ฝึกใจอย่างไรให้มีความสุข เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบ

ฝึกใจอย่างไรให้มีความสุข เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบ

การทำงานในออฟฟิศเป็นเรื่องปกติที่อาจมีการกระทบกระทั่งกันได้ หากเราไม่สามารถที่จะปรับอารมณ์ ทัศนคติและใช้วิธีการรับมือที่ถูกต้อง ก็จะทำให้พบกับความทุกข์และทำให้เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง ส่งผลต่อสุขภาพจิตและทำให้การทำงานเป็นทีมบกพร่องในที่สุด

ในบทความนี้ เราจึงได้รวมวิธีการคิดที่ทุกคนสามารถฝึกใจตนเองได้ เพื่อให้ทำงานร่วมกับคนที่ไม่ชอบได้ ดังนี้

1. พบกันคนละครึ่งทาง

หลายคนมักยึดหลักการว่า ต้องแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา แต่ในการทำงานร่วมกัน การคิดเช่นนี้อาจมีบางสิ่งที่เพื่อนร่วมงานไม่ชอบ กลายเป็นชนวนให้ขัดแย้งกันบานปลายได้ หากคิดในแง่ใหม่ว่า แต่ละคนควรพบกันคนละครึ่งทาง ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้การทำงานราบรื่นขึ้น ก็จะเป็นเรื่องที่ดีและทำให้การทำงานร่วมกันราบรื่นกว่า

2. มองโลกด้านบวก

ควรคิดเสียว่าออฟฟิศเป็นสถานการณ์จำลอง ที่มีการรวมคนแต่ละอุปนิสัยเข้าด้วยกัน เมื่อคุณได้ใช้โอกาสนี้เห็นแง่มุมด้านบวกและลบระหว่างกัน แล้วร่วมกันหาวิธีจัดการข้อขัดแย้งอย่างประนีประนอม จะทำให้คุณได้เติบโตทางด้านวุฒิภาวะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากคุณทำงานในออฟฟิศที่มีแต่คนเห็นด้วยกับคุณทุกอย่าง ก็ย่อมไม่มีทางได้เรียนรู้ในส่วนนี้

3. หัดให้อภัยบ่อย ๆ

ไม่มีใครที่ทำถูกไปเสียทุกเรื่อง แม้แต่ตัวคุณเอง ดังนั้น ต้องหมั่นฝึกใจให้ปล่อยวางในความผิดพลาดของคนอื่น และให้อภัยบ่อยมากขึ้น เพื่อทำให้ตัวเองสบายใจ และยังทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมีความผ่อนคลายมากขึ้น

4. ให้คำปรึกษาแทนการตำหนิ

ต้องยอมรับว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเรื่องส่วนตัวที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้มีความเครียดสูงและกระทบต่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น หากคุณใจเย็นและมีเวลาพอ ควรเข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว ให้คำแนะนำเท่าที่คุณจะทำได้ วิธีนี้จะทำให้คุณรู้ว่า แต่ละคนมีเหตุผลที่ส่งผลต่อการกระทำ ซึ่งเขาอาจไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณรู้สึกไม่ชอบใจ

5. มุ่งไปที่ความสำเร็จของงาน

การมองข้ามปัญหาความสัมพันธ์แล้วไปมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จของงานในแต่ละวันแทน เป็นเทคนิคที่ดีในการทำให้คุณมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น โดยคุณควรกำหนดแผนงานว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง ไล่ลำดับตั้งแต่งานที่สำคัญและเร่งด่วนมากที่สุด จนถึงกระทั่งงานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน จะทำให้ลดการกระทบกระทั่งกับเพื่อนร่วมงานและทำให้หน้าที่การงานเติบโตได้เป็นอย่างดีด้วย

เราหวังว่า ทั้ง 5 เทคนิคฝึกใจที่กล่าวมา จะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ คือ ความสุขสบายใจและความราบรื่นในการทำงานร่วมกัน และยังทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างดีที่สุดต่อไป

4 วิธีฝึกใจให้เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม

4 วิธีฝึกใจให้เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม

Self – esteem หมายถึง การเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) Self – respect การเชื่อว่า ตัวเองมีคุณค่าเท่าเทียมกับผู้อื่น 2) Self – efficacy การเชื่อว่า ตัวเองมีความสามารถในการคิด เข้าใจและตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่าง ๆ 3) Self – image การมองภาพตัวเองว่าเป็นใครและมีทัศนคติอย่างไรในสังคม ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกวิธีฝึกใจเพื่อให้มี Self – esteem ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

วิธีฝึกใจเพื่อให้มี Self – esteem

วิธีที่ 1 ปรับปรุงตัวเอง

หากทำอะไรผิดพลาดหรือว่ามีคนตำหนิ ให้กลับมามองตัวเองและตรวจสอบข้อบกพร่องในสิ่งที่ทำไป หากไม่ดีก็ให้มีการปรับปรุงแก้ไข จากนั้นหมั่นสำรวจตัวเองเป็นครั้งคราวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ว่ามีการพัฒนาขึ้นอย่างไร แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถในการฝึกใจให้เผชิญอุปสรรคต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต สร้างความเชื่อมั่นว่าตัวเองมีความสามารถเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาหรือพึ่งพาตัวเองได้

