ฝึกใจให้สงบด้วยสมาธิ แม้ดูเหมือนง่าย แต่ทำได้ยาก

ฝึกใจให้สงบด้วยสมาธิ แม้ดูเหมือนง่าย แต่ทำได้ยาก

คนในยุคปัจจุบันมักจะประสบปัญหาโรคเครียดและสภาพจิตใจที่ท้อแท้ จนกลายเป็นโรคซึมเศร้ายิ่งอาจมีสิ่งเร้าอื่น ๆ มากระทบทางจิตใจมากขึ้นก็จะทำให้เกิดอาการทางจิตหรือเครียดมากกว่าเดิม หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองมีปัญหาทางจิตจึงไม่นิยมไปพบจิตแพทย์เพราะเกรงว่าคนรอบข้างจะคิดว่าตนเองเป็นบ้า แท้จริงแล้วการไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษาความเครียดและบำบัด ในที่นี้อาจเป็นการระบายความในใจที่มีอยู่ให้จิตแพทย์ได้รับฟังเพื่อที่จะได้แนะนำแนวทางและวิธีการฝึกใจให้สามารถควบคุม ได้เพื่อที่จะได้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขโดย การฝึกใจเพื่อลดความเครียดมีวิธีที่นิยมกันมากที่สุดคือการทำสมาธิ

การทำสมาธิมีความสำคัญอย่างไร

การฝึกสมาธิสามารถทำได้ด้วยตนเองง่าย ๆ เพียง อยู่นิ่ง ๆ ปล่อยจิตให้ว่าง ไม่คิดเรื่องราวใด ๆโดยใช้วิธีการกำหนดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ พร้อมกับหลับตาอย่างน้อย 5 นาที ก็สามารถที่จะฝึกทำสมาธิได้แล้ว เพราะประเด็นสำคัญของการฝึกสมาธิอยู่ที่การปล่อยจิตให้ว่าง ไม่คิดถึงสิ่งใด ๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถฝึกใจให้สงบและหาหนทางในการแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญได้

แต่ถ้าหากการฝึกสมาธิในทุก ๆ วันแล้วผลลัพธ์ยังไม่ดีขึ้น ยังมีความเครียดสะสมอยู่ควรพบจิตแพทย์เพื่ออย่างน้อยจะได้ทำการรักษาควบคู่ไปกับการฝึกสมาธิด้วย หากพบแล้วฝึกแล้วเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็จะทำให้ความเครียดที่มีลดลงและคายความกังวลที่มีลงไปได้ แม้อารมณ์และสภาพจิตใจของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน แต่ถ้าทุกคนยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ พร้อมกับแก้ไขปัญหาไปทีละขั้นตอนก็จะช่วยให้หลุดพ้นจากสิ่งที่เป็นอยู่ได้

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ทุกคนหลุดพ้นจากความเครียดและความกังวลทั้งปวงนั่นคือหลักความเป็นจริงที่ทุกคนจะต้องเผชิญอยู่นั่นคือ การเกิด-แก่-เจ็บและตาย รวมถึงวงจรชีวิตของแต่ละคนอาจจะมีช่วงที่ดีและช่วงที่ไม่ดีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น หากคุณสามารถฝึกจิต ฝึกใจให้มีสติมีความคิดที่แน่วแน่ก็จะสามารถเผชิญกับปัญหาและแก้ไขได้แม้ในบางครั้งจะไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดแต่อย่างน้อยการที่คุณฝึกจิตใจให้มีสติก็จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

จะเห็นว่าในยุคปัจจุบันมีหลายคนประสบปัญหาเกี่ยวกับความเครียดทั้งหน้าที่การงานปัญหาส่วนตัวและปัญหาครอบครัว ที่มักจะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา นั่นเพราะคนเหล่านั้นขาดสติยั้งคิดและไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้ ดังจะเห็นได้จากข่าวการทะเลาะวิวาทด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนถึงขนาดต้องฆ่าฟันกันหรือการเป็นโรคซึมเศร้าแต่ไม่ยอมรับความจริงว่าตนเองป่วยจนนำมาซึ่งความโศกเศร้าในหลาย ๆ กรณี ดังนั้นหากทุกคนยังพอมีสติ ควรหมั่นฝึกฝนการทำสมาธิโดย อย่างน้อยวันละ 1 ครั้งกำหนดจิตใจของตัวเองให้มีความสงบ และพร้อมรับมือกับปัญหาทุกอย่างได้

เผชิญโลกด้วยการฝึกใจ

เผชิญโลกด้วยการฝึกใจ

โลกในปัจจุบันมีเรื่องราวมากมายให้เราได้มีหลากหลายอารมณ์ร่วม และด้วยสถานการณ์ Covid-19 ที่ทั่วโลกต้องเผชิญทำให้ยิ่งเพิ่มความเครียด ความกังวลให้กับผู้คนจำนวนมาก เพราะด้วยเรื่องนี้ส่งผลกระทบไปสู่ทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยไม่สนใจเพศ อายุ ฐานะ การศึกษา หรือเรื่องใด ๆ เลย

ความกระทันหันที่เกิดขึ้นทำให้จิตใจของผู้คนห่อเหี่ยว อมทุกข์ เศร้า หงุดหงิด หาทางออกไม่ได้นำไปสู่การหาทางออกที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นบ่อย ๆ จากข่าวที่เราได้รับรู้กันอยู่ทุกวัน สังคมที่หม่นหมองทำให้อะไร ๆ ก็ดูไม่สดใสไปหมด การให้กำลังใจกันเป็นสิ่งที่พวกเราพยายามทำให้ดีที่สุด

จากสถานการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าว ทำให้เห็นว่าการฝึกใจเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง และส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้คนรอบข้างได้ช่วยกันลุกขึ้นสู้ต่อไป ไม่ว่าจะเผชิญกับเหตุการณ์อะไรก็ตาม ซึ่งการฝึกใจสามารถทำได้แบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยการฝึกมองโลกตามความเป็นจริง พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งก็ไม่เป็นไร เพียงพยายามทำใจให้ยอมรับกับมันว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ 

