคุณ แต่เวลาเหงาเศร้าซึม ใครจะหัวเราะออก คุณคงคิดอย่างนั้นจริงไหม หาเรื่องสนุกทำ ดูหนังตลกขบขันช่วยให้อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวกและรับมือกับภาวะเศร้าซึมได้ดีขึ้น พอได้หัวเราะก็คลายเครียด จิตใจผ่อนคลาย และเพิ่มพลังความสุขให้กับตัวเองอีกครั้ง จะรู้สึกไม่ค่อยเหงาแล้ว

3. ติดต่อกับคนใกล้ตัว

ถ้าคุณรู้สึกเหงา อ้างว้าง พยายามติดต่อกับคนใกล้ชิดหรือคนที่คุณรัก ครอบครัว เพื่อนที่สนิทสนม ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์หรือรับประทานอาหารด้วยกันสักมื้อ ใช้เวลานาทีนั้นให้มีคุณภาพและรู้สึกมีความสุขขึ้นแน่นอน

4. เป็นเพื่อนดีที่สุดของตัวเองได้

คนเราจะรักคนอื่นเป็นก็ต่อเมื่อเรียนรู้ที่จะรักและชื่นชมตนเองก่อน ปฏิบัติต่อตัวเองอย่างสุภาพ ชมเชยตัวเอง เคารพตัวเอง เพิ่มแรงกระตุ้นให้ชีวิตมีคุณค่า ไม่ต้องแสวงหาใครอื่นมาเติมเต็มชีวิต ควรเป็นผู้รับผิดชอบความสุขของคุณเอง

5. เป็นที่ปรึกษาของตัวเอง ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

วิธีที่จะรอดพ้นความเหงาได้ ลองคิดว่าอยู่กับคนอื่นมีแต่เรื่องน่ารำคาญ พวกเขาบ่นแต่ปัญหาของตัวเอง คุณต้องลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง คิดว่าทำไมคุณเหงา เริ่มต้นเมื่อไร รู้สึกยังไงบ้าง ทำไมรู้สึกแบบนั้น จะทำอะไรเพื่อแก้ความเหงา การวิเคราะห์ปัญหาเป็นที่ปรึกษาของคุณเอง มองปัญหาด้วยมุมมองที่แตกต่างจะพบว่าช่วยให้ลืมความเหงาและวุ่นวายในใจไปได้

6. เป็นอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์

บางทีการได้ออกไปนอกบ้าน เป็นอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคม อาจเป็นวิธีมองหาเพื่อนใหม่ พบกับผู้คนใหม่ๆ ทำให้เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเองมากยิ่งขึ้น ความเบื่อและเหงาจะค่อยๆ หายไปเพราะเห็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

7. ดูแลร่างกายตัวเอง

เวลาเราเหงาและเศร้าเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมา มักจะละเลยลืมดูแลตัวเอง ถ้าดูแลร่างกายตัวเองให้ดีสักนิด นอนแช่ฟองสบู่ในอ่างอาบน้ำ ไปนวด ซื้อของดีๆ ให้ตัวเอง ดื่มชาหรือจิบไวน์รสเลิศ การดูแลร่างกายสำคัญเท่าๆ กับการดูแลจิตใจ เริ่มหันมาดูแลตัวเองช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกดีกับตัวเองอย่างแท้จริง

การทำอะไรด้วยตัวเองคนเดียวไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป อยากไปกินอาหารหรือดูหนังสักเรื่อง ถึงจะไม่มีใครว่างไปเป็นเพื่อน อย่างน้อยก็มีเรื่องสนุกให้ทำและน่าเบื่อน้อยกว่าอยู่บ้านคนเดียว เราจะผ่านวันคืนอันเงียบเหงาไปได้ อาจจะไม่เป็นไปตามสิ่งที่คาดหวังสักเท่าไร แต่ความคิดบวกช่วยสร้างกำลังใจให้เราได้เสมอไม่จะเจอสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม

ใช้โยคะเพื่อล้างและสงบจิตใจ แถมได้สุขภาพทางกายด้วย

โยคะ พาใจให้สงบ

ประโยชน์ด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับโยคะมีการพูดถึงขึ้นเรื่อยๆในทุกปี เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่คุณสามารถใช้เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณได้ ในแง่ของประโยชน์ต่อสุขภาพจิต พลังของโยคะมาจากความสามารถในการทำให้จิตใจสงบ การศึกษาพบว่าจิตใจสงบ สามารถนำไปสู่การลดความเครียด ลดความดันโลหิตสูงและลดภาวะซึมเศร้า

ประโยชน์จากความสงบของโยคะ

โยคะ เป็นการใช้พลังของความเงียบที่มาจากการเคลื่อนไหวทางร่างกายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการทำสมาธิ เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้ได้รับประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่เกิดมาจากความชัดเจนของจิตใจและอารมณ์โดยรวม เนื่องจากการหลั่งของสารเอนโดนฟิน (endorphins) ฮอร์โมนเอนโดรฟินชนิดนี้ทำให้รู้สึกถึงความอิ่มอกอิ่มใจและความสุข ซึ่งช่วยในการต่อสู้กับความคิดเชิงลบโดยการกระตุ้นอารมณ์ของคุณและช่วยให้สามารถมุ่งความสนใจไปที่แนวคิดเชิงบวกมากขึ้น

Yoka มีผลต่อร่างกายในทุกระดับได้อย่างไม่น่าเชื่อ เอนโดนฟินที่หลังออกมาทำให้รู้สึกได้ถึงแข็งแกร่งและมั่นคง โยคะช่วยให้คุณรู้สึกสงบแม้ว่าร่างกายจะอยู่กับการเคลื่อนไหว โดยเป็นรูปแบบของการทำสมาธิซึ่งจะนำไปสู่ความชัดเจนของจิตใจที่เพิ่มมากขึ้น การออกกำลังกายที่ทำอย่างสม่ำเสมอช่วยในการฝึกความคิดของคุณ เพื่อให้ความสำคัญกับสถานการณ์ปัจจุบันแทนที่จะกังวลเกี่ยวกับอดีตหรืออนาคต และจะนำไปสู่ความสงบที่ได้มากกว่าเพียงแค่การออกกำลังกายธรรมดา

เลือกรูปแบบที่เหมาะสม

บางรูปแบบของโยคะต้องมีความยืดหยุ่นสูงซึ่งอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เริ่มต้น นอกจากนี้ยังมีรูปแบบของโยคะที่มีปัจจัยภายนอกซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน ยกตัวอย่างเช่น โยคะ ที่เรียกว่า Bikram หรือ รู้จักกันดีในรูปแบบของ “โยคะร้อน” จะเป็นการทำโยคะในห้องที่มีอุณหภูมิสูงมากเพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตามระดับความร้อนนี้มักจะนำไปสู่การสูญเสียน้ำในร่างกายจนทำให้เกิดความอ่อนเพลียในคนที่ไม่เคยทำโยคะแบบนี้ จึงควรจะต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเพื่อป้องกันอันตราย

ส่วนโยคะในรูปแบบอื่นๆหรือเสไตล์อื่นๆนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องสอดคล้องกับความต้องการ ทำแล้วรู้สึกถึงความสนุกเพลิดเพลิน ไม่รู้สึกว่าเบาหรือหนักเกินไป เพราะคุณจะไม่ได้รับประโยชน์จากการฝึกโยคะหากคุณไม่ได้ตั้งใจที่จะทำมันอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ผลประโยชน์ระยะยาว

ความสอดคล้องกันระหว่างร่างกายและจิตใจซึ่งอยู่ในขั้นตอนการฝึกโยคะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับองค์รวมของชีวิตได้ นั่นคือการที่ช่วยสร้างสมาธิและความสงบ รวมถึงเพิ่มระดับของสติปัญญาของคุณให้สูงขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ตั้งแต่อายุน้อยไปจนถึงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนปลายเพราะไม่มีผลกระทบเรื่องแรงกระแทกต่างๆ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

วิธีสร้างจิตให้สงบด้วยความพอดี

วิธีสร้างจิตให้สงบด้วยความพอดี

การทำจิตใจให้สงบนับได้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณเข้าใจอย่างแท้จริงว่า การทำจิตให้สงบได้นั้นคุณจะต้องทำอย่างไร หากคุณมีหนทางที่จะทำให้จิตใจของคุณสงบขึ้นได้ ถือได้ว่าคุณกำลังเดินทางไปสู่ความสำเร็จในข้อนี้ บางคนมีความตั้งใจมากจนเกินไป สุดท้ายการตั้งจิตให้สงบที่ว่านี้กลับไม่เป็นผล จนกระทั่งเกิดคำถามที่ว่า เมื่อตั้งใจแล้วทำไมจึงไม่เกิดผล เมื่อได้ลองมองย้อนกลับไปดูจะค้นพบว่า ความตั้งใจของบทความทั่วไปนี้มากจนเกินไปกลายเป็นเหตุ และด้วยความที่ไม่พอดีนี้เองที่นับได้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้คุณต้องล้มเหลวไปกับภารกิจนี้ และนอกจากความไม่พอดีทางจิตใจ เมื่อมีการปล่อยมากจนเกินไปก็อาจจะส่งผลทำให้คุณไปไม่ถึงปลายทางที่คุณวาดหวังเอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะสาเหตุหลัก ๆ คือคุณขาดความพอดีไป

ปกติแล้วการที่เราจะทำจิตของเราให้สงบได้นั้น เราจะต้องพยายามวางจิตของเราให้พอดีเสียก่อน อย่าพยายามที่จะตั้งใจหรือตั้งมั่นมากจนเกินไป เพราะมันจะเลยออกไป และไม่ควรปล่อยจิตให้เกินไป เพราะสุดท้ายแล้วมันจะไปไม่ถึง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าคุณกำลังขาดความพอดีในตัวเอง ปกติแล้วจิตของเรามักจะไม่อยู่นิ่ง และนับได้ว่าเป็นกิริยาที่คอยเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา หากมองในแง่มุมความเป็นธรรมชาติแล้ว ถือได้ว่าจิตของเรากลายเป็นสิ่งที่ไม่มีกำลังแต่อย่างใด

แต่ถ้าหากเราต้องการจะทำจิตใจของเราให้มีกำลังขึ้นมาได้นั้น หนทางนี้จะไม่เหมือนกับการที่เราพยายามทำให้กายของเรามีกำลัง เพราะมันจะแตกต่างกันและไม่เหมือนกันแต่อย่างใด เนื่องจากการทำจิตของเราให้มีกำลัง เราจะต้องทำจิตให้เกิดความสงบเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการทำจิตให้มัวแต่คิดอะไรหลายต่อหลายอย่าง หากเป็นเช่นนี้จะแปลว่าจิตของเราไม่สงบ

แต่หลักในการทำจิตให้สงบได้นั้น คุณจะต้องเข้าใจและพึ่งความพอดีเข้าช่วยด้วยเสมอ คุณจะต้องพยายามควบคุมจิตของคุณให้มีความพอดี ความพยายามที่มากเกินหรือความปล่อยวางเกิน ก็อาจจะไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง จงพยายามตั้งมั่นว่าจะทำ และกำหนดจิตให้อยู่ในความพอดีเท่านั้น เพราะถ้าหากคุณมองว่าการกำหนดจิตเป็นเรื่องที่ยาก คุณจะพยายามและตั้งใจมากจนเกินไป สุดท้ายความมากเกินก็กลายเป็นสิ่งที่ทำลายความสำเร็จ บทสรุปแห่งการทำจิตใจให้สงบก็จะไม่สำเร็จผล และคุณเองก็จะไม่รู้ว่าสิ่งใดที่คุณควรกระทำ ควรแก้ไข และควรทำให้ผลลัพธ์ออกมาสำเร็จได้ในที่สุด

ฝึกจิตให้กลายเป็นคนใจเย็น ใจกว้างและมีความเมตตา

มาทำใจให้สงบกัน

ปกติแล้วจิตของคนเราจะรู้สึกร้อนรนเป็นอย่างมาก เมื่อจิตของเราได้รับรู้ว่าไม่ได้ดั่งใจที่นึกคิด ความต้องการและความคาดหวังก่อนหน้านี้ไม่เป็นดั่งใจ ย่อมส่งผลทำให้จิตใจของเราหมกหมุ่น จนสร้างอารมณ์โกรธและโมโหได้ในที่สุด แต่ถ้าหากสถานการณ์เบื้องหน้าเป็นไปตามลักษณะที่จิตของเรารู้สึกดี มีความต้องการ และมีความชื่นชอบ จิตใจของเราก็จะเบิกบาน ร่าเริง หัวเราะและมีความชอบใจ ในลักษณะเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะจิต เหตุที่จิตของคนเราเกิดความร้อนรน ขาดความใจเย็น ความพอใจและไม่เป็นกลาง ก็เพราะจิตของคนเราขาดความสุข เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามฝึกจิตให้เกิดความใจเย็น ให้เกิดความสบายตน พร้อมทั้งจิตของเราจะต้องเข้มแข็ง รู้จักส่งความรักและความเมตตาให้กับคนอื่น ๆ อันเป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ความสุข เป็นต้น

การช่วยเหลือโดยไม่หวังอะไรตอบแทน นับได้ว่าเป็นการส่งความรักและความเมตตาที่แท้จริง การเผยแผ่ความรักและความเมตตาให้กับตัวเราเองและผู้อื่น ถือได้ว่ามีความจำเป็นอย่างมาก การฝึกจิตให้สงบ การฝึกจิตให้รู้จักให้โดยมิหวังสิ่งใดตอบแทน จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สมควรและส่งผลดีต่อตัวเรา โดยเฉพาะการฝึกจิตให้เป็นกลาง อยู่อย่างสงบได้ด้วยตนเองนั้น ย่อมส่งผลทำให้เราไม่ค่อยคาดหวังอะไรจากผู้อื่น พร้อมทั้งจิตของเราจะยังคงรู้สึกยินดี ไม่คอยเพ่งโทษกล่าวหาผู้อื่นแต่อย่างใด การปล่อยวางจะทำให้เรารู้สึกได้ถึงความสร้างสรรค์ เพื่อที่จะสร้างประโยชน์ให้กับทุก ๆ ฝ่าย โดยที่จิตของเราจะไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และเลือกที่จะเป็นกลาง โดยคิดสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและคนรอบข้างเป็นหลักตลอดไป

เมื่อจิตของเราเป็นกลางเมื่อใด จะรู้สึกได้ถึงความสุข

เมื่อเรามาถึงจุดที่จิตของเรานั้นเป็นกลาง เราจะทราบได้ทันทีเลยว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นมักจะเกิดขึ้นภายในในของเราได้เสมอ ความรู้สึกดี ความเบิกบานเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความสุขถือได้ว่าเป็นความอัศจรรย์ และเราเองก็สามารถที่จะส่งมอบให้กับผู้อื่นได้อย่างที่ไม่มีเงื่อนไข เมื่อจิตมีความสมบูรณ์และมีความสมดุลครั้งใด จิตของเราก็จะไม่รู้สึกขาดอะไรเป็นที่สุด

การทำจิตให้เป็นกลาง พร้อมทั้งการฝึกจิตให้ใจเย็น ใจกว้าง จะช่วยส่งผลทำให้จิตของเรานั้นไม่รู้สึกขาดอะไรสักอย่าง เพราะจิตของเราในตอนนี้ไร้การเปรียบเทียบ ส่งผลทำให้เราสามารถค้นพบความสุขที่แท้จริงภายในใจของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น และนี่ก็คือประโยชน์ของการฝึกจิตให้มีเมตตา ฝึกจิตให้ใจเย็น ใจกว้างและเป็นกลาง