วิธีที่ 2 เลิกเปรียบเทียบกับผู้อื่น

หากใครชอบเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น แล้วส่งผลให้เกิดความกังวลใจ จึงควรที่จะเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น ด้วยการยอมรับว่าแต่ละคนมีความรู้และความสามารถที่ไม่เหมือนกันหรือมีความหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบ เพราะทุกคนมีสิทธิและโอกาสที่จะมีความสุข สมหวังและประสบความสำเร็จเหมือนกับคนอื่นในสังคม เมื่อมีมุมมองเช่นนี้ ก็สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น

วิธีที่ 3 พัฒนาศักยภาพของตัวเอง

หากมีเวลาอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ตอนเช้าหรือก่อนนอนให้มีการพัฒนาตัวเองเพื่อเพิ่มคุณค่าตัวเองมากขึ้น เช่น การนั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ฟังซีดีหรือเข้าคอร์สที่เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง หาต้นแบบเพื่อให้ดึงศักยภาพตัวเอง สำรวจความคิดเห็นจากบุคคลในครอบครัวเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ เป็นต้น เมื่อเห็นคุณค่าในตัวเองสูง ก็จะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์และมีความเคารพตัวเองในสิ่งที่ทำค่อนข้างสูง ซึ่งอุปนิสัยเหล่านี้ นอกจากจะเป็นคนที่รักตัวเองแล้ว ยังทำให้คนรอบข้างรักได้อีกด้วย

วิธีที่ 4 เลิกดูถูกตัวเอง

หากจะเริ่มลงทำมือทำสิ่งใด ควรมีทัศนคติที่ดีกับตัวเองก่อน โดยการหลีกเลี่ยงคำพูดที่ว่า “ทำไม่ได้” เพราะคำพูดประโยคนี้ บ่งบอกว่าเป็นการดูถูกตัวเองว่าไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ แค่เพียงคิดก็ไม่พ้นก้าวแรกแล้ว ทำให้เมื่อดำเนินการในเรื่องอะไรก็ตาม หากเกิดอุปสรรค ก็อาจไม่กล้าที่จะคิดแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องเพราะไม่มั่นใจในตัวเอง ดังนั้น ต้องเลิกดูถูกตัวเอง มองให้เห็นศักยภาพที่มีแล้วกล้าเผชิญปัญหา วางแผนการคิด ตัดสินใจลงมือทำ ก็มีโอกาสจะประสบความสำเร็จได้

การเห็นคุณค่าในตัวเองช่วยเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น แต่ไม่ใช่หมายความว่า มั่นใจในตัวเองมาก เช่น ฉันสวย รวย ฉลาดแล้วไปดูถูกคนอื่น ถ้าเป็นลักษณะนี้จะไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้คนได้เลย ดังนั้น หากต้องการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง เพียงทำตาม 4 วิธีฝึกใจข้างต้น แล้วคุณจะเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม

วิธีฝึกใจเพื่อให้มี Self – esteem

เทคนิคฝึกใจง่าย ๆ เพื่อให้คุณได้รู้จักปล่อยวาง

เทคนิคฝึกใจง่าย ๆ เพื่อให้คุณได้รู้จักปล่อยวาง

การฝึกใจเป็นสิ่งทุกคนไม่ควรละเลย โดยเฉพาะคนที่ไม่ปล่อยวาง ซึ่งจะมีอาการกลุ้มใจและเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและมีความกังวลสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 5 เทคนิคฝึกใจง่าย ๆ เพื่อให้คุณได้รู้จักปล่อยวางจะได้มีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

5 เทคนิคฝึกใจให้ปล่อยวาง

เทคนิคที่ 1 อยู่กับปัจจุบัน

อดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ซึ่งบางคนกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมากเกินไป เพราะฉะนั้น ให้เรียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตเพื่อจะได้ไปแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต แสดงให้เห็นว่า ประสบการณ์ในอดีตทำให้ชีวิตก้าวไปสู่สิ่งที่ดีมากขึ้นกว่าเดิมได้ นอกจากนี้ไม่ควรกังวลอนาคตมากเกินไป สามารถหวังผลได้ แต่ถ้าไม่ได้ผลตามที่คาดหวังก็ไม่เป็นไรหรือไม่ต้องไปเสียใจมากเกินไป

เทคนิคที่ 2 เข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิต

เทคนิคนี้บ่งบอกให้มีการเข้าใจว่า หลายสิ่งหลายอย่างไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปลูกผักและได้มีการดูแลอย่างเต็มที่แล้ว อยู่ดี ๆ ฝนตกทำให้เกิดน้ำท่วมในแปลงผักซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เพราะความไม่แน่นอน แต่ไม่ควรละเลยหากสามารถแก้ไขปัญหาได้ในอนาคต จึงควรฝึกใจว่า ไม่เป็นไร ครั้งต่อไปจะต้องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแปลงผักด้วยการถมคันดิน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ใช้หลักคิดเช่นนี้ได้เหมือนกัน

