4 วิธี ฝึกใจให้สงบ ลดอารมณ์หัวร้อนชะงัด

4 วิธี ฝึกใจให้สงบ ลดอารมณ์หัวร้อนชะงัด

การฝึกใจให้สงบจะเหมาะสำหรับคนยุคนี้เป็นอย่างมาก เพราะคนยุคใหม่มักจะใช้ชีวิตอยู่บนความตึงเครียดค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต ดังนั้น สิ่งที่คุณควรทำมากที่สุด คือ การฝึกฝนจิตใจของคุณให้มีความคงที่ มีความสงบ และมีสติอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันปัญหาหัวร้อนที่อาจจะนำพาไปสู่เหตุการณ์ไม่ดีต่าง ๆ ดังนั้นจึงขอแนะนำ 4 วิธีเพื่อฝึกจิตใจให้สงบและช่วยลดอารมณ์ร้อนได้ดี ดังนี้

1.หายใจลึก ๆ
เริ่มต้นฝึกใจ วิธีแรกจากการฝึกหายใจลึก ๆ โดยให้คุณนั่งหลับตาคล้ายการนั่งสมาธิแล้วปล่อยสมองให้โล่ง พร้อมหายใจเข้าและหายใจออกลึก ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งวิธีนี้ควรฝึกตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจทำให้คุณรู้สึกอารมณ์ไม่ดี เพื่อทำให้คุณรู้สึกเคยชินได้เร็วที่สุด เมื่อเกิดปัญหาแล้วให้หายใจเข้า-ออกลึก ๆ ในลักษณะนี้ทันที จะช่วยทำให้คุณใจเย็นลงได้ง่ายและเร็วที่สุด ทั้งยังทำให้มีสติพอที่จะคิดหาเหตุผลมาดับอารมณ์โกรธได้ดีอีกด้วย

2.หยุดทำทุกกิจกรรมสักครู่
เมื่อคุณรู้สึกหัวร้อนและอารมณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง ให้หยุดทำทุกกิจกรรม โดยเฉพาะการหยุดเล่นโซเชียล เพื่อป้องกันไม่ให้คุณโพสต์หรือคอมเม้นท์ผู้อื่นในแนวทางที่ไม่ดีและอาจนำความเดือดร้อนมาให้คุณได้ ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มอารมณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง ให้ออกจากทุกกิจกรรมที่คุณทำอยู่ แล้วไปอยู่ในมุมสงบหรือจุดที่เงียบที่สุด จากนั้นให้หายใจเข้า-ออกลึก ๆ จะช่วยทำให้คุณลดอาการหัวร้อนและมีสติมากขึ้น

3.มองให้เป็นอากาศ
สำหรับผู้ที่รู้สึกหัวร้อนง่ายเพราะคนรอบข้างที่มักพูดไม่ดีหรือทำไม่ดี ถ้าต้องการระงับอารมณ์ให้ได้มากที่สุด คุณควรมองคนเหล่านั้นให้เป็นอากาศ เหมือนไม่มีตัวตน ไม่ต้องสนใจใด ๆ เมื่อเขาเห็นคุณไม่สนใจก็อาจจะหยุดไปเอง แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นและแย่ลง ให้คุณรีบออกมาจากบรรยากาศนั้น ๆ อย่าอยู่ใกล้หรือคบหาสมาคมกับคนที่ไม่ดีอีกต่อไป

4.ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณสามารถลดความตึงเครียดได้ดีด้วยเช่นกัน เพราะการได้เล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายในแบบของคุณ จำเป็นจะต้องใช้สมาธิพอสมควรและการที่ได้ออกกำลังจนเหงื่อออกท่วมตัว ก็จะยิ่งช่วยทำให้คุณรู้สึกสบายใจมากขึ้น

การฝึกใจให้อารมณ์เย็นลงและลดความรู้สึกโกรธ โมโห และหัวร้อน จะช่วยทำให้คุณใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ง่ายและมีความสุขมากยิ่งขึ้น พร้อมทำให้คุณกลายเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเข้าใจความคิดของคนอื่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยการทดลองมาร์ชเมลโล่

ฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยการทดลองมาร์ชเมลโล่

การทดลอง Marshmallow Test ได้ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1960 โดย ศาสตราจารย์ Walter Mischel จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด โดยทดลองกับเด็ก ๆ กว่า 600 คนที่มีอายุอยู่ระหว่าง 4-6 ขวบ เพื่อทดสอบฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยขนมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ เช่น Marshmallow, คุ้กกี้ หรือเค้ก

การทดลองนี้เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักการ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” โดยล่อใจเด็กโดยให้เงื่อนไขว่า ถ้ากินตอนนี้เลยจะได้ขนม 1 ชิ้น แต่ถ้าสามารถรอจนกว่าผู้ทดลองกลับมาได้ (ประมาณ 15 นาที) จะได้ขนมเพิ่มอีก 1 ชิ้น

สำหรับผู้ใหญ่แล้วการอดใจรอ 15 นาทีถือว่าทำได้ไม่ยาก แต่สำหรับเด็กแล้วช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก บางคนถึงกับต้องแอบเลียมัน (แต่ไม่กินมันลงไป) หรือจับขนมแล้วเอาวางกลับไปที่เดิม เด็กบางคนพยายามฝึกใจห้ามตัวเองโดยหันไปทำอย่างอื่น เพื่อที่จะสามารถรอได้ครบตามเวลาที่กำหนดเพื่อได้ขนมเพิ่มอีก 1 ชิ้น แต่ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่เมื่อผู้ทดลองออกจากห้อง ก็หยิบขนมเข้าปากในทันทีเนื่องจากไม่สามารถหักห้ามใจได้

