ของหายแต่ใจไม่หาย พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ฝึกใจให้คิดบวกเมื่อทำของหาย

ของหายแต่ใจไม่หาย พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ฝึกใจให้คิดบวกเมื่อทำของหาย

เราทุกคนต่างจำความรู้สึกเจ็บปวดจากการทำของหาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ สร้อย เงิน มือถือหาย นอกจากเสียดายของและจู่ ๆ ต้องมาเดือดร้อนเรื่องเงินแล้ว ยังนึกเจ็บใจตัวเองที่สะเพร่าอีก เรียกว่าทรมานใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าเหตุการณ์แย่ ๆ นั้นก็มีด้านดีซ่อนอยู่ ขอเพียงให้คิดบวก

การคิดบวกคืออะไร

การคิดบวกคือการพิจารณาด้านดีของสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ไม่ได้ละเลยด้านอื่น ๆ เพียงแต่ยึดด้านดีเป็นหลัก เป็นกำลังใจให้เราสู้ต่อไป ส่วนด้านเลวเป็นข้อมูลที่เก็บไว้ในใจ มีอยู่จริงแต่ไม่ได้เล่นเป็นพระเอกเหมือนด้านดี บางคนรู้สึกผิดกับการคิดบวกเพราะว่าดูเหมือนเข้าข้างตัวเองมากเกินไปและละเลยข้อเท็จจริง อย่าลืมว่ามีแค่ตัวเราเท่านั้นที่ให้กำลังใจตัวเราได้ดีที่สุด คนอื่นไม่ได้ช่วย คิดบวก มีกำลังใจมีพลังในการแก้ปัญหา คิดลบ ห่อเหี่ยวใจไร้เรี่ยวแรง ให้เลือกเอาว่าจะคิดแบบไหน

บัตรเอทีเอ็มหาย

เมื่อเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น เรามักจะเพ่งเล็งไปยังด้านแย่ ๆ ของมันเพราะมันชัดเจน เป็นจริง สมเหตุสมผลหรือเพื่อเป็นการเตือนตัวเองไม่ให้ทำผิดพลาดในอนาคต การคิดลบเป็นกลไกการป้องกันตัวตามธรรมชาติของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ลืมบัตรเอทีเอ็มคาตู้แล้วตู้ก็กลืนบัตรไป แว่บแรกอาจนึกเจ็บใจว่าตัวเองพลาดได้ไง ในหัวก็คิดว่าต้องเสียเงินค่าทำบัตร ต้องเสียเวลาขี่รถตากแดดเข้าไปในตัวเมือง รู้สึกเซ็งไปครึ่งวัน ลองหยุดนิ่งสักครู่ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทันใดนั้นสมองก็โล่งและเห็นด้านดีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำแนกได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

บัตรเอทีเอ็มหาย ปัญหานี้มีทางออก เริ่มจากฝึกใจให้สร้างพลังบวก

ดีแล้วที่มันเกิดขึ้น ครั้งหน้าจะได้มีสติกว่านี้ ครั้งหน้าอาจเป็นบัตรราคาแพง ถ้าทำหายอาจต้องจ่ายเป็น 800 หรือ 1,000 บาท หรือครั้งหน้าหากใจลอยแบบนี้อีกอาจหายทั้งกระเป๋าเลยก็เป็นได้

เกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ดีจะได้รู้ว่าตัวเรารับความกดดันได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าแค่นี้เรายังเครียดเป็นครึ่งวันแสดงว่ารับได้ไม่ค่อยดี ต้องป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

เกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ดีจะได้ฝึกใจเย็น ฝึกคิดเป็นระบบ และฝึกการแก้ปัญหา รู้ลำดับสิ่งที่ต้องทำก่อนและหลัง ไม่ตีโพยตีพายว่าคนอื่นขโมยไป จากเรื่องเล็กอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ต้องผิดใจกับคนอื่นเพราะไปกล่าวหาเขา

ฝึกใจให้คิดบวกเวลาเจอเรื่องร้าย ๆ โดยเฉพาะเวลาของหายด้วยการหยุดนิ่งสักครู่ จากนั้นเรียงลำดับว่าต้องทำสิ่งใดก่อน และหาข้อดีของเหตุการณ์นี้ เขียนออกมาเป็นข้อ ๆ ได้เลยยิ่งดี แล้วเราจะผ่านมันไปได้อย่างสวยงาม ของหายแต่ใจไม่หาย

รับมือเตรียมพร้อม กับการถูกบูลลี่

ถูกบูลลี่เป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสอย่างมากในปัจจุบัน ที่เราทุกคนต่างต้องร่วมกันรณรงค์ให้หยุดการบูลลี่หรือ Cyber bullying เนื่องจากส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งในระยะยาวให้เป็นซึมเศร้าหรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณยังเป็นหนึ่งคนที่ถูกบูลลี่จากสังคมรอบตัว ก็ควรต้องเรียนรู้วิธีในการฝึกใจและรับมือกับมันให้ได้เพื่อไม่ให้เสียสุขภาพจิต ดังนี้

ถือคติว่าไม่ตอบโต้

หากถูกบูลลี่แล้วตอบโต้ จะเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่กลั่นแกล้งนั้นมีความคึกคะนองและสนุกกับการเห็นเราทุกข์ใจยิ่งขึ้น ดังนั้นหากเราถูกบูลลี่เช่นนี้ควรใช้เทคนิคนิ่งเสียไม่ตอบโต้จะดีที่สุด ดั่งคติที่ว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” และควรเก็บหลักฐานของการถูกกลั่นแกล้งนั้นไว้ด้วย เช่น อัดคลิปเสียงหรือแคปหน้าจอบทสนทนาข้อความต่าง ๆ เอาไว้ เพราะหากเกิดเป็นกรณีพิพาทใหญ่โตจะได้นำไปเป็นหลักฐานในการปกป้องตัวเองและฟ้องร้องได้

คิดเสียว่าคนที่กลั่นแกล้งคนอื่นก็เพราะตนเองมีจุดด้อย

มีคนประเภทหนึ่งที่ชอบกดขี่คนอื่นหรือดูถูกผู้อื่นให้ดูแย่กว่าที่ควรจะเป็น เพื่อปิดบังปมด้อยหรือจุดอ่อนของตัวเอง เราต้องคิดเสมอว่าแต่ละคนไม่ได้มีใครสมบูรณ์แบบ แม้แต่คนที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์ สวยหล่อ ร่ำรวยมากเพียงใด ในชีวิตส่วนตัวเขาก็อาจจะมีแง่มุมอื่นที่ไม่ได้สวยงามเปิดเผยให้ใครทราบ ดังนั้นจึงไม่ต้องคิดมากกับการถูกใครดูถูก ขอให้เชื่อมั่นในความสามารถและเสริมพลังความมั่นใจในตัวเองเข้าไว้ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

สร้างจุดเด่นให้ตัวเองอย่างชัดเจน

ให้พยายามนำพลังแห่งความเสียใจจากการถูกบูลลี่มาเป็นแรงผลักดันให้เราเติบโต คนจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จบนโลกนี้ เกิดจากการเคยถูกกดขี่ข่มเหงหรือถูกกลั่นแกล้งในวัยเด็กมาก่อน แต่ไม่ได้เก็บสิ่งนั้นมาเป็นปมด้อยที่ทำให้ชีวิตถดถอยลง ตรงกันข้ามเขาเหล่านั้นกลับนำสิ่งที่คนอื่นดูถูกมาเป็นแรงผลักดัน เพื่อพัฒนาตัวเองให้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม เอาชนะแซงหน้าคนที่บูลลี่เอาไว้ได้ทั้งหมด

อดทนและกล้าปฏิเสธ

การปฏิเสธว่าเราไม่ใช่คนแบบที่ใครกำลังตำหนิเรานั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญ ซึ่งควรกระทำอย่างมีสติ ไม่ใช้อารมณ์โดยเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นว่าเรากำลังกระตุ้นให้เขาเหล่านั้นยิ่งอยากกลั่นแกล้งและมากยิ่งขึ้นทุกครั้งที่เราปฏิเสธ การตอบโต้แบบเรียบง่าย พูดจาอย่างมีหลักการ และมีพยานอยู่ร่วมในการสนทนา จะทำให้เราเป็นผู้ที่เติบโตในการบริหารอารมณ์ได้ดีขึ้น และทำให้เขาเหล่านั้นไม่กล้ามารังแกเราอีก

วิธีการรับมือกับผู้ที่บูลลี่นั้นต้องมาจากภายในใจของเรา ที่ต้องมีทัศนคติเชิงบวกต่อตนเองเสียก่อน ฝึกใจให้เข้มแข็งในการรับมือ ทั้งมีความเข้าใจต่อคนที่กลั่นแกล้ง ควบคู่กับการตอบสนองอย่างเหมาะสม จึงจะแสดงถึงวุฒิภาวะที่ดีและทำให้สามารถหยุดยั้งการบูลลี่ได้

สาระดีๆจาก ผลบอลสด888

5 เทคนิค ช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญสภาวะกดดัน

5 เทคนิค ช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญสภาวะกดดัน

บ่อยครั้งที่อุปสรรคถาโถมเข้ามา จนทำให้จิตใจหดหู่ ท้อแท้และสิ้นหวัง จนกระทั่งหลายคนที่ขาดสติในการวิเคราะห์หาสาเหตุและทางออกของปัญหา ซึ่งเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบในแง่ลบกลับมีอิทธิพลอยู่เหนือเหตุผลดี ๆ จนทำให้บางรายตัดสินใจคิดสั้นเพื่อหนีปัญหา ในทางตรงกันข้าม คงจะดีไม่น้อยหากเราสามารถฝึกใจให้เข้มแข็ง พร้อมเผชิญหน้ากับสภาวะกดดันต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นวันนี้เราจึงมาแนะนำ 5 เทคนิคช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่คอยกดดัน 5 เทคนิคที่ว่านี้ จะทำให้จิตใจของคุณแข็งแกร่งขึ้นสามารถเผชิญ สถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างดี

เทคนิคที่ 1 สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติหรือไม่ก็ดึงสติกลับมาอยู่ที่ตัวเองก่อน แล้วค่อยมองไปยังปัญหา เพื่อหาสาเหตุ จากนั้นค่อยคิดถึงวิธีแก้ไขปัญหา เพราะการทำสมาธิถือเป็นการฝึกจิตให้เข้มแข็งและมีพลัง โดย เริ่มจากนั่งพิงพนักเก้าอี้หลับตาพักให้สบาย หายใจเข้าช้า ๆ กลั้นหายใจนับถึง 1-10 แล้วผ่อนลมหายใจออก เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้จิตใจมีสมาธิ ผ่อนคลายและสงบนิ่งมากขึ้น ผลที่ได้รับนอกจากพลังใจแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินออกมาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยและการอักเสบต่าง ๆ ได้อีกด้วย

เทคนิคที่ 2 นึกถึงพระคุณของพ่อและแม่ ที่มีความรัก ความเสียสละเพื่อลูก เอาท่านเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วลองเข้าไปกราบท่านขอคำแนะนำหรือ กำลังใจดี ๆ นำกลับมาเติมพลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคและความกดดันในการทำงานและการดำเนินชีวิตได้อีกยาวไกล

เทคนิคที่ 3 ให้กำลังใจ พร้อมทั้งให้อภัยในข้อผิดพลาดของตัวเอง ยอมรับและแก้ไข แต่จะแก้ได้มากหรือน้อยอย่างไร ก็ขอให้ภูมิใจว่าเรามีดีที่ไม่ได้หนีปัญหาไปไหน ความเข้มแข็งตรงจุดนี้จะสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้กับตนเองค่ะ

เทคนิคที่ 4 มองโลกในแง่ดี โดยเริ่มจากการปรับ Mind Set หรือทัศนคติของเราให้เป็นเชิงบวก เช่น เมื่อเจออุปสรรคหรือความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น ขอให้ใช้รอยยิ้มและความเข้าใจ รับฟังแล้วค่อยพูดค่อยจาปรับความเข้าใจกัน ก็จะช่วยคลี่คลายปัญหาลงได้เป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยหาวิธีแก้ไขเพื่อให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย

เทคนิคที่ 5 หมั่นดูแลสุขภาพและรักตนเองให้มากขึ้น จริงอยู่ที่ว่าการเป็นคนดีอาจต้องเสียสละเพื่อให้คนที่เรารักมีความสุข แต่อาจไม่เสมอไป บางครั้งเราก็ต้องหันกลับมากอดตัวเองให้เป็น ในเสี้ยววินาทีที่เผชิญหน้ากับความทุกข์ เชื่อเถอะว่าไม่มีใครรู้ทางออกดีไปกว่าตัวเราเองหรอกค่ะ เช่น หากเราน้ำหนักขึ้นแล้วโดนเพื่อนบูลลี่ เพื่อที่จะขัดขาเก้าอี้เราไม่ให้ไปต่อในตำแหน่งที่บุคลิกภาพต้องมาก่อน ก็อย่าเสียขวัญ ลองเปิดเพจลดน้ำหนักด้วยตัวเองอย่างได้ผล แล้วลองทำดู พิสูจน์ให้รู้กันไปว่า ชนะใครก็ไม่เจ๋งเท่าชนะใจตนเอง แต่ถ้าหากมั่นใจในรูปร่างตัวเองอยู่แล้ว ก็พิสูจน์วัดกันด้วยผลงานค่ะ

เห็นไหมคะว่า 5 เทคนิคเหล่านี้จะช่วยฝึกใจให้เข้มแข็งและแสดงพลังเกินความคาดหมายออกมาจากข้างใน เมื่อเราต้องเผชิญกับสภาวะกดดันต่าง ๆ ก็จะมีสติและใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงได้

เปิดวิธีฝึกใจให้มีความสุข สร้างพลังบวกในทุก ๆ วัน

เปิดวิธีฝึกใจให้มีความสุข สร้างพลังบวกในทุก ๆ วัน

เคยสังเกตหรือไม่ว่าใคร ๆ ก็มักที่จะคบหากับเพื่อน ๆ ที่มีพลังบวก หรืออยู่ใกล้ ๆ คนที่มองโลกในแง่บวก นั่นก็เพราะว่าคนที่มีพลังบวกนั้นสามารถที่จะมีแนวทางในการคิดและการปฏิบัติที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ มีการมองปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในมุมมองที่ดี มุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาหรือปล่อยวางมากกว่าที่จะจมอยู่กับปัญหาแล้วไม่ได้มองหาแนวทางในการแก้ไข คนที่สามารถฝึกใจให้มีความสุขและมีพลังงานบวกจะไม่จมอยู่กับความทุกข์นาน ๆ ไม่ตัดพ้อและเสียเวลาชีวิตไปกับความวิตกกังวล ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้เรามีเวลาในการใช้ชีวิต พิจารณาสิ่งต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตนเองได้มากยิ่งขึ้น 

สำหรับการฝึกใจให้มีความสุข เพื่อพร้อมสำหรับการสร้างพลังงานดี ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด โดยวิธีการก็คือมีความมั่นใจในตนเอง ในที่นี้หมายถึงการที่เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มั่นใจว่าตนเองมีความสามารถ มีความรู้ มีความอดทน ความมานะและความพยายามมากพอที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเอง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบจิตใจได้ ถ้าหากเรามีความมั่นใจในส่วนนี้ เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่กลัวความยากลำบากที่ต้องเจอ แล้วเราจะมองสิ่งต่าง ๆ ที่ยาก ว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายศักยภาพของตนเอง 

หลังจากที่เรามีความเชื่อมั่นในตนเองแล้ว สิ่งที่จะทำให้เรามีพลังงานบวกต่อหลาย ๆ เรื่องก็คือ การยอมรับในความผิดพลาดของตนเองและผู้อื่น ในส่วนนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญค่อนข้างมาก เพราะในการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนหรือการทำงาน เราต้องพบเจอกับปัญหาต่าง ๆ เป็นระยะอยู่แล้ว และวิธีการจัดการปัญหาในแต่ละครั้งในขั้นตอนดำเนินการ เราก็อาจที่จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดจากเพื่อนร่วมงาน หรือใคร ๆ ก็ตาม ก็อาจจะมีความผิดพลาดเนื่องด้วยขาดความถนัด ความเชี่ยวชาญ ทำให้เราเกิดภาระงานมากขึ้น มีปัญหาให้ต้องแก้มากยิ่งขึ้น เราต้องมองส่วนนี้ให้เป็นเรื่องที่ปกติ ว่าวิธีการในการแก้ปัญหาแต่ละปัญหาไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาทุก ๆ ปัญหาได้ด้วยวิธีเดิม ๆ เสมอไป และในบางครั้งเราก็อาจจะผิดพลาดเองได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องให้อภัยตนเองและคนอื่น ๆ ฝึกใจให้เห็นข้อดีของปัญหาว่าคือบททดสอบเพื่อให้ตัวเราเก่งขึ้น

ถ้าเราสามารถที่จะปรับความคิด ฝึกใจให้ผ่อนคลาย มีความมั่นใจในตนเอง ให้อภัยความผิดพลาดต่าง ๆ ทั้งของตนเองและผู้อื่น มองปัญหาเป็นสิ่งที่ดี มองเป็นโอกาสที่จะทำให้เราเติบโตขึ้น มีแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้หลากหลายมากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถที่จะใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข สามารถสร้างพลังงานบวกให้กับตนเองและคนรอบข้างได้ในทุก ๆ วัน

วิธีฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

วิธีฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

ความขี้เกียจเรียกว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน หรือการทำงาน เราจะมีวิธีการฝึกใจอย่างไร ให้เอาชนะความขี้เกียจที่มักมาเยือนบ่อย ๆ มาดูวิธีการดี ๆ ที่เราได้รวบรวมเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จกัน

วิธีฝึกใจชนะความขี้เกียจ

การยอมรับว่ากำลังขี้เกียจ และปรึกษาหาเทคนิคจากคนรอบข้าง

หากอยู่หอพัก (วัยเรียน) เราจะมีเพื่อนสนิทที่เรียนเหมือน ๆ กัน สามารถเลือกปรึกษาคนที่มีความมุ่งมั่นและขยันสม่ำเสมอได้ว่ามีเทคนิคอย่างไร ในการฝึกใจให้สู้กับความง่วง ความเบื่อ หรืออาการท้อถอย เมื่อต้องเจอหัวข้อที่ยาก

แต่หากเป็นวัยทำงาน เราแนะนำให้ปรึกษารุ่นพี่ หรือเพื่อนสนิทในที่ทำงานที่อาจทำงานต่างสถานที่ แต่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยแบ่งปันเทคนิคการฝึกใจได้ว่าจะทำอย่างไรให้มีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอเพื่อให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดสัปดาห์

การตั้งใจแน่วแน่ว่าจะจัดตารางตัวเองใหม่

การมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรใหม่ ๆ เช่น ในปี 2019 จะเริ่มต้นการวางแผนการใช้เวลา ที่มีศักยภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม จะทำให้การฝึกใจมีรูปแบบที่จับต้องได้ มีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จสูงขึ้นที่จะเอาชนะความขี้เกียจที่จะเลิกล้มแผนการหรือบันไดสู่ความสำเร็จในอนาคต

ตัวอย่างที่สามารถทำได้ เช่น การกำหนดเวลา ตื่นนอน และการเข้านอนอย่างเป็นกิจวัตร แบ่งเวลาให้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายมีช่วงเวลาการพักผ่อนที่เต็มที่ 6-8 ชั่วโมง ในแต่ละวัน ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่านาฬิกาชีวิตของคนเราจะมีความต้องการฟื้นฟูร่างกายด้วยการสร้างฮอร์โมนช่วงประมาณห้าทุ่มถึงตีสอง การได้หลับสนิทในช่วงดังกล่าวจึงส่งผลให้ร่างกายมีความสดชื่นและไล่ความขี้เกียจระหว่างวันออกไปได้ดีขึ้น

การลงมือทำสิ่งที่นึกขึ้นได้ก่อน ไม่ต้องมีคำว่ารอ

การมีไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเวลา ดังนั้นเมื่อมีไอเดียดี ๆ ผุดขึ้นมาในสมอง ก็ควรรีบจดและทำให้เกิดผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะจะมีพลังกระตือรืนร้นที่จะทำให้จบงานนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีกำลังใจว่าได้ยืนอยู่บนพื้นที่ความสำเร็จขั้นต้นแล้ว

ส่วนการที่หลายคนไม่สามารถฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจได้ เพราะมีความเคยชินในการรอคอยเวลา มักคิดผัดวันประกันพรุ่ง มีคำว่าเดี๋ยวทำ เดี๋ยวก่อนเป็นคำพูดติดปาก จนทำให้ไม่สามารถทำงานใดเสร็จได้เป็นชิ้นเป็นอันนั่นเอง

ฝึกใจเอาชนะความขี้เกียจ

ดังนั้น คงจะเห็นแล้วว่าการฝึกใจให้เอาชนะความขี้เกียจไม่ใช่เรื่องยากที่เกินจะปรับปรุงตัวได้ หากมีเป้าหมายว่าจะทำงาน หรือเรียนให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ก็จะยิ่งเป็นแรงผลักดันให้มีความมุ่งมั่นเอาชนะความขี้เกียจ ที่มีโอกาสสูงในการบรรลุเป้าหมายนี้อย่างแน่นอน

ฝึกใจ ไม่ให้หัวร้อน เวลาขับรถ ปี 2018

ฝึกใจ ไม่ให้หัวร้อน เวลาขับรถ ปี 2018

การ ฝึกใจ ให้ลดความ หัวร้อน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ขับขี่รถ ในยุค 2018 เนื่องจากเราอยู่ในสังคมที่รีบเร่งและมีการแข่งขันกันสูง ทำให้ย่อมเกิดการ กระทบกระทั่ง กันง่าย หากไม่มีใครยอมใคร หรือ ไม่คิดถึงผลเสียที่จะตามมา ก็จะเกิดการ ปะทะ และเป็นเรื่องราวใหญ่โตตามมาได้ ทั้งนี้ในปัจจุบันเราเห็นข่าวการ ปะทะ กันบนท้องถนนง่ายและบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปะทะทางคำพูด การชูนิ้ว การข่มขู่ การใช้อาวุธ ฯลฯ ซึ่งเดิมอาจเกิดจากเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น จากการชิงจังหวะการเปลี่ยนเลน การไม่ให้ทางกันเวลาขับรถ รวมถึงการขับรถเฉี่ยวชนแม้เพียงเล็กน้อย ฯลฯ

ฝึกใจหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

การ ฝึกใจ ให้ลดความใจร้อน หรือ เรียกสติ ให้กลับมาสู่ตัว หลังความตกใจที่เกิดอุบัติเหตุ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันการแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดภัยแก่ตัวเองและผู้อื่น ซ้ำซ้อน หนักขึ้นไป อันทำให้เกิดความเสียหายในด้านต่าง ๆ ทั้งเสียความรู้สึก หงุดหงิด โมโห เสียเวลา เอาเวลาไปสนใจทำธุระ/กิจการงานดีกว่า เสียทรัพย์ การชกต่อยหรือทำลายข้าวของ-ทุบรถคู่กรณี ทำให้เป็นคดีความเสียค่าปรับได้ เสียชื่อเสียง เกิดการแพร่หลายของคลิปและเป็นข่าวให้เสียชื่อเสียงถึงวงศ์ตระกูล ฯลฯ

หากต่างฝ่ายใจเย็น และ ฝึกใจให้ นับ 1 ถึง 10 คิดเสียว่า เขาคงรีบ ก็จะทำให้ไม่มีเรื่องต่อบานปลาย แต่ที่มักเกิดเหตุซ้ำซ้อนตามมาตามพาดหัวข่าวรายวัน มักมาจากการ หัวร้อน หรือความไม่ยอมกัน ต้องการ เอาชนะ จะเอาเรื่องกันกันให้ได้ ทำให้มักมีการ สาดอารมณ์ ใส่กัน ด้วยพฤติกรรมที่เปี่ยมด้วยอารมณ์แบบไม่ยั้งคิดหรือขาดสติ ไม่ว่าจะจากคู่กรณีฝ่ายเดียว หรือทั้งสองฝ่าย ดังเห็นได้ทั้งจากข่าวสารทีวี ช่องทางออนไลน์ หรือการแชร์ต่อจากกล้องหน้ารถ ฯลฯ

การ ฝึกใจ ที่สามารถทำได้ในทุก ๆ วัน วันละบ่อยครั้ง ที่ได้ผลดี คือ การทำสมาธิ ช่วงตื่นนอน หรือ ก่อนการขับรถทุกครั้ง เพียงนั่งนิ่ง ๆ หลับตา รู้ตาม ลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ที่สั้น – ยาว ตื้น -ลึก ในแต่ละครั้ง เพียงรอบละ 1 – 3 นาที จะทำให้เป็นการ ดึงสติ ให้กลับมาอยู่กับ ปัจจุบัน ได้ดีขึ้น หรือบางคนที่ไม่ชอบนั่ง อาจใช้วิธี เดิน คล้ายการเดินจงกรม คือ ไม่ต้องหลับ แต่เป็นการเดินอย่างมีสติ โดยใช้หลักการเดียวกับการนั่งสมาธิดังที่กล่าวมา เพียงครั้งละ 5 นาที ก็จะสามารถสร้างความเคยชินให้ใจเย็น หรือ นิ่งมากขึ้น

ฝึกใจหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

การ ฝึกใจ ให้ไม่ หัวร้อน จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องใช้ท้องถนนที่แออัดร่วมกัน และโดยเฉพาะช่วงเวลาที่เร่งด่วนของเมืองใหญ่ หากสามารถทำได้เป็นประจำ เชื่อว่าจะลดอุบัติภัยจากร้ายแรงให้บรรเทาลงได้ และที่แน่นอนคือจะลดความหงุดหงิดหรืออาการ ใจลอย ระหว่างการขับรถได้เป็นอย่างมากด้วย

ฝึกใจไม่ให้โกรธ รู้ทันอารมณ์ ทำอย่างไร

อารมณ์โกรธเหมือนของบูด

คนอารมณ์ร้อนมักจะโกรธอยู่เสมอ ใจเป็นทุกข์เหมือนไฟสุมให้รุ่มร้อนและมีอารมณ์เก็บกด เมื่อถูกสะกิดเข้าก็ระเบิดออกมาง่าย ใคร ๆ ต่างเอือมระอากันหมด อยากรู้ว่ามีวิธีฝึกใจไม่ให้โกรธโดยไม่มีอารมณ์เก็บกดได้หรือไม่ ควรทำอย่างไร เรื่องนี้มีคำตอบ

เป็นธรรมดาของปุถุชนเมื่อมีคนมาด่าว่าหรือขัดอกขัดใจ ย่อมเกิดความรู้สึกโกรธแว่บแรก แต่เราต้องตั้งสติให้ดี พยายามเข้าใจความโกรธจริง ๆ ว่าเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากคำพูดที่มากระทบหูเท่านั้น ไม่ได้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจหรือก่อปัญหาแต่อย่างใด เราไม่ได้เจ็บกายอะไรเหมือนกับถูกขว้างด้วยหินด้วยมีด จะทำให้ผ่านความรู้สึกโกรธไปได้ ควรรู้เท่าทันอารมณ์ว่าโกรธแล้วก็หยุดได้ เพราะถ้าฟังแล้วเจ็บใจ ให้รู้ว่าเจ็บนานแค่ไหนความโกรธจึงบรรเทาลงซึ่งสร้างเกาะหรือภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ไม่ให้เผาใจหรือระบายออกไปในทางผิด ๆ คราวหน้าได้ยินอีกก็จะไม่โกรธแล้วหรือความโกรธลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ได้ยินแล้วโมโหโกรธาอยู่ร่ำไป ถือว่าฝึกใจไม่ได้ผล

อารมณ์โกรธเหมือนของบูด

อารมณ์โกรธเป็นเหมือนของบูดเน่า ส่งกลิ่นเหม็นและไม่น่ามอง จะเห็นว่ายามโมโหใบหน้าบึ้งตึง ปากบิดเบี้ยว ตาโตเขม็งขึ้งโกรธเหมือนคนบ้า ไม่น่ามองสักนิด ใครก็เห็นว่าไม่สวย ไม่น่าเข้าใกล้ แม้แต่คนสวย ๆ เวลาบทจะโกรธขึ้นมา ขาดสติพูดจาหยาบกระด้าง มนต์เสน่ห์เสื่อมคลายหายหมด ท่าทางก้าวร้าวที่มาพร้อมกับความโกรธ เสียงตะโกนและทำกิริยาน่าเกลียดจนถึงขั้นใช้กำลังก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ในทางกลับกันหากสงบใจ ข่มอารมณ์ให้ไม่ระเบิดเปรี้ยงปร้าง แล้วพยายามบังคับตัวเองให้เอาใจออกห่างจากเหตุการณ์นั้น เมื่อเวลาผ่านไป ลองย้อนกลับไปทบทวนใหม่ว่าสาเหตุของความโกรธยังคงเป็นเรื่องใหญ่สลักสำคัญเช่นเดียวกับเมื่อตอนโมโหครั้งแรกหรือไม่ ถ้าไม่โกรธเท่าเดิม ควรให้อภัยคู่กรณี แต่ถ้าหากสิ่งที่เขาทำดูเหมือนจะยกโทษให้ไม่ได้ คงต้องใช้กลยุทธ์อื่นแก้ปัญหาตามความเหมาะสมต่อไป

การให้อภัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้อภัยอย่างไร ถ้าคุณได้ยินใครบางคนพูดว่า “ฉันยกโทษให้ แต่ไม่เคยลืม” อย่าเชื่อคำพูดนั้น เพราะถ้าเราให้อภัยใครสักคนแล้ว จะลืมรายละเอียดว่าใครคนนั้นทำอะไรไว้กับเรา ทั้งสองคนจับมือและเลิกแล้วต่อกัน เมื่อเวลาผ่านไปถ้ามีเหตุการณ์เดิมเกิดซ้ำอีก เติมเชื้อไฟให้ลุกขึ้นอีกครั้ง นั่นแสดงว่าคุณยังคงโกรธและไม่เคยอภัยให้จริง ๆ

หากเรารู้สึกโกรธ วิธีบำบัดที่ใช้ได้ผลเร็วคือการกำหนดลมหายใจเข้าและออก หายใจลึกนับ 1-5 แล้วหายใจออก ทำให้สมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจและการนับจึงเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเรื่องที่เป็นสาเหตุของความโกรธ ใจเย็นลงได้เท่ากับฝึกชนะใจตนเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว คนใจเย็นใคร ๆ ก็มองว่าเป็นคนฉลาด มีเหตุผล กลายเป็นผลบวกทำให้ใคร ๆ ก็รักเอ็นดูมากขึ้นอีก

ฝึกใจไม่ให้โกรธ รู้ทันอารมณ์ ทำอย่างไร

เทคนิคฝึกใจและกายของคนที่ประสบความสำเร็จ

บุคลิกดี

คุณเคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่า ขณะนี้ได้ทำตามฝันหรือได้ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จแล้วหรือยัง เคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่าพวกเขามีแนวคิดในการใช้ชีวิตอย่างไร แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไร คนที่ประสบความสำเร็จมักจะฝึกวิธีควบคุมความคิดและอารมณ์ของตนเองเสมอ ถามตัวเองว่าควรเปลี่ยนนิสัยและกิจวัตรประจำวันอย่างไรจึงจะไปถึงบันไดสู่ความสำเร็จ เพราะทุกความสำเร็จเกิดขึ้นจากตัวเราเอง คนที่ประสบความสำเร็จจะมองหาแรงจูงใจให้ปรับปรุงตัวต่อเนื่อง พยายามอ่านหนังสือมากขึ้น การแสวงหาความรู้ทุกเรื่องมีประโยชน์เมื่อถึงคราวจำเป็นเสมอ อีกเรื่องคือการคิดในเชิงบวก ทำให้เราไม่จมปลักอยู่กับความล้มเหลว กลับจะมองไปข้างหน้าหาวิธีพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นตลอดเวลา เพียงแค่คุณใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ ซึ่งจะทำให้เข้าใกล้เป้าหมายความสำเร็จเร็วขึ้น

การเริ่มต้นก้าวแรกเป็นสิ่งสำคัญ มีคำแนะนำดังนี้

1.เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก หุ่นจะฟิตแอนด์เฟิร์ม

2.หันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ กินดีทุกวัน จะรู้สึกดีและมีสุขภาพดี

3.ฝึกเดินยืดอกหลังตรง คุณจะมีท่าทางสง่างาม อกผายไหล่ผึ่งและหายใจเต็มปอด

4.เริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยยิ้ม คุณจะกลายเป็นคนมีความสุข พร้อมกับกระจายความสุขไปรอบตัวและและดึงดูดผู้คนที่มีพลังบวกเช่นเดียวกันเข้ามาร่วมสร้างสังคมที่มีแต่รอยยิ้ม

5.มีใจกว้างพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้อื่น เช่น รื้อเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้วให้คนจรจัด คุณจะรู้สึกกระตือรือร้นกับการให้ เชื่อหรือไม่ว่ายิ่งให้ยิ่งได้ เป็นการเปิดรับโอกาสดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต

6.ทุกวันนี้คุณใช้เวลาดูโทรทัศน์วันละหลายชั่วโมง เปลี่ยนมาดูวันละ 1 ชั่วโมงและอ่านหนังสือที่มีประโยชน์มากขึ้น

7.ถ้าปกติคุณไม่จำชื่อบุคคลหรือบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ เปลี่ยนมาจดบันทึกไว้ในสมุดหรือกระดาษเพื่อให้จำได้แทน

8.เริ่มต้นด้วยการคิดนอกกรอบ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ฝึกให้คุณกลายเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่แตกต่างจากคนอื่น

9.เริ่มกล้าคิดกล้าทำ กล้าเดินออกจากเขตปลอดภัยด้วยความกล้าหาญเพื่อใช้ชีวิตอย่างคนที่ก้าวสู่ความสำเร็จ

ฝึกใจกินแต่ของที่ดีต่อสุขภาพ

เพียงไม่กี่คนก้าวไปถึงจุดหมายที่ตัวเองตั้งใจไว้ เพราะล้มเลิกกลางครัน จึงล้มเหลวและเสียโอกาสไป โอกาสเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่มีเข้ามาบ่อย ๆ การพัฒนาตัวเอง ฝึกกายฝึกใจ ถือเป็นขั้นตอนแรกของการก้าวสู่ความสำเร็จ ลักษณะเด่นของคนที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยแตกต่างกันไป คุณเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ลองทำตามตัวอย่างข้างต้นครบ 30 วันแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าคุณจะได้นิสัยใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมติดตัวไปและเข้าใกล้ความสำเร็จ อย่ายอมแพ้ก่อนถึงเส้นชัย ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้งตราบใดที่คุณไม่ยอมแพ้ ต้องลุกขึ้นใหม่ จะทำให้เราเข้มแข็งตลอดเส้นทางและมุ่งสู่ความสำเร็จตรงหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ไอเดียรับมือกับความเหงา ดีกว่านั่งเศร้าอยู่คนเดียว

วิธีแก้เหงา ไร้ความเศร้า

คุณรู้สึกเหงาหรือเปล่า ในยามทุกข์ใจอย่าปล่อยให้ความเบื่อครอบงำเรานานเกินไป อยากหลุดพ้นจากความเหงาอย่างจริงจัง ต้องมองหาวิธีการสร้างภูมิต้านทานในจิตใจที่สามารถจะต่อสู้กับปัญหาและอยู่รอดจากความเหงาได้ ลองทำตาม 7 คำแนะนำ ต่อไปนี้

1. ความสนุกสนานมาจากตัวเองล้วนๆ

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อาจเป็นวิธีดีที่สุดที่จะเอาชนะความเหงาของตัวเอง เมื่อเราสูญเสียเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว หรือเพียงแค่ย้ายไปอยู่ห่างจากทุกคนรอบตัว เรามักจะรู้สึกเหงาและหมดสนุก มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความทุกข์ยากของเราแทน ต้องรู้จักปล่อยตัวสบายและสนุกคนเดียวได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น ทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง กินขนมอร่อย เห็นไหม แค่นี้ก็สุขเล็กๆ ลืมความเหงาได้โดยไม่ต้องมีใคร

2. ขยันหัวเราะ สร้างภูมิคุ้มกันความเหงา

การหัวเราะได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าดีต่อสุขภาพของคุณ แต่เวลาเหงาเศร้าซึม ใครจะหัวเราะออก คุณคงคิดอย่างนั้นจริงไหม หาเรื่องสนุกทำ ดูหนังตลกขบขันช่วยให้อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวกและรับมือกับภาวะเศร้าซึมได้ดีขึ้น พอได้หัวเราะก็คลายเครียด จิตใจผ่อนคลาย และเพิ่มพลังความสุขให้กับตัวเองอีกครั้ง จะรู้สึกไม่ค่อยเหงาแล้ว

3. ติดต่อกับคนใกล้ตัว

ถ้าคุณรู้สึกเหงา อ้างว้าง พยายามติดต่อกับคนใกล้ชิดหรือคนที่คุณรัก ครอบครัว เพื่อนที่สนิทสนม ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์หรือรับประทานอาหารด้วยกันสักมื้อ ใช้เวลานาทีนั้นให้มีคุณภาพและรู้สึกมีความสุขขึ้นแน่นอน

4. เป็นเพื่อนดีที่สุดของตัวเองได้

คนเราจะรักคนอื่นเป็นก็ต่อเมื่อเรียนรู้ที่จะรักและชื่นชมตนเองก่อน ปฏิบัติต่อตัวเองอย่างสุภาพ ชมเชยตัวเอง เคารพตัวเอง เพิ่มแรงกระตุ้นให้ชีวิตมีคุณค่า ไม่ต้องแสวงหาใครอื่นมาเติมเต็มชีวิต ควรเป็นผู้รับผิดชอบความสุขของคุณเอง

5. เป็นที่ปรึกษาของตัวเอง ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

วิธีที่จะรอดพ้นความเหงาได้ ลองคิดว่าอยู่กับคนอื่นมีแต่เรื่องน่ารำคาญ พวกเขาบ่นแต่ปัญหาของตัวเอง คุณต้องลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง คิดว่าทำไมคุณเหงา เริ่มต้นเมื่อไร รู้สึกยังไงบ้าง ทำไมรู้สึกแบบนั้น จะทำอะไรเพื่อแก้ความเหงา การวิเคราะห์ปัญหาเป็นที่ปรึกษาของคุณเอง มองปัญหาด้วยมุมมองที่แตกต่างจะพบว่าช่วยให้ลืมความเหงาและวุ่นวายในใจไปได้

6. เป็นอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์

บางทีการได้ออกไปนอกบ้าน เป็นอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคม อาจเป็นวิธีมองหาเพื่อนใหม่ พบกับผู้คนใหม่ๆ ทำให้เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเองมากยิ่งขึ้น ความเบื่อและเหงาจะค่อยๆ หายไปเพราะเห็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

7. ดูแลร่างกายตัวเอง

เวลาเราเหงาและเศร้าเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมา มักจะละเลยลืมดูแลตัวเอง ถ้าดูแลร่างกายตัวเองให้ดีสักนิด นอนแช่ฟองสบู่ในอ่างอาบน้ำ ไปนวด ซื้อของดีๆ ให้ตัวเอง ดื่มชาหรือจิบไวน์รสเลิศ การดูแลร่างกายสำคัญเท่าๆ กับการดูแลจิตใจ เริ่มหันมาดูแลตัวเองช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกดีกับตัวเองอย่างแท้จริง

การทำอะไรด้วยตัวเองคนเดียวไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป อยากไปกินอาหารหรือดูหนังสักเรื่อง ถึงจะไม่มีใครว่างไปเป็นเพื่อน อย่างน้อยก็มีเรื่องสนุกให้ทำและน่าเบื่อน้อยกว่าอยู่บ้านคนเดียว เราจะผ่านวันคืนอันเงียบเหงาไปได้ อาจจะไม่เป็นไปตามสิ่งที่คาดหวังสักเท่าไร แต่ความคิดบวกช่วยสร้างกำลังใจให้เราได้เสมอไม่จะเจอสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม

ใช้โยคะเพื่อล้างและสงบจิตใจ แถมได้สุขภาพทางกายด้วย

โยคะ พาใจให้สงบ

ประโยชน์ด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับโยคะมีการพูดถึงขึ้นเรื่อยๆในทุกปี เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่คุณสามารถใช้เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณได้ ในแง่ของประโยชน์ต่อสุขภาพจิต พลังของโยคะมาจากความสามารถในการทำให้จิตใจสงบ การศึกษาพบว่าจิตใจสงบ สามารถนำไปสู่การลดความเครียด ลดความดันโลหิตสูงและลดภาวะซึมเศร้า

ประโยชน์จากความสงบของโยคะ

โยคะ เป็นการใช้พลังของความเงียบที่มาจากการเคลื่อนไหวทางร่างกายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการทำสมาธิ เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้ได้รับประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่เกิดมาจากความชัดเจนของจิตใจและอารมณ์โดยรวม เนื่องจากการหลั่งของสารเอนโดนฟิน (endorphins) ฮอร์โมนเอนโดรฟินชนิดนี้ทำให้รู้สึกถึงความอิ่มอกอิ่มใจและความสุข ซึ่งช่วยในการต่อสู้กับความคิดเชิงลบโดยการกระตุ้นอารมณ์ของคุณและช่วยให้สามารถมุ่งความสนใจไปที่แนวคิดเชิงบวกมากขึ้น

Yoka มีผลต่อร่างกายในทุกระดับได้อย่างไม่น่าเชื่อ เอนโดนฟินที่หลังออกมาทำให้รู้สึกได้ถึงแข็งแกร่งและมั่นคง โยคะช่วยให้คุณรู้สึกสงบแม้ว่าร่างกายจะอยู่กับการเคลื่อนไหว โดยเป็นรูปแบบของการทำสมาธิซึ่งจะนำไปสู่ความชัดเจนของจิตใจที่เพิ่มมากขึ้น การออกกำลังกายที่ทำอย่างสม่ำเสมอช่วยในการฝึกความคิดของคุณ เพื่อให้ความสำคัญกับสถานการณ์ปัจจุบันแทนที่จะกังวลเกี่ยวกับอดีตหรืออนาคต และจะนำไปสู่ความสงบที่ได้มากกว่าเพียงแค่การออกกำลังกายธรรมดา

เลือกรูปแบบที่เหมาะสม

บางรูปแบบของโยคะต้องมีความยืดหยุ่นสูงซึ่งอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เริ่มต้น นอกจากนี้ยังมีรูปแบบของโยคะที่มีปัจจัยภายนอกซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน ยกตัวอย่างเช่น โยคะ ที่เรียกว่า Bikram หรือ รู้จักกันดีในรูปแบบของ “โยคะร้อน” จะเป็นการทำโยคะในห้องที่มีอุณหภูมิสูงมากเพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตามระดับความร้อนนี้มักจะนำไปสู่การสูญเสียน้ำในร่างกายจนทำให้เกิดความอ่อนเพลียในคนที่ไม่เคยทำโยคะแบบนี้ จึงควรจะต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเพื่อป้องกันอันตราย

ส่วนโยคะในรูปแบบอื่นๆหรือเสไตล์อื่นๆนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องสอดคล้องกับความต้องการ ทำแล้วรู้สึกถึงความสนุกเพลิดเพลิน ไม่รู้สึกว่าเบาหรือหนักเกินไป เพราะคุณจะไม่ได้รับประโยชน์จากการฝึกโยคะหากคุณไม่ได้ตั้งใจที่จะทำมันอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ผลประโยชน์ระยะยาว

ความสอดคล้องกันระหว่างร่างกายและจิตใจซึ่งอยู่ในขั้นตอนการฝึกโยคะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับองค์รวมของชีวิตได้ นั่นคือการที่ช่วยสร้างสมาธิและความสงบ รวมถึงเพิ่มระดับของสติปัญญาของคุณให้สูงขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ตั้งแต่อายุน้อยไปจนถึงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนปลายเพราะไม่มีผลกระทบเรื่องแรงกระแทกต่างๆ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น