เทคนิคที่ 3 หยุดคิดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

บางคนได้ประสบเหตุการณ์ที่เลวร้ายและกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้มีสิ่งกวนใจตลอด จนไม่สามารถก้าวข้ามความจริงหรือหยุดคิดในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หากเป็นเช่นนี้จะทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เพราะมัวหมกหมุ่นกับความคิดและความรู้สึกด้านลบ จึงควรปล่อยวางเพื่อกำจัดความคิดที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งหมดออกจากใจ ด้วยการนั่งสมาธิให้ใจนิ่งและสงบ แล้วจะพบทางออกในการแก้ปัญหาได้

เทคนิคที่ 4 คิดในสิ่งดี

กรณีหยุดคิดไม่ได้จริง ๆ จากเทคนิคที่ 3 เพราะมีความเสียใจอย่างมาก เราแนะนำให้ปล่อยวางด้วยการให้คิดแต่เรื่องหรือประสบการณ์ดี ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และคิดถึงสิ่งดี ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

เทคนิคที่ 5 ลงมือเขียนระบายความรู้สึก

กรณีที่ยังคิดสิ่งดี ๆ ไม่ออกตามเทคนิคที่ 4 แนะนำให้เขียนในสิ่งที่กังวลและเสียใจออกมาเป็นข้อ ๆ เพื่อทำให้ความคิดเป็นระบบหรือก้าวข้ามความคิดที่วนไปวนมามากขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้หาทางออกและปล่อยวางในระดับหนึ่งได้

การไม่ปล่อยวาง เกิดจากความคิดไปปรุงแต่ง จากเรื่องเล็ก ๆ ขยายไปจนหนักใจ บางคนจึงเกิดความหงุดหงิดที่ปล่อยวางไม่ได้สักที เพราะฉะนั้นอย่าไปเร่งตัวเอง เพราะบางทีการฝึกใจอาจจะทำไม่ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงสำรวจตัวเองว่า ระยะเวลาที่ผ่านไปนั้น มีการปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน แล้วค่อย ๆ ฝึกให้มีจิตใจที่แกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ

เทคนิคฝึกใจให้ปล่อยวาง

วิธีฝึกใจเย็นเป็นน้ำแข็งพร้อมรับทุกสภาวะทางอารมณ์

ฝึกใจในการควบคุมอารมณ์

ปัจจุบันโลกมีความก้าวหน้าทางวิวัฒนาการและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยการพัฒนาที่รวดเร็วย่อมก่อให้เกิดข้อดีและข้อเสียมากมาย โดยผู้ที่สามารถปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีจะสามารถนำการพัฒนามาใช้เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้นและสามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากมาย แต่สำหรับผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง การวิวัฒนาการและการพัฒนาทางเทคโนโลยีจะส่งผลให้เกิดข้อเสียในเรื่องของสภาพจิตใจและก่อให้เกิดความเครียดในที่สุด

จุดเริ่มต้นของ ความเครียด มักจะเริ่มจากอารมณ์ที่หงุดหงิดง่ายกับสิ่งรอบตัวไปจนถึงการโมโหจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ซึ่งอารมณ์ด้านลบนี้อาจส่งผลให้เกิดอาการของโรคซึมเศร้าต่อไปได้ การฝึกควบคุมอารมณ์จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ โดยวิธีการฝึกใจสามารถทำได้ ดังนี้

ฝึกใจในการควบคุมอารมณ์

หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดหรือโมโห แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือไม่ทันได้ตั้งตัว ควรยอมรับว่าตัวเองกำลังรู้สึกหงุดหงิดและเดินออกจากสถานการณ์นั้นให้เร็วที่สุด

หามุมสงบเพื่อเริ่มกระบวนการผ่อนคลายอารมณ์ เริ่มจากการหลับตา หายใจลึก ๆ และคิดถึงเพลงจังหวะสบาย หรือหากมีอุปกรณ์ที่สามารถเปิดเพลงได้ ก็ลองเปิดเพลงฟัง วิธีนี้จะทำให้สมองไม่จมอยู่การคิดถึงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัว ซึ่งเพลงจะช่วยปรับอารมณ์และความรู้สึกให้ผ่อนคลายได้ในเวลาไม่นาน

เมื่ออารมณ์เริ่มเย็นลงให้คิดถึงสิ่งที่ดีที่สุดของวัน แต่หากรู้สึกว่ายังไม่เจอเรื่องที่ทำให้รู้สึกดีหรือมีความสุข ให้เปลี่ยนทัศนะคติต่อปัญหาที่เกิดขึ้นและยอมรับ จากนั้นให้ลองคิดว่าโลกย่อมส่งสิ่งที่ดีที่สุดมาให้กับเราเสมอ และปัญหาทุกอย่างเป็นเพียงบทเรียนที่ช่วยให้เราได้รู้ถึงจุดอ่อนของตัวเอง และเกิดขึ้นเพราะโลกเปิดโอกาสให้เราได้แก้ไขจุดอ่อนนั้น

ออกไปเจอธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ลม ฝน สภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยต้นไม้หรือดอกไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยผ่อนคลายอารมณ์หงุดหงิดได้เป็นอย่างดี

ไม่ควรปล่อยปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดเอาไว้นานเพราะปัญหานั้นจะยิ่งทำให้เราเกิดความหงุดหงิดอยู่เสมอ ดังนั้นจึงควรรีบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด

วิธีฝึกใจเย็นเป็นน้ำแข็งพร้อมรับทุกสภาวะทางอารมณ์

หากวิธีการฝึกใจยังไม่สามารถทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น หรือไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดได้ การเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะช่วยให้คุณสามารถผ่านพ้นปัญหาด้วยวิธีที่ดีกว่าได้

การเป็นคนที่ฝึกใจให้แข็งแรง อารมณ์คงที่และใจเย็น ไม่เพียงจะก่อให้เกิดผลดีกับตัวเองในแง่ของกระบวนการทางความคิดที่มีความรอบคอบขึ้น อารมณ์ไม่แปรปรวนง่ายและพร้อมรับมือกับปัญหาด้วยสติปัญญา แต่ยังทำให้คนรอบข้างรู้สึกดีต่อคุณเพิ่มขึ้นด้วย เพราะคนที่มีทัศนคติที่ดี และมีอารมณ์ดี ย่อมได้รับการยอมรับจากผู้อื่นเสมอ

เทคนิครับมือกับการถูกนินทาในที่ทำงาน ทำอย่างไรไม่ให้โกรธ

การถูกนินทาเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะเมื่อคุณต้องทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก ที่มักจะมีการแข่งขันในด้านของหน้าตา ตำแหน่ง ชื่อเสียงและเงินเดือนอยู่เสมอ และหากคุณได้รู้ว่ามีคนนินทาคุณอยู่ ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะโกรธ แต่เราจะเรียนรู้วิธีการรับมือกับความโกรธเมื่อถูกนินทาได้อย่างไร ดูวิธีจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตกัน

วิธีรับมือกับความโกรธ

ยอมรับในอาการโกรธ – การถูกนินทานั้น ไม่ว่าเราจะไปได้ยินด้วยตัวเองหรือมีคนมาบอกต่ออีกทีว่าคุณกำลังถูกนินทาจากเพื่อนร่วมงาน ก็จะทำให้มีความโกรธเกิดขึ้นอยู่แล้ว หากคุณไม่ยอมรับและข่มใจไว้ ก็ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดอยู่ภายใน เกิดความเครียดและสะสมกลายเป็นโรคเครียดหรือโรคซึมเศร้าในอนาคตได้ การยอมรับในตัวเองก่อนว่าคุณก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เมื่อรู้ว่ามีคนนินทาคุณแล้ว ย่อมโกรธได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญข้อแรกที่ต้องยอมรับความรู้สึกตัวเองก่อน การโกรธไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องมีสติในการจัดการความโกรธ

รู้วิธีจัดการกับความโกรธ – เมื่อคุณโกรธแล้ว ไม่ควรที่จะปล่อยให้พูดอะไรไปตามอารมณ์ การพูดจาตอบโต้กลับในทันทีจะทำให้เสี่ยงต่อการพูดคำหยาบคายหรือแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมในที่ทำงานออกไป ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อภาพลักษณ์ของคุณ ทำให้คุณดูเป็นคนขาดวุฒิภาวะ ไม่มีความเป็นมืออาชีพ และจะทำให้หน้าที่การงานของคุณไม่เติบโตเท่าที่ควรหากเจ้านายรู้เข้า คุณจึงต้องรักษาสติตัวเองที่จะไม่ตอบโต้ในทันที และค่อย ๆ คิดหาวิธีแก้ไขเมื่ออารมณ์เย็นลง

คิดถึงนิสัยตามธรรมชาติของคน และปล่อยวาง – โดยธรรมชาติแล้ว คนที่จิตใจคับแคบมักจะมีการคิดแข่งขัน เปรียบเทียบกับคนอื่นที่มีบางอย่างดีกว่า เช่น สวยกว่า หน้าที่การงานดีกว่า รวยกว่า และทำให้เกิดการนินทาเพื่อสร้างความเสียหายให้กระจายต่อเป็นวงกว้าง สิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่คนจำนวนหนึ่งเป็นกัน หากคุณคิดได้อย่างนี้ ก็จะทำให้รู้สึกเข้าใจและให้อภัยคนที่นินทาคุณได้ง่ายขึ้น

หาโอกาสพูดคุยชี้แจง – การพูดคุยชี้แจงเพื่อหยุดปัญหาการนินทาก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากคนที่นินทาคุณจะรู้ว่าคุณเป็นคนที่ตรงไปตรงมา หากมีเรื่องอะไรที่สงสัยข้องใจ ก็สามารถมาพูดคุยกันได้โดยตรง ไม่จำเป็นจะต้องไปพูดคุยนินทากับคนอื่นลับหลัง เพราะอาจจะเป็นเรื่องไม่จริงทั้งหมดและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของตัวคุณเองและตัวคนที่นินทาคุณได้ด้วย

จะเห็นได้ว่า การควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธเมื่อถูกนินทาตามที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านนำไปปรับใช้เพื่อให้มีความสุขในการใช้ชีวิตและการทำงานร่วมกับคนอื่นมากขึ้น

วิธีรับมือกับความโกรธ

ใจเย็นได้แค่รู้วิธีการ เทคนิคฝึกใจให้นิ่งลง

ใจเย็นได้แค่รู้วิธีการ เทคนิคฝึกใจให้นิ่งลง

การมีวุฒิภาวะที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ คนใจเย็น ลงได้ทุกสถานการณ์ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน เพื่อลดปัญหาการปะทะอารมณ์ระหว่างกัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีปัญหาคนหัวร้อนทำร้ายร่างกายกัน ทั้งในครอบครัว และในที่สาธารณะ เช่น ระหว่างการขับรถไปทำงานกันมากขึ้น

เทคนิคที่ช่วยให้ทุกคนใจเย็นลงได้

การฝึกหายใจ : การหายใจเข้าลึก ๆ แล้วออกยาว ๆ จะทำให้เรามีสติอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ารูปรับรู้อารมณ์ตัวเองได้ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นเทคนิคที่ควรฝึกบ่อย ๆ ใช้การหลักการเดียวกันกับการทำสมาธิ ทำให้รู้ตัวหยุดนิ่งก่อนที่จะตอบกลับสิ่งที่คุณไม่พอใจด้วยการพูดจาหรือการกระทำที่รุนแรง

เปิดใจให้กว้าง : หากต้องทำงานร่วมกันอยู่หลายช่วงอายุ ตั้งแต่คนที่อายุ 20 ต้น ๆ จนถึงวัย 60 ปี จะเห็นได้ว่ามีบุคลิกต่างกัน คนวัยผู้ใหญ่มักมีความนิ่ง รอบคอบ มีการวางแผนอย่างเป็นระบบระเบียบสูง ส่วนคนที่อยู่ในวัยอายุน้อยกว่า จะมีความกล้าคิดกล้าทำ กล้าได้กล้าเสีย มีความสามารถผสมผสานไอเดียจากหลายศาสตร์ มีความชำนาญในการใช้สื่อโซเชียลและการประชาสัมพันธ์ ฯลฯ การเปิดใจที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะทำให้มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ให้กับองค์กร และทำให้ลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง ทุกคนจะใจเย็นในการเข้าหากันมากยิ่งขึ้น

ออกกำลังกายเป็นทีม : การเล่นกีฬาเป็นทีม นอกจากจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข เช่น Endorphin แล้วยังช่วยปรับสมดุลร่างกายทำให้สมองปลอดโปร่งอารมณ์ดีขึ้นแล้ว เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตะกร้อ การจัดกิจการกีฬาในองค์กรหรือเข้ากลุ่มเพื่อสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยให้เรียนรู้นิสัยที่แตกต่างระหว่างผู้คนได้ดีขึ้น เป็นการฝึกให้ทุกคนยอมลดความเป็นตัวตนของตัวเองลง นึกถึงเป้าหมายการเอาชนะในเกมกีฬา ซึ่งนำมาใช้ปรับใช้กับเรื่องอื่นในชีวิตได้ด้วย

การยิ้มและให้อภัย : ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด การยิ้มเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนที่อยู่รอบ ๆ มองเห็นว่าคุณเป็นคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ และตอบรับได้ดีกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าคนที่อยู่รอบข้างคุณจะทำให้คุณไม่พอใจอย่างไรก็ตาม แม้แต่ในสถานการณ์คับขัน คุณก็ควรที่จะตั้งสติและยิ้มให้อภัยเสมอ

จะเห็นได้ว่า การฝึกใจให้ใจเย็นนั้น สามารถทำได้ทั้งจากภายในและการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยทุกท่านเห็นแนวทางในการปรับประยุกต์กับตัวเอง เพื่อให้มีความราบรื่นในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น

เทคนิคที่ช่วยให้ทุกคนใจเย็นลงได้

วิธีฝึกใจ เมื่อเผชิญกับความเครียด

วิธีฝึกใจ เมื่อเผชิญกับความเครียด

ความเครียด เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากพบเจอ แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเมื่อมีสิ่งที่เราไม่สามารถจัดการได้ตามที่ใจต้องการ กระบวนการในร่างกายก็จะตอบสนองด้วยการสร้างความเครียดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นเมื่อเกิดความเครียดแล้ว จะมีวิธีจัดการได้อย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน

ฝึกใจอย่างไรให้ลดลงจากความเครียด

รู้ตัวเสมอ เมื่อเกิดความเครียด

การมีสติอยู่เสมอเป็นเรื่องที่ดี เพื่อที่จะได้หาทางจัดการให้ปัญหาต่าง ๆ ผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าเราไม่รู้ตัวปล่อยให้ความเครียดอยู่กับเราไปในระยะยาว ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้ ซึ่งความเครียดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระที่จะมาทำร้ายเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้อีกด้วย

หาสาเหตุของความเครียด

เมื่อรับรู้ได้ว่าเกิดอาการเครียดแล้ว ลองหาเวลานั่งทบทวนตัวเองสักพักว่าทำไมถึงเครียด เกิดจากตัวเราเองหรือปัจจัยภายนอก ซึ่งหากเกิดจากตัวเราเองก็ต้องวางแผนหาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีก แต่ถ้าเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็ต้องลองปรับความคิด ทำใจให้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ก็จะช่วยลดอาการเครียดลงได้

รู้จักให้อภัย

บางครั้งความเครียดเกิดจากความรู้สึกไม่พอใจ ในการกระทำของคนอื่นที่ส่งผลกระทบกับเรา ซึ่งบางทีผู้ที่เราคิดว่าเขาทำให้เราไม่พอใจอาจจะไม่ได้รู้สึกตัวเลยก็ได้ ดังนั้นถ้าเราไม่รู้จักการให้อภัย เก็บมาคิดมาก เราก็จะเป็นคนที่เสียประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว เปลี่ยนความคิดจากการโกรธเคืองเป็นการให้อภัย แค่นี้ความเครียดที่ทำให้หนักสมองอยู่ก็หายไปได้แล้ว

พักจากสิ่งที่ทำให้เครียด

บ่อยครั้งที่ความเครียดจะมากับภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งการที่เราเจอกับความกดดันหรือภาระงานหนักอยู่บ่อย ๆ ก็อาจส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้ เราควรหาเวลาไปพักผ่อนบ้าง แต่ถ้าไม่มีเวลาว่างมากนัก การได้เดินผ่อนคลาย หลีกห่างจากงานที่ก่อให้เกิดความเครียด สักประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เป็นการคลายเครียดได้แล้ว

หาวิธีระบายความเครียด

หากว่าใครที่ลองทำ 4 วิธีข้างต้นแล้วยังไม่หายเครียดอีก การระบายให้คนใกล้ชิดฟังก็เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง แต่หากมองหาใครก็ยังไม่เจออีก เราเองนี่ล่ะที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับตัวเองได้ หรืออาจจะเลือกวิธีเขียนไดอารี่ ซึ่งเป็นวิธีการระบายผ่านทางการเขียนที่จะไม่มีใครสามารถรับรู้ได้ หากเราไม่นำไปเผยแพร่ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการระบายลงสังคมออนไลน์แบบในยุคปัจจุบัน เพราะหากเราพิมพ์ลงไปโดยไม่ได้คิดให้ดีก่อน อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตแบบที่เราคาดไม่ถึงเลยก็ได้

ความเครียดเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก ซึ่งการฝึกใจไม่ให้เครียดง่ายจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยได้ เมื่อเราลองปรับตัวเองเป็นคนไม่เครียดง่าย ก็จะทำให้เราพร้อมรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะเข้ามาด้วย

ฝึกใจอย่างไรให้ลดลงจากความโกรธ

วิธี ฝึกใจ เอาชนะความกังวลและความกลัวล้มเหลว

เอาชนะความกังวลด้วยวิธีง่ายๆ

เมื่อคนเราต้องการความก้าวหน้าหรือคาดหวังความสำเร็จบางอย่าง ความกังวลและความกลัวเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางเส้นทางไปสู่เป้าหมาย อาจรั้งคุณไว้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ไปถึงศักยภาพสูงสุดอีกด้วย แต่เราทุกคนอาจ ฝึกใจ ให้เอาชนะความรู้สึกในด้านลบได้ เห็นได้ชัดว่าความกลัวของเรานั้นมักจะเกิดจากความไม่พร้อมและกังวลกับอนาคตว่าจะไม่เป็นไปตามต้องการ ถ้าอยากมีโอกาสลิ้มลองรสชาติแห่งความสำเร็จจะต้องพยายามเติมเต็มสิ่งที่ขาดเพื่อสร้างความมั่นใจในตัวเอง

เอาชนะความกังวลด้วยวิธีง่ายๆ

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการขยันหาความรู้ หากขาดความรู้ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ ยกตัวเช่นคนที่จะเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวแต่ไม่มีความรู้ ทำไปแล้วจะเกิดความเบื่อหน่ายเพราะทำได้ไม่ดีอย่างที่ตั้งใจ แม้จะมองหาความช่วยเหลือก็ไม่ได้เพราะขาดความรู้นั่นเอง ภายในใจจะมีแต่ความหวาดกลัว วิตกกังวล และขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง การเรียนรู้ในสิ่งที่จะบรรลุเป้าหมายจะสร้างความได้เปรียบ เมื่อเรารู้ทักษะความสามารถของตัวเอง วางแผนทำธุรกิจอย่างชาญฉลาด พร้อมกับตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เท่ากับว่าประสบความสำเร็จไปครึ่งทางแล้ว

การกลัวความล้มเหลวเกิดจากขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความสงสัยในตนเองว่าจะทำได้ไหม ทำตอนนี้เลยดีไหม กังวลว่าคนอื่นจะมองความล้มเหลวของเราอย่างไร คนที่ไม่เชื่อตัวเองจะคิดหาทางออกไม่ได้ กลายเป็นคนคิดลบและอารมณ์ไม่มั่นคง การเอาชนะความกลัวไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ในทันที ควรเริ่มต้นจากวิธี ฝึกใจ อย่างง่าย ๆ ด้วยการเดินเล่น ออกกำลังกาย และหายใจลึก ๆ ช่วยให้ผ่อนคลายและเพ่งความสนใจไปที่สมอง พยายามคิดแต่เรื่องบวก หลังดื่มน้ำ 1-2 แก้วช่วยควบคุมอารมณ์ให้นิ่งขึ้น ไม่ตื่นเต้น ไม่วิตกกังวล รู้สึกไม่หวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้าทำให้มีสมาธิและมีปัญหาคิดหาทางออกได้อย่างมั่นใจ

เมื่อมีความรู้แล้วอย่าผัดวันประกันพรุ่ง รีบลงมือทำในทันทีและตั้งใจทำให้ดีกว่าเดิม ฝึกฝนพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ คนอื่นไม่เข้าใจความฝันของเราเท่ากับตัวเราเอง เมื่อตอนเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ ๆ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากไม่มีทักษะความรู้แม้แต่น้อย แต่ถ้าเราเลือกที่จะเริ่มต้นด้วยความรอบรู้และตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ก่อน การฝึกใจเพื่อช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองก็จะเป็นเรื่องง่ายขึ้น ความเชื่อมั่นทำให้มีสมาธิและมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น และทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จง่ายขึ้นด้วย

หลังจากทำเป้าหมายเล็ก ๆ ได้สำเร็จย่อมรู้สึกภาคภูมิใจและมีความนับถือตนเอง เห็นว่าความพยายามของตนนั้นมีค่า และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ทักษะความสามารถ ความฉลาดและการทำงานหนักคือกุญแจสำคัญในการเข้าถึงความสำเร็จ อย่าลังเลและเลือกมากหรือโลภมากเกินไป เดินไปทีละก้าวแต่เป็นก้าวที่มั่นคงและเต็มไปด้วยพลัง ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนต้องตั้งใจมั่นทำทุกทางเพื่อให้เป้าหมายนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้

วิธี ฝึกใจ เอาชนะความกังวลและความกลัวล้มเหลว

เทคนิคฝึกใจ ไม่ให้โกรธ ทำได้ง่ายๆด้วยไม่กี่วิธี

วิธีไหนบ้างที่จะช่วยฝึกให้ระงับความโกรธ

แต่ละคนมีระดับการแสดงออกทางอารมณ์ที่แตกต่างกันไป หากใครที่มีอารมณ์ดีอยู่บ่อย ๆ ก็มักจะทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย แต่ถ้าใครที่แสดงอารมณ์โกรธเป็นประจำแล้วล่ะก็ ต้องหาทางควบคุมตัวเองโดยเร็ว เพราะอารมณ์โกรธไม่เพียงส่งผลเสียทั้งทางร่างกายและจิตใจของตนเองเท่านั้น ยังทำให้คนอื่น ๆ เครียดตามไปด้วย ทำอย่างไรถึงจะช่วยฝึกให้ระงับอารมณ์โกรธนี้ได้

วิธีไหนบ้างที่จะช่วยฝึกให้ระงับความโกรธ

1. ฝึกการปล่อยวาง

บางคนคาดหวังกับบางสิ่งบางอย่างแล้วไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็จะรู้สึกผิดหวังจนทำให้กลายเป็นความโกรธขึ้นมาได้ ซึ่งสาเหตุก็มีทั้งจากตัวเราเองและคนอื่น หากเรารู้จักการปล่อยวาง คิดเสียว่าเราไม่สามารถจัดการทุกสิ่งให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ ก็จะช่วยเปลี่ยนความโกรธเป็นการเข้าใจธรรมชาติของโลกได้มากขึ้น และจะมีสติพร้อมจัดการกับทุกปัญหาที่จะเข้ามาในอนาคตได้

2. ฝึกใจให้รู้จักการให้อภัย

เมื่อมีใครมาทำให้เราไม่พอใจ แน่นอนว่าย่อมมีความโกรธตามมา ซึ่งถ้าเราได้ฝึกการให้อภัยอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้ระดับความโกรธที่จะแสดงออกมาลดลงได้ การให้อภัยเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกสังคมต้องการ และบางทีการที่เราให้อภัยคนที่ทำผิดไป อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ สร้างสังคมแห่งการให้อภัยต่อ ๆ ไปด้วย

3. คิดถึงสาเหตุของความโกรธ

เวลาที่รู้สึกโกรธบางคนจะต้องระบายไปในทันที ซึ่งอาจก็ส่งผลเสียร้ายแรงตามมาได้ เพราะอารมณ์โกรธจะทำให้ขาดสติไปได้ชั่วขณะ การคิดถึงสาเหตุที่เราโกรธนั้นจะเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยลดระดับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ และหากเราได้ใช้สติไตร่ตรองให้ดี ก็จะรู้ได้ว่าบางเรื่องนั้นไม่คุ้มค่าต่อเวลาและความรู้สึกที่ต้องเสียไปเลย

4. ใช้ความนิ่งจัดการความโกรธ

หลาย ๆ ครั้งเวลาที่เรามีความเห็นไม่ตรงกับคนอื่น และเราใช้อารมณ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธในการจัดการปัญหานั้น จะมีบทสรุปที่ไม่น่าพอใจเลยไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม อย่างน้อยก็ต้องแลกมาด้วยความรู้สึกของแต่ละฝ่ายที่เสียไป การใช้ความนิ่ง นอกจากจะลดปัญหาเรื่องความรู้สึกแล้ว ยังทำให้แต่ละฝ่ายได้ใช้เหตุผลคุยกัน และสามารถจัดการปัญหาได้อย่างง่ายดายด้วย หากเราต้องอยู่ท่ามกลางพายุแห่งความโกรธเมื่อใด ลองสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตั้งสติ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เราใจเย็นลงพร้อมต่อสู้กับทุกสถานการณ์ได้แล้ว

ความโกรธเกิดขึ้นได้กับทุกคน อยู่ที่แต่ละคนจะรับมือกับมันอย่างไร ผู้ที่จัดการอารมณ์ได้ดีย่อมส่งผลถึงสุขภาพจิตที่ดีตามมา และจะทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วย เพราะไม่ต้องเสียพลังงานกับการแสดงอารมณ์โกรธที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป

เทคนิคฝึกใจ ไม่ให้โกรธ ทำได้ง่ายๆด้วยไม่กี่วิธี

วิธีฝึกใจให้มีสมาธิกับการทำงาน 2019

การฝึกใจให้มีสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้า

ในยุคปัจจุบัน เราทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่กลับมีการสำรวจพบว่าคนวัยทำงานในช่วงอายุ 20-40 ปี มักประสบปัญหาเกี่ยวกับการไม่สามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากมีความวอกแวกกับการใช้โทรศัพท์มือถือ และการที่มีงานจำนวนมากที่ต้องทำ มีปัญหางานคั่งค้างและวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา

การฝึกใจให้มีสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้า เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ โดยต้องมีการฝึกฝนและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ดังนี้

1. ใส่ใจกับเรื่องที่อยู่ข้างหน้าเท่านั้น

การมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาความผิดพลาดของงานที่ต้องเสียเวลากลับมาแก้ไข จะทำให้จำนวนงานในแต่ละวันทำได้มากยิ่งขึ้น และมีเวลาแก้ไขงานเก่าสะสมได้มากขึ้นด้วย

2. วางแผนการทำงานที่รอบคอบ

การลำดับงานอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่ดี การทำงานที่มีความสำคัญและเร่งด่วนมาก หรืองานที่ยากต้องใช้ความสามารถสูง ในช่วงเช้า 8-11 น. จะทำให้มีประสิทธิภาพสูงและประสบความสำเร็จได้เร็วมากกว่าการทำในช่วงบ่าย เพราะร่างกายได้รับการพักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่ สมองปลอดโปร่งและล้าน้อยกว่าเวลาบ่าย

3. ใช้เทคนิค Distraction-Free Phone

Distraction-Free Phone เป็นการควบคุมการใช้งานของแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็น หรือต้องการให้ควบคุมการแจ้งเตือน โดยการไปที่การตั้งค่า settings ของเครื่อง กดปุ่ม disable แอปพลิเคชันต่างๆ จะทำให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวลกับการอัปเดตเรื่องราวใหม่ๆ ในโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม แฟชั่น หรือข่าวดารา ฯลฯ

4. ตั้งนาฬิกาปลุก

การทำงานอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 1 ชั่วโมงควรมีการพัก 10-15 นาที เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของสมองและกล้ามเนื้อ ซึ่งโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องสามารถใช้ตั้งนาฬิกาปลุก เป็นตัวช่วยควบคุมเวลาในแต่ละชิ้นงานได้ การตั้งให้ปลุกทุก 50 นาที จะทำให้คุณรู้สึกกระตือรือร้นอยู่เสมอ และยังทำให้ลดความเสี่ยงการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม จากการนั่งทำงานในท่าเดิมนาน ๆ ได้ด้วย

5. ให้รางวัลแก่ตัวเอง

การมีรางวัลให้ตัวเอง เช่น ให้ตัวเองได้ฟังเพลงที่ชอบ 10-15 นาที ในช่วงพักกลางวัน หรือได้ดูหนังซีรีส์หรืออ่านหนังสือเล่มโปรดสัก 1 ชั่วโมงก่อนนอนหลังจากการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย เป็นเทคนิคในการทำให้คุณรู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันและพยายามทำงานให้สำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

วิธีฝึกใจให้มีสมาธิกับการทำงาน 2019

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการฝึกใจที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียนหรือว่าทำงาน ซึ่งทุกสาขาอาชีพต่างต้องการใช้เวลาในแต่ละชั่วโมงให้เต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้งานก้าวหน้าและทำให้ได้โอกาสในการเติบโตในสายงานที่มากยิ่งขึ้น หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี