5 วิธีฝึกจิตใจให้เข้มแข็งง่าย ๆ ใครก็ทำได้

5 วิธีฝึกจิตใจให้เข้มแข็งง่าย ๆ ใครก็ทำได้

เคยไหม..ที่ชีวิตคุณต้องพบเจอกับปัญหาอุปสรรคมากมายที่ทำให้จิตใจท้อแท้ห่อเหี่ยวจะหันหน้าไปพึ่งพาอาศัยใครก็ไม่ได้ หากคุณเคยพบเจอกับสถานการณ์แย่ ๆ ในชีวิตเช่นนี้ขอให้คุณรับรู้เอาไว้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณคนเดียว เพราะทุกคนต่างก็เคยเจอเรื่องร้าย ๆ มาแล้วด้วยกันทั้งนั้น

วันนี้เราลองมาเรียนรู้วิธีการฝึกจิตใจให้มั่นคง แข็งแรงได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการที่หลายท่านได้ฝึกฝนจนสามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคในชีวิตมาได้

  1. เมื่อเจอปัญหา อย่าอยู่คนเดียว

คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนสบาย

หากเป็นไปได้ให้พยายามออกไปพบปะผู้คนโดยเฉพาะคนที่คุณไว้วางใจมากที่สุด คนที่คุณสามารถพูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือครูบาอาจารย์ก็ได้ เพราะเขาเหล่านี้อาจให้ข้อคิดหรือมุมมองที่ดี โดยที่คุณอาจคาดไม่ถึงก็เป็นได้

  1. เขียนระบายความในใจ

การเขียนถือว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดการทำสมาธิชั้นดี ไม่เชื่อลองทำดู

ในยุคสมัยที่เราอาจต้องเว้นระยะห่างทางสังคมบางทีการออกไปพบปะผู้คนอาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่สิ่งที่เราทำได้ง่ายนั่นก็คือการเขียน

การเขียนนอกจากจะเป็นการระบายความในใจออกมาเป็นตัวหนังสือนอกจากทำให้สบายใจแล้วยังเป็นการฝึกสมาธิได้ดีด้วย ไม่แน่ว่า..เรื่องราวที่เขียนอาจนำไปต่อยอดเป็นงานเขียนประเภทอื่น ๆ ทำเงินให้คุณในอนาคตด้วยก็ได้

  1. ดูหนังตลก

หัวเราะ 1 ครั้งอายุยืน 1 วัน หัวเราะทุกวันสร้างภูมิคุ้มกันโรค

บางท่านบอกไม่มีอารมณ์ที่จะเขียน ถ้าเช่นนั้นเราขอแนะนำอีกหนึ่งวิธี นั่นก็คือการดูหนังตลก เพราะหนังตลกนอกจากจะทำให้เราอารมณ์ดีแล้วยังเป็นการฝึกให้เราเป็นคนคิดบวกได้อีกด้วย

  1. เล่นดนตรี

ชีวิตที่เจอแต่ปัญหาลองเขียนมันออกมาเป็นบทเพลง

เพลงอมตะไพเราะหลาย ๆ บทมักจะเขียนออกมาจากชีวิตจริงของใครสักคนไม่แน่นะครับว่าเพลงที่กำลังไต่ยอดวิวหลักล้านอยู่ในขณะนี้อาจเป็นเพลงของคุณก็ได้

  1. ออกกำลังกาย

ออกกำลังกายวันละนิดจิตแจ่มใส

การได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายสดใสแข็งแรง สมองปลอดโปร่งโล่งสบาย ปัญหาหนัก ๆ หลายเรื่องที่คิดไม่ตก บางทีก็ต้องยอมปล่อยมันไป หันมาสนใจเฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า สติมาเดี๋ยวปัญญาก็เกิด

การใช้ชีวิตในปัจจุบันแม้มันไม่ง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ถ้าหากเราใส่ใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ อดีตที่ผ่านไปก็เหมือนสายน้ำมันไม่อาจไหลย้อนคืนมา ชีวิตคนเราก็เหมือนกันเราไม่สามารถย้อนคืนวันกลับมาแก้ไขอดีต แต่เราสามารถทำปัจจุบันให้ดีขึ้นได้

การฝึกใจเมื่อไม่สมหวัง

การฝึกใจเมื่อไม่สมหวัง

หากพูดถึงความผิดหวัง ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครชอบ เราทุกคนเกิดมาล้วนแต่ต้องการความสมหวังในทุกอย่างของชีวิตกันทั้งนั้น ทั้งที่เราก็ทราบดีว่าในความเป็นจริงมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และในเมื่อความสุขสมหวังดั่งใจหมายในทุกสิ่ง มันเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ แล้วเราจะทำอย่างไร ให้เราอยู่กับความไม่สมหวังดังใจได้ โดยไม่ทุกข์ทรมานหรืออย่างน้อยก็ให้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุดก็ยังดี

สิ่งที่เราต้องทำหากต้องการจะอยู่กับความไม่สมหวังได้อย่างเป็นปกติให้มากที่สุดก็คือ เราต้องหัดทำสิ่งที่เรียกว่าการฝึกใจหรือการฝึกจิตใจ การฝึกใจในยามที่ประสบพบเจอความไม่สมหวังเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยลดความทุกข์ร้อนทั้งกายและใจของเราได้

การฝึกใจในยามผิดหวังก็ไม่ยาก ให้เราเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงก่อนว่า นี่ เรากำลังไม่สบายใจจากความไม่ได้ดั่งใจอยู่ แล้วเราก็ไม่ต้องพยายามลืมหรือพยายามสลัดอารมณ์นั้นออกไป เพียงแค่ให้เราคอยสังเกตใจเราเอาไว้ให้ดี ๆ ดูว่ามันกำลังอึดอัด ก็แค่รู้ไว้ ดูให้เห็นว่ามันทุรนทุรายอย่างไร ก็แค่รู้ไว้ เชื่อหรือไม่ว่าการแค่ดู แต่ไม่ดิ้นรนนี่เอง คือหนทางที่จะช่วยสลายความผิดหวังให้มลายหายไปได้เร็วที่สุด

โดยธรรมชาติของความไม่สมหวังนั้น หากเรายิ่งพยายามต่อต้านมันจะยิ่งตอกย้ำ ความเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย สู้เราอยู่นิ่ง ๆ จะร้อนรนก็ช่างมัน ดูที่ความรู้สึกและอารมณ์ของเรา จะเสียใจก็ช่างมัน ดูไว้เท่านั้น พอเราทำบ่อย ๆ ทำนาน ๆ เข้า และที่สำคัญ คือ ทำเช่นนี้ในทุกครั้งที่ผิดหวังหรือไม่สมหวังในสิ่งใด รับรองว่าไม่นานเราก็จะชำนาญการรับมือกับการไม่สมหวังได้แบบสบาย ๆ

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด เรียกว่า การฝึกใจไว้ตั้งรับกับความไม่สมหวังในชีวิต ใครทำตามนี้ได้รับรองว่า คุณจะอยู่อย่างมีความสุข เพราะในชีวิตของเราทุกคน เรายังต้องประสบพบเจอเรื่องไม่สมหวังไปตลอดชีวิต มากบ้าง น้อยบ้าง เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง อย่างไรเราก็หนีไม่พ้น ดังนั้นการฝึกใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น หาไม่แล้ว เราจะขาดภูมิต้านทานความผิดหวัง ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่อันตรายอย่างมาก ที่อาจทำลายชีวิตของเราที่เหลือได้ง่าย ๆ ในพริบตา

การฝึกใจไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องหมั่นทำในทุกครั้งที่ประสบกับความไม่ชอบใจในเรื่องต่าง ๆ ในระยะแรก ๆ มันอาจจะฝืนธรรมชาติของใจเรา ที่ชอบแสดงอาการต่อต้านดื้อรั้นอยากเอาชนะ แต่หากเรามีสติ ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ พิจารณาดู เราจะรู้ว่า ไม่ว่าความสมหวังหรือความผิดหวัง ไม่ว่าอะไรมันก็อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้ มันมาเดี๋ยวมันก็ต้องไป ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปทั้งชีวิตหรอก

10 วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง วัคซีนต้านปัญหาด้วยปัญญา

10 วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง วัคซีนต้านปัญหาด้วยปัญญา

จิตใจที่มั่นคงเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่ปลูกฝังและสร้างขึ้นได้ ปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิตเป็นบททดสอบชั้นดีต่อการฝึกจิตใจของผู้นั้น ถ้าผ่านไม่ได้บุคคลนั้นจะถูกผลักดันให้พยายามหาวิธีแก้ปัญหาอื่น (ส่วนหนึ่งมาจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์) แต่ถ้าคุณเข้มแข็งพอและผ่านมันไปได้ ก็อาจพบเจอบททดสอบใหม่ที่ยากกว่าเดิม แล้วจะทำอย่างไรเพื่อรับมือและอยู่กับปัญหาเหล่านั้นให้ได้ คำตอบคือการเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยปัญญา การฝึกใจให้เข้มแข็งเป็นวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจและเพิ่มปัญญาที่ช่วยรับมือกับบททดสอบต่าง ๆ ซึ่งวิธีฝึกใจให้เข้มแข็งเพิ่มปัญญามีดังนี้

  1. มองโลกในแง่ดี (Positive Thinking) สำรวมความคิด ฝีกคิดดี ไม่ปล่อยให้ความคิดถูกครอบงำหรือชักจูงไปในด้านลบ โดยเริ่มมองข้อดีจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวก่อน เช่น ความสำเร็จที่เรามีอยู่ พูดกับตัวเองในเชิงให้กำลังใจ จะช่วยให้มองสิ่งรอบข้างได้หลายมิติ ลองจินตนาการว่าสิ่งต่าง ๆ กำลังเป็นไปอย่างที่เราต้องการ ทำให้กระบวนการความคิดของเราทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น การคิดบวกเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาตนเองที่สำคัญที่สุด
  2. รู้จักปล่อยวางอดีต (Let it be) ไม่เก็บเรื่องที่ผ่านไปแล้วมาคิด หรือโทษตัวเอง เพราะเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่ให้โฟกัสไปที่การแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นเพื่อระวังไม่ให้เกิดซ้ำอีก สร้างความภาคภูมิใจในตัวเองด้วยการคิดมุมกลับ นำสิ่งที่ผิดพลาดมาเป็นพลังให้เราเข้มแข็งขึ้น
  3. เข้าใจความธรรมดาของโลก (Understand the nature of life) มองทุกสิ่งอย่างเป็นธรรมชาติให้มากขึ้น จะทำให้เห็นวัฏจักรความแปรเปลี่ยนไปของโล​ก​ เกิดความเข้าใจในธรรมชาติต่อทุกสรรพสิ่ง จะช่วยลดความเจ็บปวดจากการยึดมั่นถือมั่นได้
  4. การมีจิตอยู่กับปัจจุบัน (Conscious living) เป็นการตระหนักรับรู้เท่าทันกระบวนการคิดและพฤติกรรมของตัวเอง ไม่ต้องไปยึดติดกับความผิดพลาดจากการเชียร์บอลแล้วเช็คผล สรุปผลบอล กลับไม่เข้าเป้าตามที่คิด เราสามารถฝึกจิตได้หลายวิธีไม่ว่าเป็นอิริยาบถ​ใด ยืน นั่ง นอน กิน ก็สามารถทำสมาธิได้โดยพิจารณาจากลมหายใจเข้า – ออก หรืออาการท้องพอง-ยุบ ซึ่งเป็นสมาธิขั้นพื้นฐานที่นอกจากช่วยให้หายใจได้ลึกเพื่อได้รับออกซิเจนมากขึ้นแล้ว ร่างกายยังได้รับการพักผ่อนด้วย การฝึกสมาธิเป็นการตระหนักรับรู้ถึงสภาวะปัจจุบันเพื่อให้มองเห็นปัญหาที่แท้จริง ช่วยยกสภาพจิตใจให้มีภูมิต้านทานต่อสภาวะต่าง ๆ ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
  5. พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด (Stand on your own feet) เรียนรู้การใช้ชีวิตให้ได้ด้วยตนเอง การสร้างอิสระให้ตัวเองโดยไม่ยึดติดกับผู้อื่น นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ และก่อให้เกิดความเข้มแข็งทางจิตใจที่นำมาสู่ความสำเร็จต่าง ๆ ได้ง่าย
  6. เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สม่ำเสมอ (Never be afraid of change) รู้จักปรับตัว ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง และมองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงนั้น ใจที่ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบเดิม ๆ จะช่วยเปิดโลกทัศน์ในมิติต่าง ๆ ของชีวิตได้กว้างไกลขึ้น
  7. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน (Set your goals and flight for it) ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคหรือเลิกล้มอะไรง่าย ๆ โดยโฟกัสไปที่อนาคตข้างหน้า ช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และเห็นศักยภาพของตนว่าสามารถพัฒนาไปทิศทางไหนได้บ้าง
  8. เปลี่ยนภาระเป็นแรงผลักดัน (Every burden is a blessing) มองสิ่งที่เผชิญอยู่เป็นความท้าทายและนำมาเป็นแรงขับให้ก้าวต่อไปข้างหน้า คนที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่และปัญหาหลายอย่างเป็นตัวอย่างของคนที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจสูง
  9. กล้าที่จะปฏิเสธ (Don’t just be good to others, be good to you) ไม่ควรเกรงใจต่อคนที่ไม่ให้ความเกรงใจผู้อื่น กำหนดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรที่ทำให้ไม่ได้และทำได้ถึงแค่ไหน คุณไม่จำเป็นต้องพยายามเอาใจคนทุกคน เพื่อให้ได้ความรักจากคนรอบข้าง ความกล้าที่จะเป็นตัวเองและบอกความรู้สึกที่แท้จริงช่วยให้ใจเข้มแข็ง
  10. ฝึกอยู่กับความเจ็บปวดจนคุ้นชิน (Get used to the pain) ฝึกคิดเชิงมหภาคเพื่อปล่อยผ่านเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ถูกใจ เพิ่มความหนักแน่นไม่อ่อนไหวต่อสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจ คนที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจย่อมทนต่อสภาวะความกดดัน และมีภูมิต้านทานต่อความเจ็บปวดได้ดี

การฝึกใจจะให้สัมฤทธิ์ผลที่ดีได้ก็ต่อเมื่อคุณนำมาใช้ในชีวิตประจำวันจริง ๆ เท่านั้น ถ้าเพียงแต่อ่านข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจแล้วหลงลืมที่จะนำมาใช้ มันก็คงเป็นเพียงข้อความที่ไร้ค่า หากจิตใจเปรียบเสมือนบันได ในแต่ละขั้นของบันไดก็คือระดับจิตใจของคุณเอง การก้าวขึ้นบันไดในแต่ละขั้นก็คือการสะสมแต้มรางวัลหรือประสบการณ์ซึ่งนำไปสู่ประตูแห่งชัยชนะ คือความมั่นคงหรือความเข้มแข็งทางจิตใจนั่นเอง

ทำยังไงถึงจะลดความอยากใช้เงิน

ทำยังไงถึงจะลดความอยากใช้เงิน

ปัญหาของคนยุคทุนนิยมในปัจจุบันที่สำคัญ คือ การใช้เงินเกินตัว หรือที่เรียกว่าใช้อย่างฟุ่มเฟือย จนเกินรายได้ที่มีอยู่ และไม่วางแผนเผื่ออนาคต จุดตรงนี้เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดโค้ชทางการเงินเป็นจำนวนมากมาแนะนำให้คนที่ตั้งใจปรับพฤติกรรม ฝึกตัวเองให้เก็บออมเงินได้มากขึ้น เลิกใช้เงินฟุ่มเฟือย ด้วยวิธีการดังนี้

1.ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
พื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการเก็บออมได้มากขึ้น และควบคุมการใช้เงินของตัวเอง คือการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ควรทำใน Excel หรือเป็นสมุดที่มีตารางเพื่อความสะดวกในการบวกลบคูณหารเลข จดบัญชีรายรับจากเงินเดือน รายได้เสริม งาน OT ต่าง ๆ ทางฝั่งรายได้ ส่วนรายจ่ายต้องบันทึกทุกอย่าง ไม่ว่าค่ารถโดยสาร ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า รวมตัวเลขดูว่าในแต่ละเดือน คุณมีงบที่สมดุลหรือได้ผลลัพธ์ทางบวกหรือลบอย่างไร จะทำให้คุณตระหนักว่าจุดใดควรแก้ไข ทำบ่อย ๆ จะแก้ไขพฤติกรรมการใช้เงินที่มากเกินไปได้