วิธีเปิดจิตใจให้กว้าง เพื่อฝึกจิตให้เกิดความสงบ

ใจที่เป็นสุข

ถือได้ว่าเป็นปกติของมนุษย์เรา เมื่อใดก็ตามที่เรามีความคิด มีความเชื่อ และมีอารมณ์ที่ไม่คงที่ ย่อมส่งผลต่อจิตใจของเราด้วยเช่นเดียวกัน จิตที่ไม่เป็นกลางย่อมไม่นิ่งอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปิดใจของตนเอง เพื่อฝึกให้เกิดความสงบขึ้นภายใน นับได้ว่าเป็นการฝึกจิตใจเพื่อให้รู้จักปล่อยวาง พร้อมทั้งเรียนรู้ถึงการให้อภัยผู้อื่น เมื่อทำได้จิตใจของเราก็จะเรียนรู้เองว่า ความรู้สึกสบายตัว ความสดใสและความเบิกบาน รวมไปถึงความเฉลียวฉลาดนั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อใดก็ตามที่คุณได้คำตอบที่แท้จริง คำตอบก็จะนำพาให้คุณได้ค้นพบกับความสุขที่แท้จริงได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีอยู่ภายในจิตใจของคนเรา นับได้ว่าเป็นความสุขที่ไม่มีเงื่อนไขแต่อย่างใด

การฝึกสมาธิ เพื่อให้เกิดความสงบ

สมาธิ มีอยู่ในตัวของคนเราทุกคน หากเราเปิดใจอยากจะฝึกทำสมาธิ ย่อมทำให้คุณรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องยาก ถึงแม้ว่าการฝึกทำสมาธิจะมีหลากหลายวิธีด้วยกัน แต่การฝึกฝนเพื่อให้เกิดสมาธินั้น จำเป็นจะต้องดูและสังเกตที่จิตใจของคุณเองด้วย ว่ามีความเป็นกลางหรือมีความสงบแล้วหรือไม่ เพราะความสงบเราสามารถสังเกตุตนเองได้เสมอ หากสงบจริงเราจะรู้สึกได้ว่าทุกอย่างมีความนิ่ง ความสงบจะไม่สามารถเข้าไปอยู่ในความคิด หรือแม้กระทั่งมีอยู่ในอารมณ์ของคนเรา เราจะต้องรู้สึกเฉย ๆ รู้สึกสบายตัว ไม่รู้สึกเครียด และจิตใจของเราจะต้องอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น โดยที่ไม่คิดนั่นคิดนี่แต่อย่างใดเลย และจิตจะต้องไม่แกว่งไปมาเด็ดขาด

ต้องรู้จักมองและสังเกตจิตใจของคุณเองด้วย

จิตของคนเราปกติแล้วจะไม่นิ่งพอหากเราไม่ฝึกฝน จิตของเราทุกคนมักจะแกว่งไปมาตามอารมณ์และความคิด ซึ่งเราจะต้องฝึกสังเกตจิตใจของตนเองด้วยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งวิธีการสังเกตนั้นเราสามารถทำได้ดังนี้

  • เตรียมกระดาษและดินสอเพื่อทำการบันทึก
  • สังเกตตนเองว่าตอนนี้คุณกำลังคิดอะไร โดยจับเวลา 5 นาที ซึ่งคุณจะต้องไม่ช่วยจิตคิด แต่คุณจะต้องแยกแยะ และรอดูเท่านั้น
  • เมื่อจิตได้คิดสิ่งใด คุณต้องจดใส่กระดาษทันที ถือได้ว่าเป็นการสังเกตจิตของตนเอง