จากการทดลองในครั้งนั้นพบว่า เด็ก 2 ใน 3 ได้ยอมแพ้ต่อการล่อใจ แต่สิ่งที่ค้นพบที่น่าตื่นเต้นสำหรับการทดลองนี้ก็คือ เด็ก 1 ใน 3 ที่ทนต่อการล่อใจได้มักจะมีผลการเรียนที่ดีกว่าเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถทนต่อการล่อใจได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กเหล่านี้มักไม่ค่อยมีปัญหา รู้จักจัดการความเครียด มีความมุ่งมั่น และเข้ากับคนอื่นได้ดี ส่วนกลุ่มที่กินขนมทันที อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต และมีโอกาสที่ชีวิตจะออกนอกลู่นอกทางได้สูง

ศาสตราจารย์ Walter Mischel เจ้าของโปรเจกต์การทดลองจึงได้ให้ข้อสรุปของการทดลองนี้ว่า “ ความสามารถในการหักห้ามใจตัวเอง อดทนต่อสิ่งล่อลวง มีผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวโดยตรง

หลังจากนั้นไม่นาน นักจิตวิทยาชื่อ Philip Zimbardo ได้ตั้งข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับเรื่องของเด็ก 2 กลุ่มนี้ไว้น่าสนใจมาก ๆ โดยเขาบอกว่า ความแตกต่างของเด็ก 2 กลุ่มนี้ไม่ใช่ความอดทนในการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน แต่เป็นการที่เด็กกลุ่มหนึ่งคิดถึงอนาคตมากกว่าปัจจุบันพวกเขาจึงอดทนรอคอยนานขึ้นเพื่อจะได้รางวัลเป็นขนมที่มากขึ้น ส่วนเด็กอีกกลุ่มหนึ่งมองแค่ปัจจุบันเท่านั้นจึงกินขนมทันที

จากข้อสันนิษฐานตรงนี้ทำให้สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักมองไปถึงผลลัพธ์ที่สวยงามในอนาคตจึงสามารถผ่านความยากลำบากไปได้ กลุ่มคนเหล่านี้มักมีเป้าหมาย ความฝัน ความสนใจที่ชัดเจน และลงแรงในสิ่งที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้ ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักจะพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนาชั่วอึดใจ

ยกตัวอย่างเช่น การเลื่อนแผนซื้อของฟุ่มเฟือยออกไปก่อนเมื่อยังไม่จำเป็นต้องใช้ แต่นำเงินไปลงทุนให้งอกเงยแล้วจึงแบ่งผลกำไรส่วนหนึ่งสะสมไว้เพื่อซื้อของได้ตามที่ต้องการ ดังนั้น หากฝึกใจไม่มองเอาแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า แต่รู้จักวางแผน อดทน รอคอยเวลา ก็มีโอกาสจะได้รับสิ่งที่ดีกว่า

วิธีฝึกใจ ควบคุมความโกรธแบบง่าย ๆ

วิธีฝึกใจ ควบคุมความโกรธแบบง่าย ๆ

อาการโกรธเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะกับคนในครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน ลูกค้าที่มาใช้บริการ หรือแม้เมื่อคุณขับรถบนท้องถนน ก็อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น มีรถปาดหน้า หรือ รถคันหลังบีบแตรไล่อย่างไร้สาเหตุ ฯลฯ ทำให้เกิดอารมณ์โกรธโมโหได้อย่างมาก

เรามาดูกันว่า จะมีวิธีการฝึกใจตัวเองอย่างไรให้ควบคุมความโกรธได้ง่าย ๆ บ้าง

1.การนับ 1-10
เป็นการฝึกใจควบคุมให้ตัวเองยังไม่เอ่ยปากต่อว่าใคร เมื่ออารมณ์กำลังโมโหถึงขีดสุด เป็นตัวช่วยให้คุณได้อยู่กับลมหายใจเข้าออกช้า ๆ และนับ 1-10 ไปควบคู่กัน จะทำให้อารมณ์ของคุณค่อย ๆ เจือจางความโกรธลงได้ เป็นเทคนิคที่คุณสามารถฝึกฝนใช้ได้บ่อย ๆ ในทุกสถานการณ์

2.คิดเสียว่า ช่างมันเถอะ
การบอกตัวเองว่า “ช่างมันเถอะ!” ให้บ่อย ๆ ก็จะทำให้คุณรู้สึกปล่อยวางกับเรื่องที่ทำให้คุณโมโหได้ดียิ่งขึ้น แล้วทำให้คุณเลือกมองไปที่เป้าหมายข้างหน้าที่ต้องทำต่อ เช่น หากคุณมีปัญหาขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน คุณก็สามารถที่จะพูดกับตัวเองว่า ช่างมันเถอะ ปล่อยวางมันเสียบ้าง และมุ่งหน้าทำงานของคุณต่อไปเลย ไม่ต้องใส่ใจเพื่อนร่วมงาน ไม่ต้องไปทะเลาะกับเขา เอาเวลามานั่งทำงานต่อดีกว่า

3.เอาตัวออกมาจากสถานการณ์
หากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี ก็ขอให้หันหลัง เดินออกมาจากสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด เช่น หากคุณกำลังหงุดหงิดเมื่อรถคันหลังมีพฤติกรรมใช้ถนนที่แย่ คุณก็อาจแวะปั๊มน้ำมัน หรือร้านอาหารข้างทาง ไปเข้าห้องน้ำ ซื้ออาหารเครื่องดื่มเย็น ๆ แทน ได้พักสงบสติอารมณ์สักครู่แบบนี้ก่อนที่จะขับรถเข้าสู่เส้นทางปกติต่อไป ย่อมดีกว่าการเสี่ยงขับรถต่อทันทีทั้งที่ยังโกรธ

4.มองดูเหตุผลในมุมมองคนอื่น
นอกจากการรู้เหตุผลของการกระทำตัวเองแล้ว คุณอาจต้องมองเหตุผลของคนอื่นบ้าง ว่าเหตุใดเขาจึงทำอย่างนั้น เมื่อคุณคิดว่า เขาก็คงมีเหตุผลส่วนตัวด้วยเช่นกัน ที่ทำให้เขาเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจ หรือที่้เขาพูดจาไม่ดีใส่คุณ เพราะอาจมีเรื่องหงุดหงิดที่เข้าใจผิดกันก็เป็นได้ เมื่อคุณอารมณ์เย็นลงอาจหาจังหวะเข้าไปคุยกัน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง อาจได้ปรับทำความเข้าใจกันก็ได้

การฝึกใจตัวเองไม่ให้โกรธ มีหลายเทคนิคที่คุณสามารถฝึกใจและทำผสมผสานกัน หากคุณพัฒนาตัวเองให้เป็นคนโกรธยากและให้อภัยได้ง่ายขึ้น จะทำให้คุณมีความสุขกับชีวิตมากยิ่งขึ้นในทุกวัน และทำให้เป็นคนที่น่าเข้าใกล้ เพราะไม่ว่าใครก็อยากอยู่กับคนที่อารมณ์ดีทั้งนั้น

5 ข้อคิดฝึกใจให้สงบ ลดความเครียด

5 ข้อคิดฝึกใจให้สงบ ลดความเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้มากมาย ทั้งปัญหาสุขภาพทางกายและปัญหาทางจิตใจ วันนี้เราจึงขอนำเสนอ 5 ข้อคิดฝึกใจให้สงบ ลดความเครียด ไปดูกันว่าจะมีข้อไหนที่น่าสนใจและนำไปทำตามได้บ้าง

1.มองปัญหาเป็นความท้าทาย
ทุก ๆ คนย่อมมีอุปสรรคปัญหาเข้ามาในทุกวันของการใช้ชีวิต ซึ่งถ้าเราคิดว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นปัญหา ความรู้สึกที่จะจัดการให้ผ่านพ้นไปก็เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรามองว่าสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นความท้าทายที่จะช่วยให้เราแข็งแกร่งขึ้น ทุกปัญหาที่เข้ามาในชีวิตก็จัดการได้ไม่ยากเลย

2.หลังความยากลำบากจะมีความง่ายดาย
ความยากง่ายในปัญหาของแต่ละคนอาจจะไม่มีมาตรวัดตายตัว แต่ทุกคนคงเคยประสบกับสิ่งที่คิดว่ายากลำบากกันมาแล้ว ซึ่งถ้าใครกำลังพบกับความยากลำบากเรื่องใหม่ที่ยากต่อการจัดการอยู่ ขอให้อดทน หาทางแก้ไขตามที่ควรจะเป็น สักวันปัญหานั้นก็จะผ่านไป กลายเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า และทำให้สามารถรับมือกับปัญหาที่ยากยิ่งกว่าได้ในอนาคต

3.อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น
ในทุกวันนี้เราอาจเห็นความสำเร็จของหลาย ๆ คน ทั้งในข่าวหรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ จนอาจจะคิดเปรียบเทียบไปว่าทำไมเรายังไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย คนอื่น ๆ ชีวิตดูสบายมีแต่ความสุข แต่เราไม่ได้รับรู้เลยว่าระหว่างทางกว่าภาพความสำเร็จของแต่ละคนจะออกมาปรากฏต่อสายตาผู้คนนั้นเขาต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง ซึ่งอาจจะแย่กว่าที่เราเป็นตอนนี้เสียอีก ดังนั้นอย่าไปเปรียบเทียบหรืออิจฉาคนอื่นเพราะยิ่งคิดเปรียบเทียบก็ยิ่งเกิดความโลภและความต้องการที่มากขึ้น ทำให้เหนื่อยกับการวิ่งตามความสุข ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืนเอาเสียเลย

4.อย่าปล่อยให้ปัญหามาบั่นทอนความสุข
ปัญหาทุกอย่างมีทางออก ซึ่งถ้าเราพยายามจนเต็มที่แล้ว แต่ยังแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ก็ควรหาตัวช่วยที่จะทำให้ปัญหานั้นผ่านไปด้วยดี ลองมองหาที่ปรึกษาซึ่งมีความน่าเชื่อ และค่อย ๆ จัดการความคิดหาทางแก้ไปในทางที่ถูกต้อง รวมถึงอย่าปล่อยให้ปัญหามาบั่นทอนความสุขต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

5.ตั้งเป้าหมายให้ชัด
หลายคนอาจจะเกิดช่วงเวลาของความว่างเปล่าในชีวิต ที่ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตต่อ จนทำให้ใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย และบางครั้งอาจจะไม่ต้องการใช้ชีวิตต่อไปอีกเลย การใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความว่างเปล่านี้ได้ ลองมองหาคำตอบให้ชัดว่าชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร เป้าหมายของชีวิตเราต้องการทำอะไร ถ้ายังตั้งเป้าหมายระยะยาวไม่ได้ลองตั้งเป้าหมายระยะสั้นแบบวันต่อวันดูก่อน แล้วจะเริ่มมองเห็นภาพเส้นทางชีวิตในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น

การฝึกใจนอกจากจะลดความเครียดแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสุขในการใช้ชีวิตอีกด้วย สิ่งสำคัญคือขอให้เชื่อมั่นในตนเองและลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อ แล้วทุกสิ่งจะสมหวังดั่งใจปรารถนา

5 เทคนิคฝึกใจ ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ที่ตึงเครียด

5 เทคนิคฝึกใจ ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ที่ตึงเครียด

ในยามที่สถานการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายคนประสบกับความเครียดจากการกักตัว การหยุดงาน การขาดรายได้และหนี้สิน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ การฝึกจิตใจให้มีความแข็งแกร่งพร้อมรับสถานการณ์เลวร้ายจึงเป็นวิธีลดความฟุ้งซ่านและเพิ่มสมาธิ และสามารถช่วยให้จัดการกับปัญหาได้ดีกว่า ซึ่งวิธีการฝึกใจให้มีความแข็งแกร่งและเพิ่มสมาธิ มีดังนี้

1.ควบคุมการหายใจ การหายใจเข้า – ออกลึก ๆ ในขณะที่รู้ตัวว่ามีความเครียดเกิดขึ้น จะช่วยให้จิตใจรู้สึกสงบลงได้และทำให้สมองได้รับออกซิเจนเพียงพอ ซึ่งช่วยฝึกใจให้เรียกสติและสมาธิกลับมาได้ดี โดยวิธีการหายใจคือ หายใจเข้าแล้วกลั้นหายใจไว้สักพัก จากนั้นหายใจออก ทำซ้ำ 2 – 3 ครั้ง หรือจนกว่าจะรู้สึกว่าจิตใจสงบลง

2.เขียนบันทึกเพื่อเรียบเรียงความคิด ในช่วงที่กำลังคิดหาทางออกนั้น สมองจะมีความคิดที่กระจัดกระจายและไม่สามารถเรียบเรียงได้ทันที การฝึกใจโดยเขียนถึงวิธีที่จะใช้ในการแก้ปัญหาจะช่วยให้สมองได้เรียบเรียงความคิดได้ดีกว่า แต่สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ ควรหยุดคิดสักครู่โดยใช้วิธีการเบี่ยงเบนความสนใจไปยังหนังสือ เพลง หรือภาพยนตร์เพื่อให้สมองได้พักบ้าง แล้วค่อยคิดหาวิธีใหม่เมื่อจิตใจรู้สึกสงบลง

3.รับประทานของหวาน ขนมและอาหารที่มีรสหวาน เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้สมองและร่างกายรู้สึกผ่อนคลายได้ รวมถึงเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากความเครียดได้ดี เมื่อร่างกายได้รับรสชาติหวานจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมา ซึ่งทำให้รู้สึกสงบและลดความเครียดได้ แต่ก็ต้องระวังไม่ใช้วิธีนี้ทุกครั้งไป เพราะความหวานก็มีโทษต่อร่างกายเช่นกัน

4.ควบคุมอารมณ์ให้ปกติ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลต่อการสร้างอารมณ์ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ โมโห เศร้า หรือเสียใจ ต่างเป็นอารมณ์ทางลบที่มีแต่จะทำให้สมองตื้อทั้งสิ้น การควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติจะช่วยให้มีสมาธิยิ่งขึ้น โดยวิธีการฝึกใจที่ช่วยควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติสามารถทำได้ด้วยการกำหนดลมหายใจและหาที่เงียบสงบเพื่อใช้ในการควบคุมอารมณ์ เมื่อทำบ่อย ๆ จะสามารถควบคุมอารมณ์ได้อัตโนมัติและไม่ทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนบ่อย

5.ใช้เวลากับตัวเอง การสังเกตอารมณ์และความคิดของตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าจะตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป การฝึกใจโดยเรียนรู้ตัวเองจะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้นและมองเห็นทางออกของปัญหาที่เหมาะกับการใช้ชีวิต ณ ขณะนั้นได้ดีกว่า

การนำวิธีการฝึกใจทั้ง 5 ข้อไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้จิตใจที่กำลังประสบปัญหามีความเครียดลดลงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้จิตใจแจ่มใสมากขึ้น เมื่อจิตใจแจ่มใสก็จะทำให้เกิดสมาธิและสามารถหาทางออกจากปัญหาได้

ประโยชน์ 5 ประการจากการฝึกใจให้คิดบวก

ประโยชน์ 5 ประการจากการฝึกใจให้คิดบวก

การเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสภาพจิตใจของคนเราอย่างมาก หากปล่อยให้สิ่งเร้าต่าง ๆ มากระทบจิตใจก่อให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะส่งผลต่อความคิด มุมมองการใช้ชีวิตในแง่ลบแล้ว ยังเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บและหนทางสู่ความล้มเหลวในชีวิตได้ในที่สุด

ในทางตรงกันข้าม หากเราปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการมองโลกในแง่ดี ฝึกใจให้คิดบวกอยู่เสมอ เราก็จะมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตที่กำลังหล่นร่วงไปสู่มุมมืดให้คืนกลับสู่แสงสว่างในโลกแห่งความเป็นจริงได้ ถ้าหากยังสงสัย เราไปดูให้รู้กันว่า ประโยชน์ 5 ประการจากการฝึกใจให้คิดบวกมีอะไรกันบ้างค่ะ

ประการที่ 1 เมื่อเราตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะฝ่าด่านอารมณ์ขุ่นมัวไปได้ด้วยสติ เราก็ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์และศึกษาคุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นหลักใจการพิจารณา เมื่อมีเรื่องขุ่นมัวมากระทบจิตใจ ก็ให้พิจารณาว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ยอมรับว่าตนเองกำลังรู้สึกอย่างไร มีสติและแก้ปัญหาที่สาเหตุ ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย และทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ลดความเสี่ยงการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

ประการที่ 2 การมองโลกในแง่ดี ไม่คิดร้าย หรือสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ผู้อื่น ประโยชน์ที่ได้รับเมื่อเกิดปัญหาหรือมีความเสียหายเกิดขึ้น เราจะสามารถให้อภัยผู้อื่นและตนเองได้ ทำให้จิตใจมีพลังในการแก้ไขปัญหาและก้าวผ่านอุปสรรคไปได้อย่างไม่ยากลำบาก ประโยชน์ที่ได้รับคือ ระบบการเผาผลาญ ย่อยสลาย ขับถ่ายและดูดซึมอาหารของร่างกายทำงานเป็นปกติ ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ

ประการที่ 3 การมองหาแรงบันดาลใจจากบุคคลต้นแบบ คนในครอบครัว หรือคนใกล้ตัวที่มีความสำเร็จในชีวิต ศึกษาวิธีคิด วิธีปฏิบัติและนำมาปรับใช้กับตนเองอย่างสม่ำเสมอ ประโยชน์ที่ได้รับคือ การมีบุคลิกภาพที่ดี มีความสุข และความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น มองข้ามอุปสรรคและค้นพบทางออกของปัญหาได้อย่างง่ายดาย

ประการที่ 4 การฝึกใจให้คิดบวกบนพื้นฐานของคุณธรรมความซื่อสัตย์และจริงใจ ความคิดดี ทำดี และช่วยเหลือผู้อื่น จะช่วยให้สมองหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นฮอร์โมนความสุข เมื่อปราศจากความวิตกกังวลใด ๆ ปัญหาก็จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเราอีกต่อไป ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตีพิมพ์ลงในวารสาร The American Journal of Cardiology ในปี 2013 รองรับว่า มีการทดสอบกับอาสาสมัครที่มีอายุ 40-70ปี จำนวนเกือบ 1,000 คน พบว่าการใช้ชีวิตด้วยทัศนคติในเชิงบวกและมีความสุขในการดำเนินชีวิต จะช่วยเพิ่มระดับไขมันดีในร่างกายให้สูงกว่าระดับไขมันเลวได้ เนื่องจากการมีสภาพจิตใจและภาวะโภชนาการที่ดีนั่นเอง

ประการที่ 5 ฝึกใจให้สงบด้วยธรรมชาติบำบัด โดยการดูแลเอาใจใส่กระถางต้นไม้ในสวนหน้าบ้าน หลังบ้าน หรือต้นไม้ใบหญ้า ริมถนนสองข้างทาง ก็เป็นการพักผ่อนสายตาและมีประโยชน์ในการฝึกใจทั้งสิ้น เพราะเมื่อเราได้ใกล้ชิดธรรมชาติที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ สุขภาพกายใจผ่อนคลายไม่ตึงเครียด ภูมิคุ้มกันร่างกายก็ดีตามไปด้วย

เพียงเราปรับเปลี่ยนมุมมองเพียงเล็กน้อย ด้วยการมองโลกในแง่ดี เราก็จะกลายเป็นคนอารมณ์ดี บุคลิกภาพดี จิตใจผ่องใส ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและยังมีอายุยืนยาวอีกด้วย

ฝึกใจ คิดอย่างไรให้ปล่อยวางเร็ว

ฝึกใจ คิดอย่างไรให้ปล่อยวางเร็ว

ในแต่ละวัน เราประสบปัญหาในการทำงานหรือทะเลาะเบาะแว้งกับคนรอบข้างได้อยู่เสมอ หากปล่อยให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นเคืองนานเข้าก็จะกลายเป็นโรคเครียดหรือโรคซึมเศร้าได้ เรามาดูกันว่าจะมีเทคนิคฝึกใจ ปล่อยวางอย่างไรจะให้มีอารมณ์แจ่มใสขึ้น และผ่านช่วงเวลาที่แย่ ๆ ได้เร็วขึ้น

1.ยอมรับว่าเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้
ตามหลักพระพุทธศาสนากล่าวว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติเราไม่สามารถบังคับควบคุมได้ แม้แต่ร่างกายเราเองยังกำหนดให้ตามใจเราไม่ได้ เราก็ไม่สามารถควบคุมการคิดหรือการกระทำของคนอื่นได้เช่นเดียวกัน แต่เราสามารถที่จะดูแลหัวใจตัวเองไม่ให้ถูกทำร้ายด้วยอารมณ์แย่ ๆ ได้ หากเราฝึกใจ ไม่หมกมุ่นกับความคิดต่าง ๆ ก็เท่ากับเราไม่รับพลังด้านลบมาใส่ตัว โอกาสที่จะมีความทุกข์ยาวนานก็จะน้อยลง

2.เข้าใจในความไม่แน่นอน
หลายคนที่ประสบปัญหาความผิดหวังแล้วไม่สามารถรับมือได้จนเกิดโรคเครียดหรือโรคซึมเศร้าตามมา มีวิธีคิดที่ช่วยได้ นั่นคือ ต้องย้อนกลับมามองให้เห็นความจริง ว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่แน่นอน ตัวอย่างเช่น ลูกค้าอาจตั้งใจที่จะสั่งซื้อสินค้าจากบริษัท แต่เมื่อประสบปัญหาวิกฤตไวรัสโควิดระบาด ก็ทำให้ต้องยกเลิกออเดอร์ไป ทำให้คุณไม่มีรายได้เข้าบริษัท คุณอาจเสียใจและเครียด แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีใครสามารถที่จะการันตีความแน่นอนในโลกนี้ได้ สิ่งที่ต้องทำ คือ การฝึกใจ ตั้งสติและแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายได้อย่างรวดเร็ว

3.บันทึกข้อดีและข้อเสียของสิ่งที่ได้พบเจอ
ในแต่ละสถานการณ์ต้องยอมรับว่าคุณจะได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากมันเสมอ เช่น หากคนรักนอกใจ คุณก็สามารถเห็นข้อดีได้ว่า เมื่อคุณได้เลิกกันไปแล้วจะทำให้คุณได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนใหม่ที่ดีกว่า เพราะหากคบกันต่อก็อาจจะมีเรื่องน่าปวดหัวตามมาอีกมากมาย ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่เตือนให้คุณฝึกใจ มีความรอบคอบในการเลือกคนรักมากขึ้น ดูคนที่มีคุณสมบัติดีและเหมาะสมกับคุณมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

4.เอาเวลามาเตรียมรับมือกับอนาคตให้รอบคอบมากขึ้นดีกว่า
อดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ส่วนปัจจุบันหากมีปัญหาใด ๆ ที่คุณเผชิญอยู่ อีกไม่นานมันก็จะผ่านไป ส่วนเรื่องในอนาคตยังเป็นสิ่งที่มาไม่ถึง ดังนั้นคุณต้องฝึกใจ นำประสบการณ์ในอดีตมาช่วยในการไตร่ตรองและเตรียมตัววางแผนในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น เพื่อการแก้ปัญหาได้อย่างมืออาชีพต่อไป ไม่มีประโยชน์ที่จะคร่ำครวญหรือเครียดกับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่ต้องเตือนตนเองให้เดินหน้าต่อไปอย่างระมัดระวัง เผื่อแผนสำรองสำหรับอนาคตไว้หลายแบบมากกว่าเดิม

การฝึกใจตนเองให้รับมือกับความไม่แน่นอนของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ไม่ว่าจากปัญหาเรื่องงาน เงินและคน จะต้องฝึกฝนวิธีคิดที่ดีเป็นประจำ ซึ่งประสบการณ์จะทำให้คุณแข็งแกร่งและฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ปรับนิสัยตัวเอง ให้หายเป็นคนขี้เกียจ

ปรับนิสัยตัวเอง ให้หายเป็นคนขี้เกียจ

ความขี้เกียจถือว่าเป็นอุปสรรคของการประสบความสำเร็จ แม้หลายคนได้พยายามมาหลายวิธีแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามอารมณ์ขี้เกียจได้ จะมีวิธีฝึกใจแบบไหนที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำอีกบ้าง เพื่อให้คุณลองนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันดู และเพื่อให้คุณเข้าใกล้ความสำเร็จในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายในชีวิตที่ดีนั้น ไม่ได้หมายถึงระยะไกล คือ 10 ปี หรือ 20 ปี ข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่คุณต้องมีเป้าหมายในชีวิตระยะกลางและระยะสั้นด้วย เช่น ในช่วง 1 เดือนนี้ คุณตั้งใจจะทำงานชิ้นใดให้สำเร็จ ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า คุณต้องผ่านคอร์สอบรมพัฒนาตัวเองด้านใดบ้าง ที่จำเป็นต่อการต่อยอดในงานประจำ เป็นต้น การมีเป้าหมายระยะสั้น-กลางที่เป็นรูปธรรม จะทำให้คุณต้องวางแผนการใช้เวลาที่ชัดเจน จึงจะฝึกใจ สลัดความขี้เกียจออกจากตัวได้ดียิ่งขึ้น

หลายคนแม้จะมีความมุ่งมั่นในช่วงเวลาก่อนนอน แต่เมื่อตื่นนอนตอนเช้า ก็มีอาการขี้เกียจ จนต้องผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ หากคุณทำเช่นนี้เป็นประจำ จะกลายเป็นนิสัยและสุดท้ายก็จะไม่สามารถทำสิ่งใดให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาได้ ดังนั้น คุณต้องฝึกใจบอกตัวเองว่า จะลงมือทำเดี๋ยวนี้แม้ว่าจะมีอุปสรรคหรือมีความไม่พร้อมใด ๆ มาขัดขวาง คุณก็จะพยายามอย่างดีที่สุด เพื่อที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละวันให้ได้

หากคุณแยกงานเป็นหมวดหมู่ คือ สำคัญและไม่สำคัญ เร่งด่วนและไม่เร่งด่วน คุณจะพบว่ามีงานหลายอย่างที่คุณสามารถทำได้เลย หรือต้องทำก่อนงานอื่น และถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถมาก ใช้พลังความคิดสูง หรือต้องติดต่อกับเจ้านาย เพื่อนคนละแผนก ลูกค้า เพื่อให้งานสำเร็จ ก็ควรรีบทำตั้งแต่ต้นวัน เผื่อเวลาให้สำหรับการแก้ปัญหาที่ไม่คาดฝัน ที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไขให้ลุล่วงได้ทันและจบในแต่ละวัน

การทำงานตามแผนงานเป็นสิ่งสำคัญ หากยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ หรือการบริหารจัดการเวลายังไม่ลงตัวก็ไม่ควรรับงานใหม่ ต้องรู้จักปฏิเสธการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้าง มิเช่นนั้น งานของคุณเองจะเหลือค้างมากจนกลายเป็นหางหมู และแน่นอนว่าคุณย่อมเกิดอาการขี้เกียจตามมาอย่างมาก

ถ้าคุณต้องการฝึกใจให้สลัดความขี้เกียจออกจากตัว ก็จำเป็นจะต้องฝึกตัวเองให้มีความตั้งใจและมุ่งมั่นอย่างมาก และที่ขาดไม่ได้ คือความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางที่ทำให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ เพื่อให้มีความขยันมุมานะมากขึ้น จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จตามต้องการโดยเร็ว ทั้งในด้านการเรียน การเงินและการหน้าที่การงาน

5 วิธีเรียกสมาธิ เพิ่มพลังสมอง จิตใจเบิกบาน

ฝึกสมาธิบำบัด แบบ SKT

ความเครียด เป็นกลไกที่เกิดขึ้นจากแรงกดดันของปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตใจและทำให้สุขภาพของคนเราแย่ลง ซ้ำยังเป็นสาเหตุของปัญหาอื่น ๆ ตามมา ส่งผลในทางลบต่อการดำเนินชีวิตในทุก ๆ ด้าน การฝึกสมาธิจึงเป็นทางเลือกในการแก้ไขที่ต้นเหตุของความเครียด ซึ่งหากสามารถฝึกให้มีสมาธิสูง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเครียด จิตใจจะเข้มแข็ง สงบแจ่มใส และมีความยืดหยุ่นทางความคิด สามารถควบคุมอารมณ์ให้เย็นลงได้อย่างมีเหตุมีผล ทางผู้เขียนมีวิธีฝึกใจและสมาธิเพิ่มพลังสมอง ให้จิตใจเบิกบานมาแนะนำให้ลองปฏิบัติกัน

  1. การฝึกทำสมาธิ โดยการฟังเพลงบรรเลง และรับรู้จังหวะหายใจของตนเอง เป็นการดูแลสุขภาพที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะเมื่อจิตใจสงบปราศจากความคิดที่ฟุ้งซ่าน จะทำให้เกิดสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ลดความโกรธและความวิตกกังวลได้ หากฝึกสมาธิเป็นประจำ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเช่น ระบบทางเดินหายใจ ความดันโลหิต คลื่นสมอง และระบบการเผาผลาญ จะทำงานเป็นปกติ จิตใจเบิกบาน สมองแจ่มใส
  2. ฝึกสมาธิบำบัด แบบ SKTเป็นกระบวนการบำบัดรักษาผู้ป่วย โดยการใช้สมาธิเพื่อพัฒนาร่างกายให้สามารถเยียวยาตัวเองได้ โดยใช้หลักการฝึกสมาธิปรับการทำงานของร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ คิดค้นโดย รศ. ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี อาจารย์ประจำภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีเทคนิคการฝึก 7 ประการ ปฏิบัติแตกต่างไปตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกายหรืออาการเจ็บป่วยของแต่ละคน ท่าเริ่มต้นได้แก่ นั่งสมาธิหลับตา สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกลั้นไว้ 3 วินาที แล้วจึงเป่าออกทางปากช้า ๆ อย่างสม่ำเสมอจนสุด เริ่มจากวันละ 20 ครั้ง เพิ่มขึ้นได้ตามความชำนาญ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพอนามัยและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ
  3. การอ่านหนังสือ ข้อดีที่ได้จากการฝึกสมาธิโดยการอ่านหนังสือ คือการพัฒนาทักษะทางความคิด รับรู้ต่อความเปลี่ยนแปลง และรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ นอกจากจะช่วยลดความเครียดแล้ว ยังช่วยให้มีทัศนคติในเชิงบวกต่อคนรอบข้างและรับมือกับปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
  4. ฝึกสมาธิโดยทำกิจกรรมที่ช่วยให้สมองได้ออกกำลัง เช่น เล่นเกมปริศนาคำทาย ตัวต่อ หรือซูโดกุ เพราะการทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ช่วยให้สมองได้เชื่อมต่อหรือส่งสัญญาณหากัน เป็นการเติมประจุพลังให้กับสมองช่วยให้คุณสามารถใช้สมองอย่างเต็มประสิทธิภาพ
  5. การฝึกนั่งสมาธิทุกเช้า หลังจากตื่นนอน โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก วันละ 10-15 นาที เมื่อมีการผ่อนคลายระดับลึก สมองจะเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta (เธต้า) เกิดความคิดสร้างสรรค์ (inspiration) และมีจินตนาการ นอกจากนี้การทำสมาธิยังช่วยให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ร่างกายสดชื่น จิตใจเบิกบาน และช่วยให้ระบบภูมิต้านทานโรคทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยผลวิจัยทางการแพทย์พบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ฝึกทำสมาธิโดยการหายใจช้า ๆ และลึก ๆ วันละประมาณ 15 นาที ติดต่อกันนาน 2 เดือน จะมีค่าความดันโลหิตลดลงมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการฝึกสมาธิ

การฝึกสมาธิจึงถือเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดของจิตใจและร่างกาย เป็นวิธีเติมพลังด้านบวกให้กับสมองที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เมื่อสมองสงบแจ่มใสและมีพลัง เม็ดเลือดขาวจะแข็งแรงขึ้น ช่วยเสริมสร้างระบบการทำงานของภูมิต้านทานร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้นด้วย

ฝึกใจอย่างไรให้มีความสุข เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบ

ฝึกใจอย่างไรให้มีความสุข เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบ

การทำงานในออฟฟิศเป็นเรื่องปกติที่อาจมีการกระทบกระทั่งกันได้ หากเราไม่สามารถที่จะปรับอารมณ์ ทัศนคติและใช้วิธีการรับมือที่ถูกต้อง ก็จะทำให้พบกับความทุกข์และทำให้เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง ส่งผลต่อสุขภาพจิตและทำให้การทำงานเป็นทีมบกพร่องในที่สุด

ในบทความนี้ เราจึงได้รวมวิธีการคิดที่ทุกคนสามารถฝึกใจตนเองได้ เพื่อให้ทำงานร่วมกับคนที่ไม่ชอบได้ ดังนี้

1. พบกันคนละครึ่งทาง

หลายคนมักยึดหลักการว่า ต้องแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา แต่ในการทำงานร่วมกัน การคิดเช่นนี้อาจมีบางสิ่งที่เพื่อนร่วมงานไม่ชอบ กลายเป็นชนวนให้ขัดแย้งกันบานปลายได้ หากคิดในแง่ใหม่ว่า แต่ละคนควรพบกันคนละครึ่งทาง ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้การทำงานราบรื่นขึ้น ก็จะเป็นเรื่องที่ดีและทำให้การทำงานร่วมกันราบรื่นกว่า

2. มองโลกด้านบวก

ควรคิดเสียว่าออฟฟิศเป็นสถานการณ์จำลอง ที่มีการรวมคนแต่ละอุปนิสัยเข้าด้วยกัน เมื่อคุณได้ใช้โอกาสนี้เห็นแง่มุมด้านบวกและลบระหว่างกัน แล้วร่วมกันหาวิธีจัดการข้อขัดแย้งอย่างประนีประนอม จะทำให้คุณได้เติบโตทางด้านวุฒิภาวะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากคุณทำงานในออฟฟิศที่มีแต่คนเห็นด้วยกับคุณทุกอย่าง ก็ย่อมไม่มีทางได้เรียนรู้ในส่วนนี้

3. หัดให้อภัยบ่อย ๆ

ไม่มีใครที่ทำถูกไปเสียทุกเรื่อง แม้แต่ตัวคุณเอง ดังนั้น ต้องหมั่นฝึกใจให้ปล่อยวางในความผิดพลาดของคนอื่น และให้อภัยบ่อยมากขึ้น เพื่อทำให้ตัวเองสบายใจ และยังทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมีความผ่อนคลายมากขึ้น

4. ให้คำปรึกษาแทนการตำหนิ

ต้องยอมรับว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเรื่องส่วนตัวที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้มีความเครียดสูงและกระทบต่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น หากคุณใจเย็นและมีเวลาพอ ควรเข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว ให้คำแนะนำเท่าที่คุณจะทำได้ วิธีนี้จะทำให้คุณรู้ว่า แต่ละคนมีเหตุผลที่ส่งผลต่อการกระทำ ซึ่งเขาอาจไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณรู้สึกไม่ชอบใจ

5. มุ่งไปที่ความสำเร็จของงาน

การมองข้ามปัญหาความสัมพันธ์แล้วไปมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จของงานในแต่ละวันแทน เป็นเทคนิคที่ดีในการทำให้คุณมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น โดยคุณควรกำหนดแผนงานว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง ไล่ลำดับตั้งแต่งานที่สำคัญและเร่งด่วนมากที่สุด จนถึงกระทั่งงานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน จะทำให้ลดการกระทบกระทั่งกับเพื่อนร่วมงานและทำให้หน้าที่การงานเติบโตได้เป็นอย่างดีด้วย

เราหวังว่า ทั้ง 5 เทคนิคฝึกใจที่กล่าวมา จะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ คือ ความสุขสบายใจและความราบรื่นในการทำงานร่วมกัน และยังทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างดีที่สุดต่อไป