การฝึกแบบนี้ช่วงแรกจะยากหน่อย เราต้องให้กำลังใจตัวเองด้วยว่าเราผ่านไปได้ ลองเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับจับอารมณ์ตัวเองให้เป็น ให้รู้ว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร แล้วเราจะจัดการกับอารณ์นี้ของเราอย่างไร ขจัดอารมณ์ออกแล้วมองสิ่งต่าง ๆ ตามหลักเหตุผล ไม่ว่าเรื่องราวอะไรอารมณ์มักนำมาก่อนเหตุผลเสมอ แต่ถ้าเรามีสติ ไม่นานเราก็จะหยุดอารมณ์นั้นได้ และพิจารณามองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจและปล่อยวางขึ้น แล้วเราจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรอบคอบ และยังสามารถคิดได้รอบด้านมากขึ้นด้วย

การมีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยกับสิ่งรอบตัวก็สำคัญ อย่าเก็บความสุขไว้เพื่ออะไรที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น หัดยิ้มและปล่อยให้ใจสนุกสนาน มีความสุขกับสิ่งรอบตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง เช่น สุขกับการรดน้ำต้นไม้ ได้ชมต้นไม้ใบหญ้า เพลินตาดีกับสุนัขและแมวและคลิปต่าง ๆ ใน Youtube, ยิ้มให้กับเพื่อนบ้านข้าง ๆ บ้าง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะเหมือนเป็นการเติมพลังดี ๆ ให้ตัวเองในทุกวันได้

นอกจากนี้ พูดคุยกับผู้คนแปลกใหม่ เช่น การไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศบ้าง (ตามโอกาส) ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าเรามัวแต่อยู่กับตัวเอง อยู่แบบคนเก็บตัวแล้วอมทุกข์ไว้กับตัวไม่ได้ระบายให้ใครฟังเลย แบบนี้ทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ ดังนั้น ควรเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยออกมาพบเจอผู้คนบ้าง ได้พูดคุยทักทายกับคนรอบข้าง ลองสนทนากับพ่อค้าแม่ค้าที่เราซื้อข้าวเป็นประจำก็ได้ เหล่านี้ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนความคิดกับคนที่อาจมีมุมมองอะไรใหม่ ๆ ที่ต่างกับเรา บางทีอาจทำให้เราได้เห็นช่องทางสำหรับแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ก็ได้

ชีวิตเรายังต้องดำเนินต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การกล้าเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่และปัญหาต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกใจให้แข็งแรง พร้อมสู้กับความจริงในโลกที่ไม่มีความแน่นอน เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามฝึกใจให้อยู่ได้อย่างไม่อึดอัด ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นให้มีความสุข แม้ว่าอาจจะมากบ้าง น้อยบ้าง ก็ให้คิดเสียว่าเรื่องร้าย ๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป 

วิธีฝึกใจให้รับมือกับปัญหาทางการเงินง่ายขึ้น

วิธีฝึกใจให้รับมือกับปัญหาทางการเงินง่ายขึ้น

ความเครียดความทุกข์ของคนเรากว่าครึ่งมาจากปัญหาทางการเงิน เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินโดยไม่คาดคิด จู่ ๆ เครื่องซักผ้าก็เสีย รถสตาร์ทไม่ติด เจ็บป่วยฉุกเฉิน แต่เงินออมเก็บสำรองไว้ไม่เพียงพอ การเรียนรู้วิธีรับมือกับความทุกข์ยากเป็นทักษะการฝึกใจที่ช่วยให้รับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ในชีวิตได้ การฝึกใจให้ยืดหยุ่นไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ ทำอย่างไรดีเรามีคำตอบให้ดังนี้

1.อย่ากลัวที่จะพูดถึงเรื่องเงิน

คนที่มีเป้าหมายในชีวิตย่อมต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ไม่ว่าจะเป็น แผนซื้อรถ ผ่อนบ้าน แผนการศึกษาของลูก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เมื่อเป้าหมายยังไม่สำเร็จจะเกิดความวิตกกังวลอยู่เสมอ หากมีคนถามถึงปัญหาเรื่องเงินในชีวิต ไม่จำเป็นต้องเก็บงำเป็นความลับเพราะหลายคนหลายความคิดอาจมีคำแนะนำดี ๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ หรือแม้แต่คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยในยามคับขัน อย่ากลัวที่จะพูดถึงเรื่องเงินเพราะถ้าปล่อยปัญหาไปไม่รีบแก้ไขก็อาจจะสายเกินไปแล้ว 

2.ขอคำแนะนำและความช่วยเหลือ

ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เงินทองเป็นของหายาก สวนทางกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน หลายคนต้องการคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ทำให้มองเห็นทางออกว่าแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างไร อย่ามัวแต่อับอาย กลัวเสียหน้า และจมอยู่กับปัญหาเพียงลำพัง ควรฝึกใจให้ยอมรับความจริงว่าการเงินกำลังมีปัญหา ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความเป็นมืออาชีพเข้ามาช่วยเหลือจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ทุกคนที่เคยมีปัญหาเรื่องเงินมาก่อนจะเข้าใจว่ากว่าจะก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากได้คำแนะนำดี ๆ และความช่วยเหลือจากพันธมิตรจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ เผชิญหน้าแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น

3.เลิกนิสัยที่ไม่ดีต่อสุขภาพและการเงิน

คนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เก่งขึ้น สุขภาพเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยลดปัญหาทางการเงิน หากกินอาหารดี ออกกำลังกาย งดเหล้า บุหรี่ กำจัดสิ่งไม่ดีออกไปก่อนจะทำให้สุขภาพดีขึ้น ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการรักษาพยาบาล มีเงินสำรองฉุกเฉินไว้ใช้ในเรื่องจำเป็นจริง ๆ การเงินก็เช่นกัน หากมีเป้าหมายทางการเงินในอนาคตควรฝึกใจให้เข้มแข็ง ขยันอดออมเก็บเงินไว้ให้ได้มาก ๆ จัดการปลดภาระหนี้สินโดยเร็วที่สุด หนี้ที่ต้องรีบกำจัดก่อนอื่นคือหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงให้เร็วที่สุด คนที่ฝึกใจให้มองสถานการณ์ตามจริง รู้จักความยืดหยุ่น จะรับมือกับปัญหาการเงินได้ดีขึ้น

4.คิดบวกกับทุกปัญหา

การฝึกใจให้คิดบวกเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยากหากไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เคล็ดลับสำคัญคือการแบ่งปันเรื่องราวปัญหากับคนที่ไว้ใจได้ ทำให้รู้สึกว่ามีคนอยู่เคียงข้างเป็นที่ปรึกษาหรือคอยช่วยเหลือทำให้จิตใจเข้มแข็งและกล้ารับมือกับปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ แม้จะเป็นเรื่องเหนือการควบคุมอย่างเช่นเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทำให้ต้องเข้ารับการรักษาเกิดภาระหนี้สิน สถานการณ์อาจดูเลวร้าย แต่ถ้าปรับใจให้คิดบวกได้ ค่อย ๆ คิดถึงวิธีแก้ไขปัญหา ทั้งยังมีคนเคียงข้างเป็นที่ปรึกษาและเป็นกำลังใจให้ ย่อมหาทางจ่ายเงินที่กู้ยืมมาให้ครบถ้วนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

5 วิธีฝึกจิตใจให้เข้มแข็งง่าย ๆ ใครก็ทำได้

5 วิธีฝึกจิตใจให้เข้มแข็งง่าย ๆ ใครก็ทำได้

เคยไหม..ที่ชีวิตคุณต้องพบเจอกับปัญหาอุปสรรคมากมายที่ทำให้จิตใจท้อแท้ห่อเหี่ยวจะหันหน้าไปพึ่งพาอาศัยใครก็ไม่ได้ หากคุณเคยพบเจอกับสถานการณ์แย่ ๆ ในชีวิตเช่นนี้ขอให้คุณรับรู้เอาไว้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณคนเดียว เพราะทุกคนต่างก็เคยเจอเรื่องร้าย ๆ มาแล้วด้วยกันทั้งนั้น

วันนี้เราลองมาเรียนรู้วิธีการฝึกจิตใจให้มั่นคง แข็งแรงได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการที่หลายท่านได้ฝึกฝนจนสามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคในชีวิตมาได้

  1. เมื่อเจอปัญหา อย่าอยู่คนเดียว

คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนสบาย

หากเป็นไปได้ให้พยายามออกไปพบปะผู้คนโดยเฉพาะคนที่คุณไว้วางใจมากที่สุด คนที่คุณสามารถพูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือครูบาอาจารย์ก็ได้ เพราะเขาเหล่านี้อาจให้ข้อคิดหรือมุมมองที่ดี โดยที่คุณอาจคาดไม่ถึงก็เป็นได้

  1. เขียนระบายความในใจ

การเขียนถือว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดการทำสมาธิชั้นดี ไม่เชื่อลองทำดู

ในยุคสมัยที่เราอาจต้องเว้นระยะห่างทางสังคมบางทีการออกไปพบปะผู้คนอาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่สิ่งที่เราทำได้ง่ายนั่นก็คือการเขียน

การเขียนนอกจากจะเป็นการระบายความในใจออกมาเป็นตัวหนังสือนอกจากทำให้สบายใจแล้วยังเป็นการฝึกสมาธิได้ดีด้วย ไม่แน่ว่า..เรื่องราวที่เขียนอาจนำไปต่อยอดเป็นงานเขียนประเภทอื่น ๆ ทำเงินให้คุณในอนาคตด้วยก็ได้

  1. ดูหนังตลก

หัวเราะ 1 ครั้งอายุยืน 1 วัน หัวเราะทุกวันสร้างภูมิคุ้มกันโรค

บางท่านบอกไม่มีอารมณ์ที่จะเขียน ถ้าเช่นนั้นเราขอแนะนำอีกหนึ่งวิธี นั่นก็คือการดูหนังตลก เพราะหนังตลกนอกจากจะทำให้เราอารมณ์ดีแล้วยังเป็นการฝึกให้เราเป็นคนคิดบวกได้อีกด้วย

  1. เล่นดนตรี

ชีวิตที่เจอแต่ปัญหาลองเขียนมันออกมาเป็นบทเพลง

เพลงอมตะไพเราะหลาย ๆ บทมักจะเขียนออกมาจากชีวิตจริงของใครสักคนไม่แน่นะครับว่าเพลงที่กำลังไต่ยอดวิวหลักล้านอยู่ในขณะนี้อาจเป็นเพลงของคุณก็ได้

  1. ออกกำลังกาย

ออกกำลังกายวันละนิดจิตแจ่มใส

การได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายสดใสแข็งแรง สมองปลอดโปร่งโล่งสบาย ปัญหาหนัก ๆ หลายเรื่องที่คิดไม่ตก บางทีก็ต้องยอมปล่อยมันไป หันมาสนใจเฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า สติมาเดี๋ยวปัญญาก็เกิด

การใช้ชีวิตในปัจจุบันแม้มันไม่ง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ถ้าหากเราใส่ใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ อดีตที่ผ่านไปก็เหมือนสายน้ำมันไม่อาจไหลย้อนคืนมา ชีวิตคนเราก็เหมือนกันเราไม่สามารถย้อนคืนวันกลับมาแก้ไขอดีต แต่เราสามารถทำปัจจุบันให้ดีขึ้นได้

การฝึกใจเมื่อไม่สมหวัง

การฝึกใจเมื่อไม่สมหวัง

หากพูดถึงความผิดหวัง ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครชอบ เราทุกคนเกิดมาล้วนแต่ต้องการความสมหวังในทุกอย่างของชีวิตกันทั้งนั้น ทั้งที่เราก็ทราบดีว่าในความเป็นจริงมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และในเมื่อความสุขสมหวังดั่งใจหมายในทุกสิ่ง มันเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ แล้วเราจะทำอย่างไร ให้เราอยู่กับความไม่สมหวังดังใจได้ โดยไม่ทุกข์ทรมานหรืออย่างน้อยก็ให้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุดก็ยังดี

สิ่งที่เราต้องทำหากต้องการจะอยู่กับความไม่สมหวังได้อย่างเป็นปกติให้มากที่สุดก็คือ เราต้องหัดทำสิ่งที่เรียกว่าการฝึกใจหรือการฝึกจิตใจ การฝึกใจในยามที่ประสบพบเจอความไม่สมหวังเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยลดความทุกข์ร้อนทั้งกายและใจของเราได้

การฝึกใจในยามผิดหวังก็ไม่ยาก ให้เราเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงก่อนว่า นี่ เรากำลังไม่สบายใจจากความไม่ได้ดั่งใจอยู่ แล้วเราก็ไม่ต้องพยายามลืมหรือพยายามสลัดอารมณ์นั้นออกไป เพียงแค่ให้เราคอยสังเกตใจเราเอาไว้ให้ดี ๆ ดูว่ามันกำลังอึดอัด ก็แค่รู้ไว้ ดูให้เห็นว่ามันทุรนทุรายอย่างไร ก็แค่รู้ไว้ เชื่อหรือไม่ว่าการแค่ดู แต่ไม่ดิ้นรนนี่เอง คือหนทางที่จะช่วยสลายความผิดหวังให้มลายหายไปได้เร็วที่สุด

โดยธรรมชาติของความไม่สมหวังนั้น หากเรายิ่งพยายามต่อต้านมันจะยิ่งตอกย้ำ ความเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย สู้เราอยู่นิ่ง ๆ จะร้อนรนก็ช่างมัน ดูที่ความรู้สึกและอารมณ์ของเรา จะเสียใจก็ช่างมัน ดูไว้เท่านั้น พอเราทำบ่อย ๆ ทำนาน ๆ เข้า และที่สำคัญ คือ ทำเช่นนี้ในทุกครั้งที่ผิดหวังหรือไม่สมหวังในสิ่งใด รับรองว่าไม่นานเราก็จะชำนาญการรับมือกับการไม่สมหวังได้แบบสบาย ๆ

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด เรียกว่า การฝึกใจไว้ตั้งรับกับความไม่สมหวังในชีวิต ใครทำตามนี้ได้รับรองว่า คุณจะอยู่อย่างมีความสุข เพราะในชีวิตของเราทุกคน เรายังต้องประสบพบเจอเรื่องไม่สมหวังไปตลอดชีวิต มากบ้าง น้อยบ้าง เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง อย่างไรเราก็หนีไม่พ้น ดังนั้นการฝึกใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น หาไม่แล้ว เราจะขาดภูมิต้านทานความผิดหวัง ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่อันตรายอย่างมาก ที่อาจทำลายชีวิตของเราที่เหลือได้ง่าย ๆ ในพริบตา

การฝึกใจไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องหมั่นทำในทุกครั้งที่ประสบกับความไม่ชอบใจในเรื่องต่าง ๆ ในระยะแรก ๆ มันอาจจะฝืนธรรมชาติของใจเรา ที่ชอบแสดงอาการต่อต้านดื้อรั้นอยากเอาชนะ แต่หากเรามีสติ ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ พิจารณาดู เราจะรู้ว่า ไม่ว่าความสมหวังหรือความผิดหวัง ไม่ว่าอะไรมันก็อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้ มันมาเดี๋ยวมันก็ต้องไป ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปทั้งชีวิตหรอก

10 วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง วัคซีนต้านปัญหาด้วยปัญญา

10 วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง วัคซีนต้านปัญหาด้วยปัญญา

จิตใจที่มั่นคงเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่ปลูกฝังและสร้างขึ้นได้ ปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิตเป็นบททดสอบชั้นดีต่อการฝึกจิตใจของผู้นั้น ถ้าผ่านไม่ได้บุคคลนั้นจะถูกผลักดันให้พยายามหาวิธีแก้ปัญหาอื่น (ส่วนหนึ่งมาจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์) แต่ถ้าคุณเข้มแข็งพอและผ่านมันไปได้ ก็อาจพบเจอบททดสอบใหม่ที่ยากกว่าเดิม แล้วจะทำอย่างไรเพื่อรับมือและอยู่กับปัญหาเหล่านั้นให้ได้ คำตอบคือการเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยปัญญา การฝึกใจให้เข้มแข็งเป็นวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจและเพิ่มปัญญาที่ช่วยรับมือกับบททดสอบต่าง ๆ ซึ่งวิธีฝึกใจให้เข้มแข็งเพิ่มปัญญามีดังนี้

  1. มองโลกในแง่ดี (Positive Thinking) สำรวมความคิด ฝีกคิดดี ไม่ปล่อยให้ความคิดถูกครอบงำหรือชักจูงไปในด้านลบ โดยเริ่มมองข้อดีจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวก่อน เช่น ความสำเร็จที่เรามีอยู่ พูดกับตัวเองในเชิงให้กำลังใจ จะช่วยให้มองสิ่งรอบข้างได้หลายมิติ ลองจินตนาการว่าสิ่งต่าง ๆ กำลังเป็นไปอย่างที่เราต้องการ ทำให้กระบวนการความคิดของเราทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น การคิดบวกเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาตนเองที่สำคัญที่สุด
  2. รู้จักปล่อยวางอดีต (Let it be) ไม่เก็บเรื่องที่ผ่านไปแล้วมาคิด หรือโทษตัวเอง เพราะเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่ให้โฟกัสไปที่การแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นเพื่อระวังไม่ให้เกิดซ้ำอีก สร้างความภาคภูมิใจในตัวเองด้วยการคิดมุมกลับ นำสิ่งที่ผิดพลาดมาเป็นพลังให้เราเข้มแข็งขึ้น
  3. เข้าใจความธรรมดาของโลก (Understand the nature of life) มองทุกสิ่งอย่างเป็นธรรมชาติให้มากขึ้น จะทำให้เห็นวัฏจักรความแปรเปลี่ยนไปของโล​ก​ เกิดความเข้าใจในธรรมชาติต่อทุกสรรพสิ่ง จะช่วยลดความเจ็บปวดจากการยึดมั่นถือมั่นได้
  4. การมีจิตอยู่กับปัจจุบัน (Conscious living) เป็นการตระหนักรับรู้เท่าทันกระบวนการคิดและพฤติกรรมของตัวเอง ไม่ต้องไปยึดติดกับความผิดพลาดจากการเชียร์บอลแล้วเช็คผล สรุปผลบอล กลับไม่เข้าเป้าตามที่คิด เราสามารถฝึกจิตได้หลายวิธีไม่ว่าเป็นอิริยาบถ​ใด ยืน นั่ง นอน กิน ก็สามารถทำสมาธิได้โดยพิจารณาจากลมหายใจเข้า – ออก หรืออาการท้องพอง-ยุบ ซึ่งเป็นสมาธิขั้นพื้นฐานที่นอกจากช่วยให้หายใจได้ลึกเพื่อได้รับออกซิเจนมากขึ้นแล้ว ร่างกายยังได้รับการพักผ่อนด้วย การฝึกสมาธิเป็นการตระหนักรับรู้ถึงสภาวะปัจจุบันเพื่อให้มองเห็นปัญหาที่แท้จริง ช่วยยกสภาพจิตใจให้มีภูมิต้านทานต่อสภาวะต่าง ๆ ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
  5. พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด (Stand on your own feet) เรียนรู้การใช้ชีวิตให้ได้ด้วยตนเอง การสร้างอิสระให้ตัวเองโดยไม่ยึดติดกับผู้อื่น นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ และก่อให้เกิดความเข้มแข็งทางจิตใจที่นำมาสู่ความสำเร็จต่าง ๆ ได้ง่าย
  6. เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สม่ำเสมอ (Never be afraid of change) รู้จักปรับตัว ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง และมองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงนั้น ใจที่ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบเดิม ๆ จะช่วยเปิดโลกทัศน์ในมิติต่าง ๆ ของชีวิตได้กว้างไกลขึ้น
  7. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน (Set your goals and flight for it) ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคหรือเลิกล้มอะไรง่าย ๆ โดยโฟกัสไปที่อนาคตข้างหน้า ช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และเห็นศักยภาพของตนว่าสามารถพัฒนาไปทิศทางไหนได้บ้าง
  8. เปลี่ยนภาระเป็นแรงผลักดัน (Every burden is a blessing) มองสิ่งที่เผชิญอยู่เป็นความท้าทายและนำมาเป็นแรงขับให้ก้าวต่อไปข้างหน้า คนที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่และปัญหาหลายอย่างเป็นตัวอย่างของคนที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจสูง
  9. กล้าที่จะปฏิเสธ (Don’t just be good to others, be good to you) ไม่ควรเกรงใจต่อคนที่ไม่ให้ความเกรงใจผู้อื่น กำหนดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรที่ทำให้ไม่ได้และทำได้ถึงแค่ไหน คุณไม่จำเป็นต้องพยายามเอาใจคนทุกคน เพื่อให้ได้ความรักจากคนรอบข้าง ความกล้าที่จะเป็นตัวเองและบอกความรู้สึกที่แท้จริงช่วยให้ใจเข้มแข็ง
  10. ฝึกอยู่กับความเจ็บปวดจนคุ้นชิน (Get used to the pain) ฝึกคิดเชิงมหภาคเพื่อปล่อยผ่านเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ถูกใจ เพิ่มความหนักแน่นไม่อ่อนไหวต่อสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจ คนที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจย่อมทนต่อสภาวะความกดดัน และมีภูมิต้านทานต่อความเจ็บปวดได้ดี

การฝึกใจจะให้สัมฤทธิ์ผลที่ดีได้ก็ต่อเมื่อคุณนำมาใช้ในชีวิตประจำวันจริง ๆ เท่านั้น ถ้าเพียงแต่อ่านข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจแล้วหลงลืมที่จะนำมาใช้ มันก็คงเป็นเพียงข้อความที่ไร้ค่า หากจิตใจเปรียบเสมือนบันได ในแต่ละขั้นของบันไดก็คือระดับจิตใจของคุณเอง การก้าวขึ้นบันไดในแต่ละขั้นก็คือการสะสมแต้มรางวัลหรือประสบการณ์ซึ่งนำไปสู่ประตูแห่งชัยชนะ คือความมั่นคงหรือความเข้มแข็งทางจิตใจนั่นเอง

ทำยังไงถึงจะลดความอยากใช้เงิน

ทำยังไงถึงจะลดความอยากใช้เงิน

ปัญหาของคนยุคทุนนิยมในปัจจุบันที่สำคัญ คือ การใช้เงินเกินตัว หรือที่เรียกว่าใช้อย่างฟุ่มเฟือย จนเกินรายได้ที่มีอยู่ และไม่วางแผนเผื่ออนาคต จุดตรงนี้เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดโค้ชทางการเงินเป็นจำนวนมากมาแนะนำให้คนที่ตั้งใจปรับพฤติกรรม ฝึกตัวเองให้เก็บออมเงินได้มากขึ้น เลิกใช้เงินฟุ่มเฟือย ด้วยวิธีการดังนี้

1.ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
พื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการเก็บออมได้มากขึ้น และควบคุมการใช้เงินของตัวเอง คือการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ควรทำใน Excel หรือเป็นสมุดที่มีตารางเพื่อความสะดวกในการบวกลบคูณหารเลข จดบัญชีรายรับจากเงินเดือน รายได้เสริม งาน OT ต่าง ๆ ทางฝั่งรายได้ ส่วนรายจ่ายต้องบันทึกทุกอย่าง ไม่ว่าค่ารถโดยสาร ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า รวมตัวเลขดูว่าในแต่ละเดือน คุณมีงบที่สมดุลหรือได้ผลลัพธ์ทางบวกหรือลบอย่างไร จะทำให้คุณตระหนักว่าจุดใดควรแก้ไข ทำบ่อย ๆ จะแก้ไขพฤติกรรมการใช้เงินที่มากเกินไปได้

2.คำนึงถึงหนี้สินที่มีอยู่
บางคนมีหนี้บัตรเครดิตจำนวน 3 ถึง 5 ใบตั้งแต่วัยเริ่มทำงานเพียงไม่กี่ปี จากการซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า โน๊ตบุ๊ก มือถือ และของที่มีการโฆษณารุ่นใหม่ ๆ ที่ออกมาตลอดปี ทั้งนี้ในปัจจุบัน มีการเปิดโอกาสให้สมัครใช้บัตรเครดิตได้จากฐานรายได้เพียงแค่ 15,000 บาท ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสเป็นหนี้และใช้เงินเกินตัว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่จ่ายยอดขั้นต่ำสุดมาตลอด มียอดจ่ายบัตรเครดิตเดือนละหลายหมื่น ทั้งที่เงินเดือนหมื่นกว่าบาท จนเกิดการทบต้นและดอกเบี้ยมากขึ้นเรื่อย ๆ คุณจำเป็นต้องหยุดการใช้บัตรเครดิต แล้วคำนวณอย่างละเอียดถึงหนี้สินที่มีอยู่ และตั้งใจว่าต้องหยุดการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยทั้งหมดและต้องรีบเคลียร์หนี้สินให้หมดโดยเร็วที่สุด

3.คิดถึงอนาคต
การมีเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญในการควบคุมการใช้จ่ายเงิน หากคุณไม่มีทิศทางว่าจะนำเงินที่มีอยู่ไปทำอะไร เมื่อมีรายได้เข้ามาไม่ว่าหลักพันหรือหลักแสนบาท ก็สามารถใช้หมดได้ในพริบตา ทางที่ดีคุณควรเอากระดาษมาจดบันทึก มีเป้าหมายในชีวิตในช่วงระยะ 1 ปี 5 ปี 10 ปี และตอนเกษียณเป็นเช่นไร ต้องใช้เงินเท่าไหร่จึงจะทำให้ถึงเป้าหมาย เมื่อมีแรงบันดาลใจที่ชัดเจน คุณก็จะลดการใช้เงินฟุ่มเฟือยได้ โดยหันไปเก็บออมโดยการซื้อพันธบัตร หรือกองทุน ที่มีสภาพคล่องน้อยกว่าการถือเงินสดในมือ

การจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองในเรื่องการใช้จ่าย ไม่สามารถสำเร็จแค่การคิดหรือวางแผน แต่ต้องเกิดจากการวิเคราะห์ตัวเองและเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายจริง เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงปัญหาการใช้เงิน และมีเป้าหมายใหม่ในการควบคุมตัวเองต่อไป

แนะนำ 7 เคล็ดลับฝึกใจลูกน้อยให้รู้จักรอและอดทน

แนะนำ 7 เคล็ดลับฝึกใจลูกน้อยให้รู้จักรอและอดทน

ปัญหาโลกแตกที่คนเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองหลายคนมักจะเจอในเด็กวัย 5 – 10 ปี นั่นก็คือ เด็ก ๆ มักเอาแต่ใจ, ใจร้อน และรออะไรนาน ๆ ไม่ค่อยได้ ทำให้พอเจออะไรที่ต้องใช้เวลานาน หรือต้องใช้ความอดทนสูงก็มักเกิดอาการหงุดหงิด งอแง หรือบางคนก็ถึงขั้นอาละวาดเลยทีเดียว วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 7 เคล็ดลับฝึกใจลูกน้อย ให้รู้จักรอและอดทน

1.พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างให้ลูก
ก่อนที่จะสอนลูกด้วยคำพูด อันดับแรกคุณพ่อคุณแม่ควรทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น เพราะเด็ก ๆ มักมีพ่อแม่ของตัวเองเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ แต่โดยธรรมชาติแล้วเด็ก ๆ จะสังเกตพฤติกรรมแทบทุกอย่างของพ่อแม่ สิ่งไหนที่พ่อแม่ทำได้ เขาก็จะคิดว่าตัวเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ฉะนั้น เราควรทำให้ลูกเรียนรู้ว่าบางเรื่องก็ต้องรู้จักการรอคอยและการอดทน เช่น การเข้าแถวเวลาซื้อสินค้า, การไม่ขับรถฝ่าไฟแดง เป็นต้น

2.การใช้นิทานสอนใจ
การอ่านนิทานสอนใจเกี่ยวกับคุณค่าของการรอและการทดทน ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถฝึกจิตใจของลูกให้ค่อย ๆ ลดความใจร้อนและความเอาแต่ใจได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง แถมเด็ก ๆ ยังจะเห็นโทษการไม่รู้จักรอและไม่มีความอดทนได้ชัดเจนขึ้นด้วย

3.กำหนดเวลาสิ้นสุดการรอให้ชัดเจน
พ่อแม่บางคนมักมีคำพูดติดปากเวลาพูดกับลูก ๆ เช่น “อีกเดี๋ยวนะ” หรือ “อีกแป๊บนะ” คำเหล่านี้ถือเป็นคำที่ไม่มีความน่าเชื่อถือและไม่ศักดิสิทธิ์ในความรู้สึกของเด็กเลยก็ว่าได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ หรือต้องรออีกนานแค่ไหน ฉะนั้น เราควรเปลี่ยนมาใช้คำพูดที่กำหนดเวลาสิ้นสุดการรอให้ชัดเจน เช่น “พ่อ/แม่ขออีก 10 นาทีนะลูก” เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอาการ “หัวร้อน” ของเด็ก ๆ ได้แล้ว ยังช่วยฝึกการรอและความอดทนของเขาได้อีกด้วย

4.หากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจ
การให้เด็กวัยกำลังซนนั่งรอเฉย ๆ ย่อมทำให้เขาเกิดความหงุดหงิดและเบื่อหน่ายได้ง่าย ฉะนั้น เราจึงควรหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของเขา เช่น การวาดภาพระบายสี หรือการเล่นเกมกระดานต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้เขามีสมาธิจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้จนกว่าเราจะทำธุระเสร็จ

5.เล่นเกมฝึกความอดทน
นอกจากการสอนด้วยคำพูดแล้ว พ่อแม่ควรใช้การฝึกที่ลูกจะค่อย ๆ เรียนรู้และซึมซับการรู้จักรอและความอดทนไปแบบไม่รู้ตัว เช่น การเล่นต่อเลโก้, ต่อจิ๊กซอว์, ต่อโดมิโน่ ฯลฯ เกมเหล่านี้นอกจากจะช่วยฝึกสมาธิและความอดทนให้เขาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวได้อีกด้วย

6.ให้กำลังใจลูกเสมอ
เมื่อใดก็ตามที่ลูกสามารถรอได้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ พ่อแม่ควรชื่นชมและให้กำลังใจเขาตามสมควร ถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการฝึกการรอและความอดทนให้เขาเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากเด็กจะรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้แล้ว ยังจะทำให้เขามีกำลังใจในการรอและอดทนอย่างใจเย็นในครั้งต่อไปอีกด้วย

7.ให้รางวัล
พ่อแม่ควรทำข้อตกลงหรือกำหนดกติกาง่าย ๆ กับลูกว่า หากอดทนรอได้ตามเวลาที่กำหนดแล้ว จะมีรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสมควร แต่ไม่ควรเป็นรางวัลชิ้นใหญ่จนเกินไป เพราะอาจกลายเป็นการฝึกให้ลูกทำดีเพื่อหวังผลแบบไม่รู้ตัวนั่นเอง

ในยุคปัจจุบันที่เด็ก ๆ โตมากับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ตอบสนองพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่กดทีเดียวก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการ ทำให้ติดนิสัยใจเร็วด่วนได้ หากได้หมั่นฝึกใจให้เขาอดทนรอคอยเป็นแล้ว เขาก็จะรู้จักรอได้ ไม่ใจร้อนหรือหุนหันพลันแล่น

4 วิธี ฝึกใจให้สงบ ลดอารมณ์หัวร้อนชะงัด

4 วิธี ฝึกใจให้สงบ ลดอารมณ์หัวร้อนชะงัด

การฝึกใจให้สงบจะเหมาะสำหรับคนยุคนี้เป็นอย่างมาก เพราะคนยุคใหม่มักจะใช้ชีวิตอยู่บนความตึงเครียดค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต ดังนั้น สิ่งที่คุณควรทำมากที่สุด คือ การฝึกฝนจิตใจของคุณให้มีความคงที่ มีความสงบ และมีสติอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันปัญหาหัวร้อนที่อาจจะนำพาไปสู่เหตุการณ์ไม่ดีต่าง ๆ ดังนั้นจึงขอแนะนำ 4 วิธีเพื่อฝึกจิตใจให้สงบและช่วยลดอารมณ์ร้อนได้ดี ดังนี้

1.หายใจลึก ๆ
เริ่มต้นฝึกใจ วิธีแรกจากการฝึกหายใจลึก ๆ โดยให้คุณนั่งหลับตาคล้ายการนั่งสมาธิแล้วปล่อยสมองให้โล่ง พร้อมหายใจเข้าและหายใจออกลึก ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งวิธีนี้ควรฝึกตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจทำให้คุณรู้สึกอารมณ์ไม่ดี เพื่อทำให้คุณรู้สึกเคยชินได้เร็วที่สุด เมื่อเกิดปัญหาแล้วให้หายใจเข้า-ออกลึก ๆ ในลักษณะนี้ทันที จะช่วยทำให้คุณใจเย็นลงได้ง่ายและเร็วที่สุด ทั้งยังทำให้มีสติพอที่จะคิดหาเหตุผลมาดับอารมณ์โกรธได้ดีอีกด้วย

2.หยุดทำทุกกิจกรรมสักครู่
เมื่อคุณรู้สึกหัวร้อนและอารมณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง ให้หยุดทำทุกกิจกรรม โดยเฉพาะการหยุดเล่นโซเชียล เพื่อป้องกันไม่ให้คุณโพสต์หรือคอมเม้นท์ผู้อื่นในแนวทางที่ไม่ดีและอาจนำความเดือดร้อนมาให้คุณได้ ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มอารมณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง ให้ออกจากทุกกิจกรรมที่คุณทำอยู่ แล้วไปอยู่ในมุมสงบหรือจุดที่เงียบที่สุด จากนั้นให้หายใจเข้า-ออกลึก ๆ จะช่วยทำให้คุณลดอาการหัวร้อนและมีสติมากขึ้น

3.มองให้เป็นอากาศ
สำหรับผู้ที่รู้สึกหัวร้อนง่ายเพราะคนรอบข้างที่มักพูดไม่ดีหรือทำไม่ดี ถ้าต้องการระงับอารมณ์ให้ได้มากที่สุด คุณควรมองคนเหล่านั้นให้เป็นอากาศ เหมือนไม่มีตัวตน ไม่ต้องสนใจใด ๆ เมื่อเขาเห็นคุณไม่สนใจก็อาจจะหยุดไปเอง แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นและแย่ลง ให้คุณรีบออกมาจากบรรยากาศนั้น ๆ อย่าอยู่ใกล้หรือคบหาสมาคมกับคนที่ไม่ดีอีกต่อไป

4.ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณสามารถลดความตึงเครียดได้ดีด้วยเช่นกัน เพราะการได้เล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายในแบบของคุณ จำเป็นจะต้องใช้สมาธิพอสมควรและการที่ได้ออกกำลังจนเหงื่อออกท่วมตัว ก็จะยิ่งช่วยทำให้คุณรู้สึกสบายใจมากขึ้น

การฝึกใจให้อารมณ์เย็นลงและลดความรู้สึกโกรธ โมโห และหัวร้อน จะช่วยทำให้คุณใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ง่ายและมีความสุขมากยิ่งขึ้น พร้อมทำให้คุณกลายเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเข้าใจความคิดของคนอื่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยการทดลองมาร์ชเมลโล่

ฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยการทดลองมาร์ชเมลโล่

การทดลอง Marshmallow Test ได้ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1960 โดย ศาสตราจารย์ Walter Mischel จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด โดยทดลองกับเด็ก ๆ กว่า 600 คนที่มีอายุอยู่ระหว่าง 4-6 ขวบ เพื่อทดสอบฝึกใจเด็ก ๆ ด้วยขนมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ เช่น Marshmallow, คุ้กกี้ หรือเค้ก

การทดลองนี้เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักการ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” โดยล่อใจเด็กโดยให้เงื่อนไขว่า ถ้ากินตอนนี้เลยจะได้ขนม 1 ชิ้น แต่ถ้าสามารถรอจนกว่าผู้ทดลองกลับมาได้ (ประมาณ 15 นาที) จะได้ขนมเพิ่มอีก 1 ชิ้น

สำหรับผู้ใหญ่แล้วการอดใจรอ 15 นาทีถือว่าทำได้ไม่ยาก แต่สำหรับเด็กแล้วช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก บางคนถึงกับต้องแอบเลียมัน (แต่ไม่กินมันลงไป) หรือจับขนมแล้วเอาวางกลับไปที่เดิม เด็กบางคนพยายามฝึกใจห้ามตัวเองโดยหันไปทำอย่างอื่น เพื่อที่จะสามารถรอได้ครบตามเวลาที่กำหนดเพื่อได้ขนมเพิ่มอีก 1 ชิ้น แต่ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่เมื่อผู้ทดลองออกจากห้อง ก็หยิบขนมเข้าปากในทันทีเนื่องจากไม่สามารถหักห้ามใจได้

จากการทดลองในครั้งนั้นพบว่า เด็ก 2 ใน 3 ได้ยอมแพ้ต่อการล่อใจ แต่สิ่งที่ค้นพบที่น่าตื่นเต้นสำหรับการทดลองนี้ก็คือ เด็ก 1 ใน 3 ที่ทนต่อการล่อใจได้มักจะมีผลการเรียนที่ดีกว่าเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถทนต่อการล่อใจได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กเหล่านี้มักไม่ค่อยมีปัญหา รู้จักจัดการความเครียด มีความมุ่งมั่น และเข้ากับคนอื่นได้ดี ส่วนกลุ่มที่กินขนมทันที อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต และมีโอกาสที่ชีวิตจะออกนอกลู่นอกทางได้สูง

ศาสตราจารย์ Walter Mischel เจ้าของโปรเจกต์การทดลองจึงได้ให้ข้อสรุปของการทดลองนี้ว่า “ ความสามารถในการหักห้ามใจตัวเอง อดทนต่อสิ่งล่อลวง มีผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวโดยตรง

หลังจากนั้นไม่นาน นักจิตวิทยาชื่อ Philip Zimbardo ได้ตั้งข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับเรื่องของเด็ก 2 กลุ่มนี้ไว้น่าสนใจมาก ๆ โดยเขาบอกว่า ความแตกต่างของเด็ก 2 กลุ่มนี้ไม่ใช่ความอดทนในการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน แต่เป็นการที่เด็กกลุ่มหนึ่งคิดถึงอนาคตมากกว่าปัจจุบันพวกเขาจึงอดทนรอคอยนานขึ้นเพื่อจะได้รางวัลเป็นขนมที่มากขึ้น ส่วนเด็กอีกกลุ่มหนึ่งมองแค่ปัจจุบันเท่านั้นจึงกินขนมทันที

จากข้อสันนิษฐานตรงนี้ทำให้สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักมองไปถึงผลลัพธ์ที่สวยงามในอนาคตจึงสามารถผ่านความยากลำบากไปได้ กลุ่มคนเหล่านี้มักมีเป้าหมาย ความฝัน ความสนใจที่ชัดเจน และลงแรงในสิ่งที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้ ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักจะพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนาชั่วอึดใจ

ยกตัวอย่างเช่น การเลื่อนแผนซื้อของฟุ่มเฟือยออกไปก่อนเมื่อยังไม่จำเป็นต้องใช้ แต่นำเงินไปลงทุนให้งอกเงยแล้วจึงแบ่งผลกำไรส่วนหนึ่งสะสมไว้เพื่อซื้อของได้ตามที่ต้องการ ดังนั้น หากฝึกใจไม่มองเอาแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า แต่รู้จักวางแผน อดทน รอคอยเวลา ก็มีโอกาสจะได้รับสิ่งที่ดีกว่า