2.คำนึงถึงหนี้สินที่มีอยู่
บางคนมีหนี้บัตรเครดิตจำนวน 3 ถึง 5 ใบตั้งแต่วัยเริ่มทำงานเพียงไม่กี่ปี จากการซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า โน๊ตบุ๊ก มือถือ และของที่มีการโฆษณารุ่นใหม่ ๆ ที่ออกมาตลอดปี ทั้งนี้ในปัจจุบัน มีการเปิดโอกาสให้สมัครใช้บัตรเครดิตได้จากฐานรายได้เพียงแค่ 15,000 บาท ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสเป็นหนี้และใช้เงินเกินตัว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่จ่ายยอดขั้นต่ำสุดมาตลอด มียอดจ่ายบัตรเครดิตเดือนละหลายหมื่น ทั้งที่เงินเดือนหมื่นกว่าบาท จนเกิดการทบต้นและดอกเบี้ยมากขึ้นเรื่อย ๆ คุณจำเป็นต้องหยุดการใช้บัตรเครดิต แล้วคำนวณอย่างละเอียดถึงหนี้สินที่มีอยู่ และตั้งใจว่าต้องหยุดการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยทั้งหมดและต้องรีบเคลียร์หนี้สินให้หมดโดยเร็วที่สุด

3.คิดถึงอนาคต
การมีเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญในการควบคุมการใช้จ่ายเงิน หากคุณไม่มีทิศทางว่าจะนำเงินที่มีอยู่ไปทำอะไร เมื่อมีรายได้เข้ามาไม่ว่าหลักพันหรือหลักแสนบาท ก็สามารถใช้หมดได้ในพริบตา ทางที่ดีคุณควรเอากระดาษมาจดบันทึก มีเป้าหมายในชีวิตในช่วงระยะ 1 ปี 5 ปี 10 ปี และตอนเกษียณเป็นเช่นไร ต้องใช้เงินเท่าไหร่จึงจะทำให้ถึงเป้าหมาย เมื่อมีแรงบันดาลใจที่ชัดเจน คุณก็จะลดการใช้เงินฟุ่มเฟือยได้ โดยหันไปเก็บออมโดยการซื้อพันธบัตร หรือกองทุน ที่มีสภาพคล่องน้อยกว่าการถือเงินสดในมือ

การจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองในเรื่องการใช้จ่าย ไม่สามารถสำเร็จแค่การคิดหรือวางแผน แต่ต้องเกิดจากการวิเคราะห์ตัวเองและเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายจริง เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงปัญหาการใช้เงิน และมีเป้าหมายใหม่ในการควบคุมตัวเองต่อไป

4 วิธี ฝึกใจให้สงบ ลดอารมณ์หัวร้อนชะงัด

4 วิธี ฝึกใจให้สงบ ลดอารมณ์หัวร้อนชะงัด

การฝึกใจให้สงบจะเหมาะสำหรับคนยุคนี้เป็นอย่างมาก เพราะคนยุคใหม่มักจะใช้ชีวิตอยู่บนความตึงเครียดค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต ดังนั้น สิ่งที่คุณควรทำมากที่สุด คือ การฝึกฝนจิตใจของคุณให้มีความคงที่ มีความสงบ และมีสติอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันปัญหาหัวร้อนที่อาจจะนำพาไปสู่เหตุการณ์ไม่ดีต่าง ๆ ดังนั้นจึงขอแนะนำ 4 วิธีเพื่อฝึกจิตใจให้สงบและช่วยลดอารมณ์ร้อนได้ดี ดังนี้

1.หายใจลึก ๆ
เริ่มต้นฝึกใจ วิธีแรกจากการฝึกหายใจลึก ๆ โดยให้คุณนั่งหลับตาคล้ายการนั่งสมาธิแล้วปล่อยสมองให้โล่ง พร้อมหายใจเข้าและหายใจออกลึก ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งวิธีนี้ควรฝึกตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจทำให้คุณรู้สึกอารมณ์ไม่ดี เพื่อทำให้คุณรู้สึกเคยชินได้เร็วที่สุด เมื่อเกิดปัญหาแล้วให้หายใจเข้า-ออกลึก ๆ ในลักษณะนี้ทันที จะช่วยทำให้คุณใจเย็นลงได้ง่ายและเร็วที่สุด ทั้งยังทำให้มีสติพอที่จะคิดหาเหตุผลมาดับอารมณ์โกรธได้ดีอีกด้วย

2.หยุดทำทุกกิจกรรมสักครู่
เมื่อคุณรู้สึกหัวร้อนและอารมณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง ให้หยุดทำทุกกิจกรรม โดยเฉพาะการหยุดเล่นโซเชียล เพื่อป้องกันไม่ให้คุณโพสต์หรือคอมเม้นท์ผู้อื่นในแนวทางที่ไม่ดีและอาจนำความเดือดร้อนมาให้คุณได้ ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มอารมณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง ให้ออกจากทุกกิจกรรมที่คุณทำอยู่ แล้วไปอยู่ในมุมสงบหรือจุดที่เงียบที่สุด จากนั้นให้หายใจเข้า-ออกลึก ๆ จะช่วยทำให้คุณลดอาการหัวร้อนและมีสติมากขึ้น

3.มองให้เป็นอากาศ
สำหรับผู้ที่รู้สึกหัวร้อนง่ายเพราะคนรอบข้างที่มักพูดไม่ดีหรือทำไม่ดี ถ้าต้องการระงับอารมณ์ให้ได้มากที่สุด คุณควรมองคนเหล่านั้นให้เป็นอากาศ เหมือนไม่มีตัวตน ไม่ต้องสนใจใด ๆ เมื่อเขาเห็นคุณไม่สนใจก็อาจจะหยุดไปเอง แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นและแย่ลง ให้คุณรีบออกมาจากบรรยากาศนั้น ๆ อย่าอยู่ใกล้หรือคบหาสมาคมกับคนที่ไม่ดีอีกต่อไป

4.ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณสามารถลดความตึงเครียดได้ดีด้วยเช่นกัน เพราะการได้เล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายในแบบของคุณ จำเป็นจะต้องใช้สมาธิพอสมควรและการที่ได้ออกกำลังจนเหงื่อออกท่วมตัว ก็จะยิ่งช่วยทำให้คุณรู้สึกสบายใจมากขึ้น

การฝึกใจให้อารมณ์เย็นลงและลดความรู้สึกโกรธ โมโห และหัวร้อน จะช่วยทำให้คุณใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ง่ายและมีความสุขมากยิ่งขึ้น พร้อมทำให้คุณกลายเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเข้าใจความคิดของคนอื่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยการทดลองมาร์ชเมลโล่

ฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยการทดลองมาร์ชเมลโล่

การทดลอง Marshmallow Test ได้ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1960 โดย ศาสตราจารย์ Walter Mischel จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด โดยทดลองกับเด็ก ๆ กว่า 600 คนที่มีอายุอยู่ระหว่าง 4-6 ขวบ เพื่อทดสอบฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยขนมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ เช่น Marshmallow, คุ้กกี้ หรือเค้ก

การทดลองนี้เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักการ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” โดยล่อใจเด็กโดยให้เงื่อนไขว่า ถ้ากินตอนนี้เลยจะได้ขนม 1 ชิ้น แต่ถ้าสามารถรอจนกว่าผู้ทดลองกลับมาได้ (ประมาณ 15 นาที) จะได้ขนมเพิ่มอีก 1 ชิ้น

สำหรับผู้ใหญ่แล้วการอดใจรอ 15 นาทีถือว่าทำได้ไม่ยาก แต่สำหรับเด็กแล้วช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก บางคนถึงกับต้องแอบเลียมัน (แต่ไม่กินมันลงไป) หรือจับขนมแล้วเอาวางกลับไปที่เดิม เด็กบางคนพยายามฝึกใจห้ามตัวเองโดยหันไปทำอย่างอื่น เพื่อที่จะสามารถรอได้ครบตามเวลาที่กำหนดเพื่อได้ขนมเพิ่มอีก 1 ชิ้น แต่ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่เมื่อผู้ทดลองออกจากห้อง ก็หยิบขนมเข้าปากในทันทีเนื่องจากไม่สามารถหักห้ามใจได้

จากการทดลองในครั้งนั้นพบว่า เด็ก 2 ใน 3 ได้ยอมแพ้ต่อการล่อใจ แต่สิ่งที่ค้นพบที่น่าตื่นเต้นสำหรับการทดลองนี้ก็คือ เด็ก 1 ใน 3 ที่ทนต่อการล่อใจได้มักจะมีผลการเรียนที่ดีกว่าเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถทนต่อการล่อใจได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กเหล่านี้มักไม่ค่อยมีปัญหา รู้จักจัดการความเครียด มีความมุ่งมั่น และเข้ากับคนอื่นได้ดี ส่วนกลุ่มที่กินขนมทันที อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต และมีโอกาสที่ชีวิตจะออกนอกลู่นอกทางได้สูง

ศาสตราจารย์ Walter Mischel เจ้าของโปรเจกต์การทดลองจึงได้ให้ข้อสรุปของการทดลองนี้ว่า “ ความสามารถในการหักห้ามใจตัวเอง อดทนต่อสิ่งล่อลวง มีผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวโดยตรง

หลังจากนั้นไม่นาน นักจิตวิทยาชื่อ Philip Zimbardo ได้ตั้งข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับเรื่องของเด็ก 2 กลุ่มนี้ไว้น่าสนใจมาก ๆ โดยเขาบอกว่า ความแตกต่างของเด็ก 2 กลุ่มนี้ไม่ใช่ความอดทนในการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน แต่เป็นการที่เด็กกลุ่มหนึ่งคิดถึงอนาคตมากกว่าปัจจุบันพวกเขาจึงอดทนรอคอยนานขึ้นเพื่อจะได้รางวัลเป็นขนมที่มากขึ้น ส่วนเด็กอีกกลุ่มหนึ่งมองแค่ปัจจุบันเท่านั้นจึงกินขนมทันที

จากข้อสันนิษฐานตรงนี้ทำให้สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักมองไปถึงผลลัพธ์ที่สวยงามในอนาคตจึงสามารถผ่านความยากลำบากไปได้ กลุ่มคนเหล่านี้มักมีเป้าหมาย ความฝัน ความสนใจที่ชัดเจน และลงแรงในสิ่งที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้ ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักจะพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนาชั่วอึดใจ

ยกตัวอย่างเช่น การเลื่อนแผนซื้อของฟุ่มเฟือยออกไปก่อนเมื่อยังไม่จำเป็นต้องใช้ แต่นำเงินไปลงทุนให้งอกเงยแล้วจึงแบ่งผลกำไรส่วนหนึ่งสะสมไว้เพื่อซื้อของได้ตามที่ต้องการ ดังนั้น หากฝึกใจไม่มองเอาแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า แต่รู้จักวางแผน อดทน รอคอยเวลา ก็มีโอกาสจะได้รับสิ่งที่ดีกว่า