การฝึกมองและสังเกตจิตของตนเอง ถือได้ว่ามีข้อดี เพราะคุณจะค้นพบว่า ภายในระยะเวลา 5 นาทีนี้ จิตของคุณนิ่งหรือแกว่งไปมามากน้อยเพียงใด ตามความคิดของจิตที่คุณได้จดใส่ลงกระดาษ บางคนอาจจะคิดมาก บางคนอาจจะคิดน้อย ซึ่งจะส่งผลทำให้เราได้เห็นความแตกต่างของจิตใจคน สามารถนำไปสู่การเปิดใจ เพื่อฝึกจิตให้เกิดสมาธิจนค้นพบความสุขและความสงบได้

ไม่ง่ายเลย ที่จะหาความสุขในสภาพแวดล้อมแย่

สภาพแวดล้อมแย่

ที่ได้พูดถึงประโยคแบบนี้และอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกท้อแท้หดหู่ใจ เพราะเชื่อว่าผู้อ่านส่วนมากที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้ ส่วนมากต้องการอยากจะหาแหล่งผ่อนคลายให้จิตใจสงบ รู้จักการฝึกใจที่ดี เพื่อไม่ให้เสียสติ ให้มีสมาธิอยู่กับตัวเองอยู่เสมอ แต่พออ่านแล้วเจอหัวข้อนี้ก็อาจจะเกิดการมึนงงไปซักเล็กน้อย อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสังคมที่เราอยู่นั้นหากว่าคนรอบข้างดี การที่เราจะประพฤติดีก็ย่อมมีโอกาสสูงกว่าประพฤติชั่ว

แต่ในทางกลับกัน การที่เราอยู่ในสังคมแย่แล้วจะให้เราทำดีอยู่คนเดียวนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก (แต่ก็ยังทำได้อยู่นะ) เพราะสิ่งไม่ดีย่อมเข้าหาตัวมาอยู่เสมอ คนที่มีจิตใจเข้มแข็งแล้วนั้นถึงจะสามารถผ่านอุปสรรคกับสังคมแย่เหล่านั้นไปได้ หากเราเป็นคนที่เพิ่งรู้จักการฝึกใจในระดับเบื้องต้น สิ่งที่เราควรรับรู้ไว้ก็คือควรเลือกที่จะบริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต สิ่งที่นำซีวิดไปในทางที่ดีขึ้น และพยายามหลีกเลี่ยงอบายมุขหรือสิ่งเลวร้ายทั้งหลายที่สามารถทำให้ชีวิตของเราตกต่ำลงไปได้ การจะหาความสุขจากสภาวะแวดล้อมที่ดี ย่อมง่ายกว่าการหาความสุขจากสภาพแวดล้อมที่แย่ ถึงแม้ว่ามันจะหาได้ก็ตาม

สำหรับผู้อ่านที่ได้พยายามแล้วพยายามเล่า เกี่ยวกับการตั้งสมาธิ การฝึกสภาวะจิตใจของเราให้เป็นความสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งรอบข้าง เราลองสำรวจดูก่อนว่าสังคมรอบตัวเรานั้น ครอบครัว คนรอบข้าง หรือสิ่งอื่นๆที่คอยเข้ามากระทบในชีวิตประจำวันของเรา ได้มีอะไรที่ทำให้ชีวิตของเรานั้นหมกมุ่นหงุดหงิดฟุ้งเฟ้อได้ง่าย หากว่าเจอก็ลองพยายามเลี่ยงสิ่งเรานั้นดูก่อน

ซึมเศร้า

สิ่งแย่ให้เลี่ยง สิ่งดีจงวิ่งเข้าหา

ตัดสิ่งรอบข้างที่ทำให้เราต้องคิดมากออกไปให้ได้เยอะที่สุด อยู่กับตัวเองให้ได้มากที่สุด เมื่อจิตใจเราเข้มแข็งขึ้น ก็ค่อยค่อยฝึกในการเผชิญกับโลกภายนอกในสังคมที่แย่ มันจะทำให้เรามีจิตใจที่เข้มแข็งและทนทานต่ออุปสรรคได้ง่าย แน่นอนว่าความสำเร็จไปทางในการฝึกเหล่านี้ย่อมส่งผลให้จิตใจของเรามีความสงบ และความสุขย่อมอยู่ไม่เกินเอื้อม