วิธีฝึกใจ ควบคุมความโกรธแบบง่าย ๆ

วิธีฝึกใจ ควบคุมความโกรธแบบง่าย ๆ

อาการโกรธเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะกับคนในครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน ลูกค้าที่มาใช้บริการ หรือแม้เมื่อคุณขับรถบนท้องถนน ก็อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น มีรถปาดหน้า หรือ รถคันหลังบีบแตรไล่อย่างไร้สาเหตุ ฯลฯ ทำให้เกิดอารมณ์โกรธโมโหได้อย่างมาก

เรามาดูกันว่า จะมีวิธีการฝึกใจตัวเองอย่างไรให้ควบคุมความโกรธได้ง่าย ๆ บ้าง

1.การนับ 1-10
เป็นการฝึกใจควบคุมให้ตัวเองยังไม่เอ่ยปากต่อว่าใคร เมื่ออารมณ์กำลังโมโหถึงขีดสุด เป็นตัวช่วยให้คุณได้อยู่กับลมหายใจเข้าออกช้า ๆ และนับ 1-10 ไปควบคู่กัน จะทำให้อารมณ์ของคุณค่อย ๆ เจือจางความโกรธลงได้ เป็นเทคนิคที่คุณสามารถฝึกฝนใช้ได้บ่อย ๆ ในทุกสถานการณ์

2.คิดเสียว่า ช่างมันเถอะ
การบอกตัวเองว่า “ช่างมันเถอะ!” ให้บ่อย ๆ ก็จะทำให้คุณรู้สึกปล่อยวางกับเรื่องที่ทำให้คุณโมโหได้ดียิ่งขึ้น แล้วทำให้คุณเลือกมองไปที่เป้าหมายข้างหน้าที่ต้องทำต่อ เช่น หากคุณมีปัญหาขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน คุณก็สามารถที่จะพูดกับตัวเองว่า ช่างมันเถอะ ปล่อยวางมันเสียบ้าง และมุ่งหน้าทำงานของคุณต่อไปเลย ไม่ต้องใส่ใจเพื่อนร่วมงาน ไม่ต้องไปทะเลาะกับเขา เอาเวลามานั่งทำงานต่อดีกว่า

3.เอาตัวออกมาจากสถานการณ์
หากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี ก็ขอให้หันหลัง เดินออกมาจากสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด เช่น หากคุณกำลังหงุดหงิดเมื่อรถคันหลังมีพฤติกรรมใช้ถนนที่แย่ คุณก็อาจแวะปั๊มน้ำมัน หรือร้านอาหารข้างทาง ไปเข้าห้องน้ำ ซื้ออาหารเครื่องดื่มเย็น ๆ แทน ได้พักสงบสติอารมณ์สักครู่แบบนี้ก่อนที่จะขับรถเข้าสู่เส้นทางปกติต่อไป ย่อมดีกว่าการเสี่ยงขับรถต่อทันทีทั้งที่ยังโกรธ

4.มองดูเหตุผลในมุมมองคนอื่น
นอกจากการรู้เหตุผลของการกระทำตัวเองแล้ว คุณอาจต้องมองเหตุผลของคนอื่นบ้าง ว่าเหตุใดเขาจึงทำอย่างนั้น เมื่อคุณคิดว่า เขาก็คงมีเหตุผลส่วนตัวด้วยเช่นกัน ที่ทำให้เขาเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจ หรือที่้เขาพูดจาไม่ดีใส่คุณ เพราะอาจมีเรื่องหงุดหงิดที่เข้าใจผิดกันก็เป็นได้ เมื่อคุณอารมณ์เย็นลงอาจหาจังหวะเข้าไปคุยกัน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง อาจได้ปรับทำความเข้าใจกันก็ได้

การฝึกใจตัวเองไม่ให้โกรธ มีหลายเทคนิคที่คุณสามารถฝึกใจและทำผสมผสานกัน หากคุณพัฒนาตัวเองให้เป็นคนโกรธยากและให้อภัยได้ง่ายขึ้น จะทำให้คุณมีความสุขกับชีวิตมากยิ่งขึ้นในทุกวัน และทำให้เป็นคนที่น่าเข้าใกล้ เพราะไม่ว่าใครก็อยากอยู่กับคนที่อารมณ์ดีทั้งนั้น

5 ข้อคิดฝึกใจให้สงบ ลดความเครียด

5 ข้อคิดฝึกใจให้สงบ ลดความเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้มากมาย ทั้งปัญหาสุขภาพทางกายและปัญหาทางจิตใจ วันนี้เราจึงขอนำเสนอ 5 ข้อคิดฝึกใจให้สงบ ลดความเครียด ไปดูกันว่าจะมีข้อไหนที่น่าสนใจและนำไปทำตามได้บ้าง

1.มองปัญหาเป็นความท้าทาย
ทุก ๆ คนย่อมมีอุปสรรคปัญหาเข้ามาในทุกวันของการใช้ชีวิต ซึ่งถ้าเราคิดว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นปัญหา ความรู้สึกที่จะจัดการให้ผ่านพ้นไปก็เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรามองว่าสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นความท้าทายที่จะช่วยให้เราแข็งแกร่งขึ้น ทุกปัญหาที่เข้ามาในชีวิตก็จัดการได้ไม่ยากเลย

2.หลังความยากลำบากจะมีความง่ายดาย
ความยากง่ายในปัญหาของแต่ละคนอาจจะไม่มีมาตรวัดตายตัว แต่ทุกคนคงเคยประสบกับสิ่งที่คิดว่ายากลำบากกันมาแล้ว ซึ่งถ้าใครกำลังพบกับความยากลำบากเรื่องใหม่ที่ยากต่อการจัดการอยู่ ขอให้อดทน หาทางแก้ไขตามที่ควรจะเป็น สักวันปัญหานั้นก็จะผ่านไป กลายเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า และทำให้สามารถรับมือกับปัญหาที่ยากยิ่งกว่าได้ในอนาคต

3.อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น
ในทุกวันนี้เราอาจเห็นความสำเร็จของหลาย ๆ คน ทั้งในข่าวหรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ จนอาจจะคิดเปรียบเทียบไปว่าทำไมเรายังไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย คนอื่น ๆ ชีวิตดูสบายมีแต่ความสุข แต่เราไม่ได้รับรู้เลยว่าระหว่างทางกว่าภาพความสำเร็จของแต่ละคนจะออกมาปรากฏต่อสายตาผู้คนนั้นเขาต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง ซึ่งอาจจะแย่กว่าที่เราเป็นตอนนี้เสียอีก ดังนั้นอย่าไปเปรียบเทียบหรืออิจฉาคนอื่นเพราะยิ่งคิดเปรียบเทียบก็ยิ่งเกิดความโลภและความต้องการที่มากขึ้น ทำให้เหนื่อยกับการวิ่งตามความสุข ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืนเอาเสียเลย

4.อย่าปล่อยให้ปัญหามาบั่นทอนความสุข
ปัญหาทุกอย่างมีทางออก ซึ่งถ้าเราพยายามจนเต็มที่แล้ว แต่ยังแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ก็ควรหาตัวช่วยที่จะทำให้ปัญหานั้นผ่านไปด้วยดี ลองมองหาที่ปรึกษาซึ่งมีความน่าเชื่อ และค่อย ๆ จัดการความคิดหาทางแก้ไปในทางที่ถูกต้อง รวมถึงอย่าปล่อยให้ปัญหามาบั่นทอนความสุขต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

5.ตั้งเป้าหมายให้ชัด
หลายคนอาจจะเกิดช่วงเวลาของความว่างเปล่าในชีวิต ที่ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตต่อ จนทำให้ใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย และบางครั้งอาจจะไม่ต้องการใช้ชีวิตต่อไปอีกเลย การใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความว่างเปล่านี้ได้ ลองมองหาคำตอบให้ชัดว่าชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร เป้าหมายของชีวิตเราต้องการทำอะไร ถ้ายังตั้งเป้าหมายระยะยาวไม่ได้ลองตั้งเป้าหมายระยะสั้นแบบวันต่อวันดูก่อน แล้วจะเริ่มมองเห็นภาพเส้นทางชีวิตในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น

การฝึกใจนอกจากจะลดความเครียดแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสุขในการใช้ชีวิตอีกด้วย สิ่งสำคัญคือขอให้เชื่อมั่นในตนเองและลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อ แล้วทุกสิ่งจะสมหวังดั่งใจปรารถนา

5 เทคนิคฝึกใจ ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ที่ตึงเครียด

5 เทคนิคฝึกใจ ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ที่ตึงเครียด

ในยามที่สถานการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายคนประสบกับความเครียดจากการกักตัว การหยุดงาน การขาดรายได้และหนี้สิน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ การฝึกจิตใจให้มีความแข็งแกร่งพร้อมรับสถานการณ์เลวร้ายจึงเป็นวิธีลดความฟุ้งซ่านและเพิ่มสมาธิ และสามารถช่วยให้จัดการกับปัญหาได้ดีกว่า ซึ่งวิธีการฝึกใจให้มีความแข็งแกร่งและเพิ่มสมาธิ มีดังนี้

1.ควบคุมการหายใจ การหายใจเข้า – ออกลึก ๆ ในขณะที่รู้ตัวว่ามีความเครียดเกิดขึ้น จะช่วยให้จิตใจรู้สึกสงบลงได้และทำให้สมองได้รับออกซิเจนเพียงพอ ซึ่งช่วยฝึกใจให้เรียกสติและสมาธิกลับมาได้ดี โดยวิธีการหายใจคือ หายใจเข้าแล้วกลั้นหายใจไว้สักพัก จากนั้นหายใจออก ทำซ้ำ 2 – 3 ครั้ง หรือจนกว่าจะรู้สึกว่าจิตใจสงบลง

2.เขียนบันทึกเพื่อเรียบเรียงความคิด ในช่วงที่กำลังคิดหาทางออกนั้น สมองจะมีความคิดที่กระจัดกระจายและไม่สามารถเรียบเรียงได้ทันที การฝึกใจโดยเขียนถึงวิธีที่จะใช้ในการแก้ปัญหาจะช่วยให้สมองได้เรียบเรียงความคิดได้ดีกว่า แต่สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ ควรหยุดคิดสักครู่โดยใช้วิธีการเบี่ยงเบนความสนใจไปยังหนังสือ เพลง หรือภาพยนตร์เพื่อให้สมองได้พักบ้าง แล้วค่อยคิดหาวิธีใหม่เมื่อจิตใจรู้สึกสงบลง

3.รับประทานของหวาน ขนมและอาหารที่มีรสหวาน เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้สมองและร่างกายรู้สึกผ่อนคลายได้ รวมถึงเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากความเครียดได้ดี เมื่อร่างกายได้รับรสชาติหวานจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมา ซึ่งทำให้รู้สึกสงบและลดความเครียดได้ แต่ก็ต้องระวังไม่ใช้วิธีนี้ทุกครั้งไป เพราะความหวานก็มีโทษต่อร่างกายเช่นกัน

4.ควบคุมอารมณ์ให้ปกติ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลต่อการสร้างอารมณ์ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ โมโห เศร้า หรือเสียใจ ต่างเป็นอารมณ์ทางลบที่มีแต่จะทำให้สมองตื้อทั้งสิ้น การควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติจะช่วยให้มีสมาธิยิ่งขึ้น โดยวิธีการฝึกใจที่ช่วยควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติสามารถทำได้ด้วยการกำหนดลมหายใจและหาที่เงียบสงบเพื่อใช้ในการควบคุมอารมณ์ เมื่อทำบ่อย ๆ จะสามารถควบคุมอารมณ์ได้อัตโนมัติและไม่ทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนบ่อย

5.ใช้เวลากับตัวเอง การสังเกตอารมณ์และความคิดของตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าจะตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป การฝึกใจโดยเรียนรู้ตัวเองจะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้นและมองเห็นทางออกของปัญหาที่เหมาะกับการใช้ชีวิต ณ ขณะนั้นได้ดีกว่า

การนำวิธีการฝึกใจทั้ง 5 ข้อไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้จิตใจที่กำลังประสบปัญหามีความเครียดลดลงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้จิตใจแจ่มใสมากขึ้น เมื่อจิตใจแจ่มใสก็จะทำให้เกิดสมาธิและสามารถหาทางออกจากปัญหาได้

ประโยชน์ 5 ประการจากการฝึกใจให้คิดบวก

ประโยชน์ 5 ประการจากการฝึกใจให้คิดบวก

การเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสภาพจิตใจของคนเราอย่างมาก หากปล่อยให้สิ่งเร้าต่าง ๆ มากระทบจิตใจก่อให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะส่งผลต่อความคิด มุมมองการใช้ชีวิตในแง่ลบแล้ว ยังเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บและหนทางสู่ความล้มเหลวในชีวิตได้ในที่สุด

ในทางตรงกันข้าม หากเราปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการมองโลกในแง่ดี ฝึกใจให้คิดบวกอยู่เสมอ เราก็จะมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตที่กำลังหล่นร่วงไปสู่มุมมืดให้คืนกลับสู่แสงสว่างในโลกแห่งความเป็นจริงได้ ถ้าหากยังสงสัย เราไปดูให้รู้กันว่า ประโยชน์ 5 ประการจากการฝึกใจให้คิดบวกมีอะไรกันบ้างค่ะ

ประการที่ 1 เมื่อเราตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะฝ่าด่านอารมณ์ขุ่นมัวไปได้ด้วยสติ เราก็ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์และศึกษาคุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นหลักใจการพิจารณา เมื่อมีเรื่องขุ่นมัวมากระทบจิตใจ ก็ให้พิจารณาว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ยอมรับว่าตนเองกำลังรู้สึกอย่างไร มีสติและแก้ปัญหาที่สาเหตุ ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย และทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ลดความเสี่ยงการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

ประการที่ 2 การมองโลกในแง่ดี ไม่คิดร้าย หรือสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ผู้อื่น ประโยชน์ที่ได้รับเมื่อเกิดปัญหาหรือมีความเสียหายเกิดขึ้น เราจะสามารถให้อภัยผู้อื่นและตนเองได้ ทำให้จิตใจมีพลังในการแก้ไขปัญหาและก้าวผ่านอุปสรรคไปได้อย่างไม่ยากลำบาก ประโยชน์ที่ได้รับคือ ระบบการเผาผลาญ ย่อยสลาย ขับถ่ายและดูดซึมอาหารของร่างกายทำงานเป็นปกติ ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ

ประการที่ 3 การมองหาแรงบันดาลใจจากบุคคลต้นแบบ คนในครอบครัว หรือคนใกล้ตัวที่มีความสำเร็จในชีวิต ศึกษาวิธีคิด วิธีปฏิบัติและนำมาปรับใช้กับตนเองอย่างสม่ำเสมอ ประโยชน์ที่ได้รับคือ การมีบุคลิกภาพที่ดี มีความสุข และความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น มองข้ามอุปสรรคและค้นพบทางออกของปัญหาได้อย่างง่ายดาย

ประการที่ 4 การฝึกใจให้คิดบวกบนพื้นฐานของคุณธรรมความซื่อสัตย์และจริงใจ ความคิดดี ทำดี และช่วยเหลือผู้อื่น จะช่วยให้สมองหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นฮอร์โมนความสุข เมื่อปราศจากความวิตกกังวลใด ๆ ปัญหาก็จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเราอีกต่อไป ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตีพิมพ์ลงในวารสาร The American Journal of Cardiology ในปี 2013 รองรับว่า มีการทดสอบกับอาสาสมัครที่มีอายุ 40-70ปี จำนวนเกือบ 1,000 คน พบว่าการใช้ชีวิตด้วยทัศนคติในเชิงบวกและมีความสุขในการดำเนินชีวิต จะช่วยเพิ่มระดับไขมันดีในร่างกายให้สูงกว่าระดับไขมันเลวได้ เนื่องจากการมีสภาพจิตใจและภาวะโภชนาการที่ดีนั่นเอง

ประการที่ 5 ฝึกใจให้สงบด้วยธรรมชาติบำบัด โดยการดูแลเอาใจใส่กระถางต้นไม้ในสวนหน้าบ้าน หลังบ้าน หรือต้นไม้ใบหญ้า ริมถนนสองข้างทาง ก็เป็นการพักผ่อนสายตาและมีประโยชน์ในการฝึกใจทั้งสิ้น เพราะเมื่อเราได้ใกล้ชิดธรรมชาติที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ สุขภาพกายใจผ่อนคลายไม่ตึงเครียด ภูมิคุ้มกันร่างกายก็ดีตามไปด้วย

เพียงเราปรับเปลี่ยนมุมมองเพียงเล็กน้อย ด้วยการมองโลกในแง่ดี เราก็จะกลายเป็นคนอารมณ์ดี บุคลิกภาพดี จิตใจผ่องใส ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและยังมีอายุยืนยาวอีกด้วย