วิธีฝึกใจเย็นเป็นน้ำแข็งพร้อมรับทุกสภาวะทางอารมณ์

ฝึกใจในการควบคุมอารมณ์

ปัจจุบันโลกมีความก้าวหน้าทางวิวัฒนาการและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยการพัฒนาที่รวดเร็วย่อมก่อให้เกิดข้อดีและข้อเสียมากมาย โดยผู้ที่สามารถปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีจะสามารถนำการพัฒนามาใช้เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้นและสามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากมาย แต่สำหรับผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง การวิวัฒนาการและการพัฒนาทางเทคโนโลยีจะส่งผลให้เกิดข้อเสียในเรื่องของสภาพจิตใจและก่อให้เกิดความเครียดในที่สุด

จุดเริ่มต้นของ ความเครียด มักจะเริ่มจากอารมณ์ที่หงุดหงิดง่ายกับสิ่งรอบตัวไปจนถึงการโมโหจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ซึ่งอารมณ์ด้านลบนี้อาจส่งผลให้เกิดอาการของโรคซึมเศร้าต่อไปได้ การฝึกควบคุมอารมณ์จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ โดยวิธีการฝึกใจสามารถทำได้ ดังนี้

ฝึกใจในการควบคุมอารมณ์

หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดหรือโมโห แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือไม่ทันได้ตั้งตัว ควรยอมรับว่าตัวเองกำลังรู้สึกหงุดหงิดและเดินออกจากสถานการณ์นั้นให้เร็วที่สุด

หามุมสงบเพื่อเริ่มกระบวนการผ่อนคลายอารมณ์ เริ่มจากการหลับตา หายใจลึก ๆ และคิดถึงเพลงจังหวะสบาย หรือหากมีอุปกรณ์ที่สามารถเปิดเพลงได้ ก็ลองเปิดเพลงฟัง วิธีนี้จะทำให้สมองไม่จมอยู่การคิดถึงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัว ซึ่งเพลงจะช่วยปรับอารมณ์และความรู้สึกให้ผ่อนคลายได้ในเวลาไม่นาน

เมื่ออารมณ์เริ่มเย็นลงให้คิดถึงสิ่งที่ดีที่สุดของวัน แต่หากรู้สึกว่ายังไม่เจอเรื่องที่ทำให้รู้สึกดีหรือมีความสุข ให้เปลี่ยนทัศนะคติต่อปัญหาที่เกิดขึ้นและยอมรับ จากนั้นให้ลองคิดว่าโลกย่อมส่งสิ่งที่ดีที่สุดมาให้กับเราเสมอ และปัญหาทุกอย่างเป็นเพียงบทเรียนที่ช่วยให้เราได้รู้ถึงจุดอ่อนของตัวเอง และเกิดขึ้นเพราะโลกเปิดโอกาสให้เราได้แก้ไขจุดอ่อนนั้น

ออกไปเจอธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ลม ฝน สภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยต้นไม้หรือดอกไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยผ่อนคลายอารมณ์หงุดหงิดได้เป็นอย่างดี

ไม่ควรปล่อยปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดเอาไว้นานเพราะปัญหานั้นจะยิ่งทำให้เราเกิดความหงุดหงิดอยู่เสมอ ดังนั้นจึงควรรีบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด

วิธีฝึกใจเย็นเป็นน้ำแข็งพร้อมรับทุกสภาวะทางอารมณ์

หากวิธีการฝึกใจยังไม่สามารถทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น หรือไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดได้ การเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะช่วยให้คุณสามารถผ่านพ้นปัญหาด้วยวิธีที่ดีกว่าได้

การเป็นคนที่ฝึกใจให้แข็งแรง อารมณ์คงที่และใจเย็น ไม่เพียงจะก่อให้เกิดผลดีกับตัวเองในแง่ของกระบวนการทางความคิดที่มีความรอบคอบขึ้น อารมณ์ไม่แปรปรวนง่ายและพร้อมรับมือกับปัญหาด้วยสติปัญญา แต่ยังทำให้คนรอบข้างรู้สึกดีต่อคุณเพิ่มขึ้นด้วย เพราะคนที่มีทัศนคติที่ดี และมีอารมณ์ดี ย่อมได้รับการยอมรับจากผู้อื่นเสมอ

เทคนิครับมือกับการถูกนินทาในที่ทำงาน ทำอย่างไรไม่ให้โกรธ

การถูกนินทาเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะเมื่อคุณต้องทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก ที่มักจะมีการแข่งขันในด้านของหน้าตา ตำแหน่ง ชื่อเสียงและเงินเดือนอยู่เสมอ และหากคุณได้รู้ว่ามีคนนินทาคุณอยู่ ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะโกรธ แต่เราจะเรียนรู้วิธีการรับมือกับความโกรธเมื่อถูกนินทาได้อย่างไร ดูวิธีจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตกัน

วิธีรับมือกับความโกรธ

ยอมรับในอาการโกรธ – การถูกนินทานั้น ไม่ว่าเราจะไปได้ยินด้วยตัวเองหรือมีคนมาบอกต่ออีกทีว่าคุณกำลังถูกนินทาจากเพื่อนร่วมงาน ก็จะทำให้มีความโกรธเกิดขึ้นอยู่แล้ว หากคุณไม่ยอมรับและข่มใจไว้ ก็ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดอยู่ภายใน เกิดความเครียดและสะสมกลายเป็นโรคเครียดหรือโรคซึมเศร้าในอนาคตได้ การยอมรับในตัวเองก่อนว่าคุณก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เมื่อรู้ว่ามีคนนินทาคุณแล้ว ย่อมโกรธได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญข้อแรกที่ต้องยอมรับความรู้สึกตัวเองก่อน การโกรธไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องมีสติในการจัดการความโกรธ

รู้วิธีจัดการกับความโกรธ – เมื่อคุณโกรธแล้ว ไม่ควรที่จะปล่อยให้พูดอะไรไปตามอารมณ์ การพูดจาตอบโต้กลับในทันทีจะทำให้เสี่ยงต่อการพูดคำหยาบคายหรือแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมในที่ทำงานออกไป ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อภาพลักษณ์ของคุณ ทำให้คุณดูเป็นคนขาดวุฒิภาวะ ไม่มีความเป็นมืออาชีพ และจะทำให้หน้าที่การงานของคุณไม่เติบโตเท่าที่ควรหากเจ้านายรู้เข้า คุณจึงต้องรักษาสติตัวเองที่จะไม่ตอบโต้ในทันที และค่อย ๆ คิดหาวิธีแก้ไขเมื่ออารมณ์เย็นลง

คิดถึงนิสัยตามธรรมชาติของคน และปล่อยวาง – โดยธรรมชาติแล้ว คนที่จิตใจคับแคบมักจะมีการคิดแข่งขัน เปรียบเทียบกับคนอื่นที่มีบางอย่างดีกว่า เช่น สวยกว่า หน้าที่การงานดีกว่า รวยกว่า และทำให้เกิดการนินทาเพื่อสร้างความเสียหายให้กระจายต่อเป็นวงกว้าง สิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่คนจำนวนหนึ่งเป็นกัน หากคุณคิดได้อย่างนี้ ก็จะทำให้รู้สึกเข้าใจและให้อภัยคนที่นินทาคุณได้ง่ายขึ้น

หาโอกาสพูดคุยชี้แจง – การพูดคุยชี้แจงเพื่อหยุดปัญหาการนินทาก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากคนที่นินทาคุณจะรู้ว่าคุณเป็นคนที่ตรงไปตรงมา หากมีเรื่องอะไรที่สงสัยข้องใจ ก็สามารถมาพูดคุยกันได้โดยตรง ไม่จำเป็นจะต้องไปพูดคุยนินทากับคนอื่นลับหลัง เพราะอาจจะเป็นเรื่องไม่จริงทั้งหมดและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของตัวคุณเองและตัวคนที่นินทาคุณได้ด้วย

จะเห็นได้ว่า การควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธเมื่อถูกนินทาตามที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านนำไปปรับใช้เพื่อให้มีความสุขในการใช้ชีวิตและการทำงานร่วมกับคนอื่นมากขึ้น

วิธีรับมือกับความโกรธ

ใจเย็นได้แค่รู้วิธีการ เทคนิคฝึกใจให้นิ่งลง

ใจเย็นได้แค่รู้วิธีการ เทคนิคฝึกใจให้นิ่งลง

การมีวุฒิภาวะที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ คนใจเย็น ลงได้ทุกสถานการณ์ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน เพื่อลดปัญหาการปะทะอารมณ์ระหว่างกัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีปัญหาคนหัวร้อนทำร้ายร่างกายกัน ทั้งในครอบครัว และในที่สาธารณะ เช่น ระหว่างการขับรถไปทำงานกันมากขึ้น

เทคนิคที่ช่วยให้ทุกคนใจเย็นลงได้

การฝึกหายใจ : การหายใจเข้าลึก ๆ แล้วออกยาว ๆ จะทำให้เรามีสติอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ารูปรับรู้อารมณ์ตัวเองได้ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นเทคนิคที่ควรฝึกบ่อย ๆ ใช้การหลักการเดียวกันกับการทำสมาธิ ทำให้รู้ตัวหยุดนิ่งก่อนที่จะตอบกลับสิ่งที่คุณไม่พอใจด้วยการพูดจาหรือการกระทำที่รุนแรง

เปิดใจให้กว้าง : หากต้องทำงานร่วมกันอยู่หลายช่วงอายุ ตั้งแต่คนที่อายุ 20 ต้น ๆ จนถึงวัย 60 ปี จะเห็นได้ว่ามีบุคลิกต่างกัน คนวัยผู้ใหญ่มักมีความนิ่ง รอบคอบ มีการวางแผนอย่างเป็นระบบระเบียบสูง ส่วนคนที่อยู่ในวัยอายุน้อยกว่า จะมีความกล้าคิดกล้าทำ กล้าได้กล้าเสีย มีความสามารถผสมผสานไอเดียจากหลายศาสตร์ มีความชำนาญในการใช้สื่อโซเชียลและการประชาสัมพันธ์ ฯลฯ การเปิดใจที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะทำให้มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ให้กับองค์กร และทำให้ลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง ทุกคนจะใจเย็นในการเข้าหากันมากยิ่งขึ้น

ออกกำลังกายเป็นทีม : การเล่นกีฬาเป็นทีม นอกจากจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข เช่น Endorphin แล้วยังช่วยปรับสมดุลร่างกายทำให้สมองปลอดโปร่งอารมณ์ดีขึ้นแล้ว เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตะกร้อ การจัดกิจการกีฬาในองค์กรหรือเข้ากลุ่มเพื่อสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยให้เรียนรู้นิสัยที่แตกต่างระหว่างผู้คนได้ดีขึ้น เป็นการฝึกให้ทุกคนยอมลดความเป็นตัวตนของตัวเองลง นึกถึงเป้าหมายการเอาชนะในเกมกีฬา ซึ่งนำมาใช้ปรับใช้กับเรื่องอื่นในชีวิตได้ด้วย

การยิ้มและให้อภัย : ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด การยิ้มเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนที่อยู่รอบ ๆ มองเห็นว่าคุณเป็นคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ และตอบรับได้ดีกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าคนที่อยู่รอบข้างคุณจะทำให้คุณไม่พอใจอย่างไรก็ตาม แม้แต่ในสถานการณ์คับขัน คุณก็ควรที่จะตั้งสติและยิ้มให้อภัยเสมอ

จะเห็นได้ว่า การฝึกใจให้ใจเย็นนั้น สามารถทำได้ทั้งจากภายในและการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยทุกท่านเห็นแนวทางในการปรับประยุกต์กับตัวเอง เพื่อให้มีความราบรื่นในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น

เทคนิคที่ช่วยให้ทุกคนใจเย็นลงได้

วิธีฝึกใจ เมื่อเผชิญกับความเครียด

วิธีฝึกใจ เมื่อเผชิญกับความเครียด

ความเครียด เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากพบเจอ แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเมื่อมีสิ่งที่เราไม่สามารถจัดการได้ตามที่ใจต้องการ กระบวนการในร่างกายก็จะตอบสนองด้วยการสร้างความเครียดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นเมื่อเกิดความเครียดแล้ว จะมีวิธีจัดการได้อย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน

ฝึกใจอย่างไรให้ลดลงจากความเครียด

รู้ตัวเสมอ เมื่อเกิดความเครียด

การมีสติอยู่เสมอเป็นเรื่องที่ดี เพื่อที่จะได้หาทางจัดการให้ปัญหาต่าง ๆ ผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าเราไม่รู้ตัวปล่อยให้ความเครียดอยู่กับเราไปในระยะยาว ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้ ซึ่งความเครียดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระที่จะมาทำร้ายเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้อีกด้วย

หาสาเหตุของความเครียด

เมื่อรับรู้ได้ว่าเกิดอาการเครียดแล้ว ลองหาเวลานั่งทบทวนตัวเองสักพักว่าทำไมถึงเครียด เกิดจากตัวเราเองหรือปัจจัยภายนอก ซึ่งหากเกิดจากตัวเราเองก็ต้องวางแผนหาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีก แต่ถ้าเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็ต้องลองปรับความคิด ทำใจให้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ก็จะช่วยลดอาการเครียดลงได้

รู้จักให้อภัย

บางครั้งความเครียดเกิดจากความรู้สึกไม่พอใจ ในการกระทำของคนอื่นที่ส่งผลกระทบกับเรา ซึ่งบางทีผู้ที่เราคิดว่าเขาทำให้เราไม่พอใจอาจจะไม่ได้รู้สึกตัวเลยก็ได้ ดังนั้นถ้าเราไม่รู้จักการให้อภัย เก็บมาคิดมาก เราก็จะเป็นคนที่เสียประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว เปลี่ยนความคิดจากการโกรธเคืองเป็นการให้อภัย แค่นี้ความเครียดที่ทำให้หนักสมองอยู่ก็หายไปได้แล้ว

พักจากสิ่งที่ทำให้เครียด

บ่อยครั้งที่ความเครียดจะมากับภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งการที่เราเจอกับความกดดันหรือภาระงานหนักอยู่บ่อย ๆ ก็อาจส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้ เราควรหาเวลาไปพักผ่อนบ้าง แต่ถ้าไม่มีเวลาว่างมากนัก การได้เดินผ่อนคลาย หลีกห่างจากงานที่ก่อให้เกิดความเครียด สักประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เป็นการคลายเครียดได้แล้ว

หาวิธีระบายความเครียด

หากว่าใครที่ลองทำ 4 วิธีข้างต้นแล้วยังไม่หายเครียดอีก การระบายให้คนใกล้ชิดฟังก็เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง แต่หากมองหาใครก็ยังไม่เจออีก เราเองนี่ล่ะที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับตัวเองได้ หรืออาจจะเลือกวิธีเขียนไดอารี่ ซึ่งเป็นวิธีการระบายผ่านทางการเขียนที่จะไม่มีใครสามารถรับรู้ได้ หากเราไม่นำไปเผยแพร่ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการระบายลงสังคมออนไลน์แบบในยุคปัจจุบัน เพราะหากเราพิมพ์ลงไปโดยไม่ได้คิดให้ดีก่อน อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตแบบที่เราคาดไม่ถึงเลยก็ได้

ความเครียดเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก ซึ่งการฝึกใจไม่ให้เครียดง่ายจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยได้ เมื่อเราลองปรับตัวเองเป็นคนไม่เครียดง่าย ก็จะทำให้เราพร้อมรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะเข้ามาด้วย

ฝึกใจอย่างไรให้ลดลงจากความโกรธ

วิธี ฝึกใจ เอาชนะความกังวลและความกลัวล้มเหลว

เอาชนะความกังวลด้วยวิธีง่ายๆ

เมื่อคนเราต้องการความก้าวหน้าหรือคาดหวังความสำเร็จบางอย่าง ความกังวลและความกลัวเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางเส้นทางไปสู่เป้าหมาย อาจรั้งคุณไว้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ไปถึงศักยภาพสูงสุดอีกด้วย แต่เราทุกคนอาจ ฝึกใจ ให้เอาชนะความรู้สึกในด้านลบได้ เห็นได้ชัดว่าความกลัวของเรานั้นมักจะเกิดจากความไม่พร้อมและกังวลกับอนาคตว่าจะไม่เป็นไปตามต้องการ ถ้าอยากมีโอกาสลิ้มลองรสชาติแห่งความสำเร็จจะต้องพยายามเติมเต็มสิ่งที่ขาดเพื่อสร้างความมั่นใจในตัวเอง

เอาชนะความกังวลด้วยวิธีง่ายๆ

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการขยันหาความรู้ หากขาดความรู้ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ ยกตัวเช่นคนที่จะเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวแต่ไม่มีความรู้ ทำไปแล้วจะเกิดความเบื่อหน่ายเพราะทำได้ไม่ดีอย่างที่ตั้งใจ แม้จะมองหาความช่วยเหลือก็ไม่ได้เพราะขาดความรู้นั่นเอง ภายในใจจะมีแต่ความหวาดกลัว วิตกกังวล และขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง การเรียนรู้ในสิ่งที่จะบรรลุเป้าหมายจะสร้างความได้เปรียบ เมื่อเรารู้ทักษะความสามารถของตัวเอง วางแผนทำธุรกิจอย่างชาญฉลาด พร้อมกับตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เท่ากับว่าประสบความสำเร็จไปครึ่งทางแล้ว

การกลัวความล้มเหลวเกิดจากขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความสงสัยในตนเองว่าจะทำได้ไหม ทำตอนนี้เลยดีไหม กังวลว่าคนอื่นจะมองความล้มเหลวของเราอย่างไร คนที่ไม่เชื่อตัวเองจะคิดหาทางออกไม่ได้ กลายเป็นคนคิดลบและอารมณ์ไม่มั่นคง การเอาชนะความกลัวไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ในทันที ควรเริ่มต้นจากวิธี ฝึกใจ อย่างง่าย ๆ ด้วยการเดินเล่น ออกกำลังกาย และหายใจลึก ๆ ช่วยให้ผ่อนคลายและเพ่งความสนใจไปที่สมอง พยายามคิดแต่เรื่องบวก หลังดื่มน้ำ 1-2 แก้วช่วยควบคุมอารมณ์ให้นิ่งขึ้น ไม่ตื่นเต้น ไม่วิตกกังวล รู้สึกไม่หวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้าทำให้มีสมาธิและมีปัญหาคิดหาทางออกได้อย่างมั่นใจ

เมื่อมีความรู้แล้วอย่าผัดวันประกันพรุ่ง รีบลงมือทำในทันทีและตั้งใจทำให้ดีกว่าเดิม ฝึกฝนพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ คนอื่นไม่เข้าใจความฝันของเราเท่ากับตัวเราเอง เมื่อตอนเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ ๆ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากไม่มีทักษะความรู้แม้แต่น้อย แต่ถ้าเราเลือกที่จะเริ่มต้นด้วยความรอบรู้และตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ก่อน การฝึกใจเพื่อช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองก็จะเป็นเรื่องง่ายขึ้น ความเชื่อมั่นทำให้มีสมาธิและมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น และทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จง่ายขึ้นด้วย

หลังจากทำเป้าหมายเล็ก ๆ ได้สำเร็จย่อมรู้สึกภาคภูมิใจและมีความนับถือตนเอง เห็นว่าความพยายามของตนนั้นมีค่า และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ทักษะความสามารถ ความฉลาดและการทำงานหนักคือกุญแจสำคัญในการเข้าถึงความสำเร็จ อย่าลังเลและเลือกมากหรือโลภมากเกินไป เดินไปทีละก้าวแต่เป็นก้าวที่มั่นคงและเต็มไปด้วยพลัง ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนต้องตั้งใจมั่นทำทุกทางเพื่อให้เป้าหมายนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้

วิธี ฝึกใจ เอาชนะความกังวลและความกลัวล้มเหลว

เทคนิคฝึกใจ ไม่ให้โกรธ ทำได้ง่ายๆด้วยไม่กี่วิธี

วิธีไหนบ้างที่จะช่วยฝึกให้ระงับความโกรธ

แต่ละคนมีระดับการแสดงออกทางอารมณ์ที่แตกต่างกันไป หากใครที่มีอารมณ์ดีอยู่บ่อย ๆ ก็มักจะทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย แต่ถ้าใครที่แสดงอารมณ์โกรธเป็นประจำแล้วล่ะก็ ต้องหาทางควบคุมตัวเองโดยเร็ว เพราะอารมณ์โกรธไม่เพียงส่งผลเสียทั้งทางร่างกายและจิตใจของตนเองเท่านั้น ยังทำให้คนอื่น ๆ เครียดตามไปด้วย ทำอย่างไรถึงจะช่วยฝึกให้ระงับอารมณ์โกรธนี้ได้

วิธีไหนบ้างที่จะช่วยฝึกให้ระงับความโกรธ

1. ฝึกการปล่อยวาง

บางคนคาดหวังกับบางสิ่งบางอย่างแล้วไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็จะรู้สึกผิดหวังจนทำให้กลายเป็นความโกรธขึ้นมาได้ ซึ่งสาเหตุก็มีทั้งจากตัวเราเองและคนอื่น หากเรารู้จักการปล่อยวาง คิดเสียว่าเราไม่สามารถจัดการทุกสิ่งให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ ก็จะช่วยเปลี่ยนความโกรธเป็นการเข้าใจธรรมชาติของโลกได้มากขึ้น และจะมีสติพร้อมจัดการกับทุกปัญหาที่จะเข้ามาในอนาคตได้

2. ฝึกใจให้รู้จักการให้อภัย

เมื่อมีใครมาทำให้เราไม่พอใจ แน่นอนว่าย่อมมีความโกรธตามมา ซึ่งถ้าเราได้ฝึกการให้อภัยอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้ระดับความโกรธที่จะแสดงออกมาลดลงได้ การให้อภัยเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกสังคมต้องการ และบางทีการที่เราให้อภัยคนที่ทำผิดไป อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ สร้างสังคมแห่งการให้อภัยต่อ ๆ ไปด้วย

3. คิดถึงสาเหตุของความโกรธ

เวลาที่รู้สึกโกรธบางคนจะต้องระบายไปในทันที ซึ่งอาจก็ส่งผลเสียร้ายแรงตามมาได้ เพราะอารมณ์โกรธจะทำให้ขาดสติไปได้ชั่วขณะ การคิดถึงสาเหตุที่เราโกรธนั้นจะเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยลดระดับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ และหากเราได้ใช้สติไตร่ตรองให้ดี ก็จะรู้ได้ว่าบางเรื่องนั้นไม่คุ้มค่าต่อเวลาและความรู้สึกที่ต้องเสียไปเลย

4. ใช้ความนิ่งจัดการความโกรธ

หลาย ๆ ครั้งเวลาที่เรามีความเห็นไม่ตรงกับคนอื่น และเราใช้อารมณ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธในการจัดการปัญหานั้น จะมีบทสรุปที่ไม่น่าพอใจเลยไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม อย่างน้อยก็ต้องแลกมาด้วยความรู้สึกของแต่ละฝ่ายที่เสียไป การใช้ความนิ่ง นอกจากจะลดปัญหาเรื่องความรู้สึกแล้ว ยังทำให้แต่ละฝ่ายได้ใช้เหตุผลคุยกัน และสามารถจัดการปัญหาได้อย่างง่ายดายด้วย หากเราต้องอยู่ท่ามกลางพายุแห่งความโกรธเมื่อใด ลองสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตั้งสติ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เราใจเย็นลงพร้อมต่อสู้กับทุกสถานการณ์ได้แล้ว

ความโกรธเกิดขึ้นได้กับทุกคน อยู่ที่แต่ละคนจะรับมือกับมันอย่างไร ผู้ที่จัดการอารมณ์ได้ดีย่อมส่งผลถึงสุขภาพจิตที่ดีตามมา และจะทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วย เพราะไม่ต้องเสียพลังงานกับการแสดงอารมณ์โกรธที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป

เทคนิคฝึกใจ ไม่ให้โกรธ ทำได้ง่ายๆด้วยไม่กี่วิธี

วิธีฝึกใจให้มีสมาธิกับการทำงาน 2019

การฝึกใจให้มีสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้า

ในยุคปัจจุบัน เราทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่กลับมีการสำรวจพบว่าคนวัยทำงานในช่วงอายุ 20-40 ปี มักประสบปัญหาเกี่ยวกับการไม่สามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากมีความวอกแวกกับการใช้โทรศัพท์มือถือ และการที่มีงานจำนวนมากที่ต้องทำ มีปัญหางานคั่งค้างและวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา

การฝึกใจให้มีสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้า เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ โดยต้องมีการฝึกฝนและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ดังนี้

1. ใส่ใจกับเรื่องที่อยู่ข้างหน้าเท่านั้น

การมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาความผิดพลาดของงานที่ต้องเสียเวลากลับมาแก้ไข จะทำให้จำนวนงานในแต่ละวันทำได้มากยิ่งขึ้น และมีเวลาแก้ไขงานเก่าสะสมได้มากขึ้นด้วย

2. วางแผนการทำงานที่รอบคอบ

การลำดับงานอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่ดี การทำงานที่มีความสำคัญและเร่งด่วนมาก หรืองานที่ยากต้องใช้ความสามารถสูง ในช่วงเช้า 8-11 น. จะทำให้มีประสิทธิภาพสูงและประสบความสำเร็จได้เร็วมากกว่าการทำในช่วงบ่าย เพราะร่างกายได้รับการพักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่ สมองปลอดโปร่งและล้าน้อยกว่าเวลาบ่าย

3. ใช้เทคนิค Distraction-Free Phone

Distraction-Free Phone เป็นการควบคุมการใช้งานของแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็น หรือต้องการให้ควบคุมการแจ้งเตือน โดยการไปที่การตั้งค่า settings ของเครื่อง กดปุ่ม disable แอปพลิเคชันต่างๆ จะทำให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวลกับการอัปเดตเรื่องราวใหม่ๆ ในโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม แฟชั่น หรือข่าวดารา ฯลฯ

4. ตั้งนาฬิกาปลุก

การทำงานอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 1 ชั่วโมงควรมีการพัก 10-15 นาที เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของสมองและกล้ามเนื้อ ซึ่งโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องสามารถใช้ตั้งนาฬิกาปลุก เป็นตัวช่วยควบคุมเวลาในแต่ละชิ้นงานได้ การตั้งให้ปลุกทุก 50 นาที จะทำให้คุณรู้สึกกระตือรือร้นอยู่เสมอ และยังทำให้ลดความเสี่ยงการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม จากการนั่งทำงานในท่าเดิมนาน ๆ ได้ด้วย

5. ให้รางวัลแก่ตัวเอง

การมีรางวัลให้ตัวเอง เช่น ให้ตัวเองได้ฟังเพลงที่ชอบ 10-15 นาที ในช่วงพักกลางวัน หรือได้ดูหนังซีรีส์หรืออ่านหนังสือเล่มโปรดสัก 1 ชั่วโมงก่อนนอนหลังจากการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย เป็นเทคนิคในการทำให้คุณรู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันและพยายามทำงานให้สำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

วิธีฝึกใจให้มีสมาธิกับการทำงาน 2019

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการฝึกใจที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียนหรือว่าทำงาน ซึ่งทุกสาขาอาชีพต่างต้องการใช้เวลาในแต่ละชั่วโมงให้เต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้งานก้าวหน้าและทำให้ได้โอกาสในการเติบโตในสายงานที่มากยิ่งขึ้น หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

ฝึกใจใช้พลังคิดบวก ไปให้ถึงเป้าหมายความสำเร็จ

จะฝึกจิตใจให้คิดในแง่บวกได้อย่างไร

การมองโลกในแง่ดีเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของ คนที่ประสบความสำเร็จ ความคิดเชิงบวกเป็นสิ่งที่น่าทึ่งและมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตคน ๆ หนึ่งได้ คนที่ฝึกใจให้คิดในแง่ดีมักจะมองเห็นความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า ถึงแม้แต่ละก้าวที่เดินไปจะผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ แต่ยังคงมีกำลังใจก้าวต่อไปไม่หยุดยั้ง คิดว่าต้องการอะไร ต้องทำอย่างไร ทัศนคติเชิงบวกสามารถเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้จริง

จะฝึกจิตใจให้คิดในแง่บวกได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องคำนึงถึงสิ่งที่ตนเองต้องการ ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนและหาวิธีที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จให้ได้ จากนั้นให้มองทุกอย่างเป็นโอกาสหรือมองทุกปัญหาหรืออุปสรรคความยากลำบากเป็นเรื่องดี เพราะจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเดิม ผู้มองโลกในแง่ดีจะมองหาข้อดีและประโยชน์จากทุกสถานการณ์ ทำให้มีกำลังใจมากขึ้น

หากเกิดปัญหาทำให้มีความสูญเสีย ต้องไม่โกรธ ไม่โทษตัวเองหรือคนอื่น แต่คิดว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์นี้บ้าง ให้ถือเป็นบทเรียนที่ดีและรู้วิธีป้องกันหรือแก้ไขเมื่อมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก ฝึกใจให้จดจ่ออยู่กับเรื่องดี ๆ นั่นคือพลังแห่งการคิดเชิงบวกอย่างหนึ่ง

การมองโลกในแง่ดีอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบางคน แต่เป็นเรื่องฝึกฝนพัฒนากันได้ ลองมองหาคำพูดสร้างแรงบันดาลใจจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จ อ่านชีวประวัติของบุคคลต้นแบบ และเคล็ดลับจากบทความดี ๆ เพื่อนำมาฝึกใจให้มีความอดทน พัฒนาตนเองให้คิดและมองโลกเหมือนกับคนเก่ง ๆ เหล่านั้น ช่วยกระตุ้นทัศนคติเชิงบวกทำให้กำจัดความคิดเชิงลบออกไปได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ฝึกมองแก้วที่มีน้ำครึ่งแก้ว แทนที่จะมองเห็นเฉพาะส่วนที่หายไปครึ่งแก้วนั้น คนที่มีความสุขจะมองเห็นประโยชน์ของน้ำที่มีอยู่ครึ่งแก้วและรู้สึกว่าตนเองนั้นโชคดี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นควรมองด้านสว่างเข้าไว้

คนมองโลกในแง่ดีจำเป็นต้องซื่อสัตย์ ไม่หลอกตัวเอง ทัศนคติเชิงบวกจึงจะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง เมื่อเรียนรู้ฝึกฝนวิธีคิดในเชิงบวกแล้ว สมองจะเริ่มหลั่งฮอร์โมนความสุขที่เรียกว่าเอ็นดอร์ฟินออกมา ทำให้รู้สึกคลายเครียดและมีความสุข ที่สำคัญคือมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ไม่หวั่นไหวกับปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ แม้ว่าชีวิตจะไม่สะดวกสบายเหมือนเดิมก็ตาม

ฝึกใจใช้พลังคิดบวก ไปให้ถึงเป้าหมายความสำเร็จ

คนมองโลกในแง่ดีจะมีความเชื่อมั่นในตนเอง มองหาจุดแข็งของตัวเอง คิดถึงเรื่องราวที่ทำสำเร็จและเห็นโอกาสในทุกสถานการณ์ เพื่อทำให้ทุกปัญหากลายเป็นโอกาสก้าวจากจุดเดิมไปสู่จุดใหม่ที่สูงขึ้น ไม่กลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดเพราะถ้าเรามัวแต่กลัวและไม่เริ่มต้นก้าวออกจากที่เดิมก็จะไม่ได้ไปไกลกว่านั้น ไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ โดยพื้นฐานแล้วคนเราสามารถเปลี่ยนทั้งชีวิตของตัวเองได้ เพียงควบคุมความคิดเชิงบวกให้เป็นพลังที่จะก้าวไปข้างหน้า แสวงหาประสบการณ์และเติบโตยิ่งขึ้น

จะฝึกใจให้อดทนกับคนที่ไม่ชอบ ในที่ทำงานอย่างไรดี

จะฝึกใจให้อดทนกับคนที่ไม่ชอบ ในที่ทำงานอย่างไรดี

การทำงานในออฟฟิศที่มีคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานเอกชนหรือราชการย่อมมีการกระทบกระทั่งกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง ซึ่งต่างคนก็มีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน หลายคนจึงมาตั้งคำถามในห้องแชทโลกโซเชียล ว่าควรฝึกใจอย่างไรจึงจะเพิ่มความอดทนและสามารถทำงานกับคนรอบข้างที่เราไม่ชอบได้อย่างดียิ่งขึ้น เราจึงได้รวมเทคนิคที่น่าสนใจและใช้ได้จริงมาฝากกัน ดังนี้

1. ยอมรับความเป็นจริง

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ความจริงที่ว่าแต่ละคนถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวและหล่อหลอมด้วยสิ่งแวดล้อมต่างกัน ส่งผลต่อนิสัยต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนเรามักไม่ชอบพฤติกรรมประเภทขี้เกียจ ช่างคุย ชอบวิจารณ์ ออกคำสั่ง ฯลฯ หากฝึกใจยอมรับความจริงให้ได้ ว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นธรรมชาติของแต่ละคน และมองย้อนมาที่ตัวเอง ว่าเราเองก็มีนิสัยบางอย่างที่คนอื่นไม่ชอบได้เหมือนกัน ทำให้คุณลดความหงุดหงิด ตึงเครียดและมีสมาธิกับการทำงานของคุณได้ดียิ่งขึ้น

2. มองที่ข้อดีของคนอื่นให้มากขึ้น

ทุกคนต่างมีข้อดีข้อเสียประจำตัว การมองที่ข้อดีของคนอื่น เช่น แม้จะเขาเป็นคนช่างคุยจนคุณรำคาญ แต่ก็ทำให้การประสานงานกับแผนกอื่น ๆ ราบรื่น รวมถึงทำให้การบริการลูกค้ามีความน่าประทับใจขึ้น หรือเพื่อนร่วมงานบางคนเป็นคนชอบวิจารณ์ผลงานคนอื่น แต่ก็เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้โครงการงานประสบความสำเร็จเป็นที่ถูกใจลูกค้ามากขึ้น

สิ่งเหล่านี้ อาจเป็นคุณสมบัติของคนรอบข้างตัวคุณที่มักมองข้ามเมื่อรู้สึกไม่พอใจกัน แต่หากมองให้เห็นถึงข้อดีบ่อย ๆ ก็จะทำให้ยอมรับเขาเหล่านั้น และมีความสุขในการทำงานร่วมกัน จนอาจกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในอนาคตก็เป็นได้

3. มองให้เห็นเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจน

การใส่ใจที่เป้าหมายของอาชีพคุณเป็นหลัก จะทำให้รู้ว่าแต่ละวันควรบริหารจัดการเวลาอย่างไร จึงช่วยลดความสนใจกับสิ่งรอบข้างที่ไม่สำคัญ เช่นคุณตั้งเป้าหมายว่าใน 5 ปี จะต้องเลื่อนขั้นเป็นระดับหัวหน้าให้ได้ ก็จะทำให้คุณมีความมุ่งมั่นกับการทำงานอย่างแข็งขัน และฝึกความอดทนให้มากขึ้น แม้จะมีอุปสรรคใด ๆ ก็ตามจากคนรอบข้างที่คุณไม่ชอบ คุณก็จะฟันฝ่าไปให้ลุล่วงจนได้

การฝึกใจให้อดทนต่อคนรอบข้างในที่ทำงานดังที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้กับการทำงานได้ทุกสาขาอาชีพ เชื่อว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านมีเป้าหมายในการทำงาน และมีความสุขกับการทำงานกับผู้อื่นมากขึ้น

เทคนิคที่น่าสนใจและใช้ได้จริง

ฝึกใจอย่างไรไม่ให้ตีลูกเวลาก้าวร้าว

ฝึกใจอย่างไรไม่ให้ตีลูกเวลาก้าวร้าว

การลงโทษลูกที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยการตี ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง ดังที่เราเห็นจากข่าวที่ผู้ปกครอง ครูและพี่เลี้ยงตีเด็กที่ดื้อไม่เชื่อฟัง จนทำให้เป็นแผล และที่สำคัญคือ เป็นการทำร้ายจิตใจของเด็กขั้นรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาจึงแนะนำให้ผู้ใหญ่ฝึกใจให้มีความอดทนและใจเย็น ไม่ตีเด็กและเปลี่ยนไปใช้วิธีการสั่งสอนแบบอื่นแทน ดังนี้

1. การแยกให้เด็กอยู่ตามลำพังสักครู่

เป็นการลงโทษ เพื่อให้เด็กสงบและยอมรับการกระทำที่ไม่เหมาะสม เป็นการลงโทษที่ได้ผลดีกับเด็กอายุ 2 ถึง 10 ขวบ โดยผู้ปกครองหรือครูต้องเตือนเด็กล่วงหน้าว่า หากขว้างปาสิ่งของใส่คนอื่น ก็จะต้องถูกไปนั่งบนเก้าอี้ทำโทษ ถ้าเด็กยังทำอีก ก็ต้องทำโทษตามที่ตกลงกัน แต่ไม่ควรเกิน 3 ถึง 10 นาที ระหว่างการลงโทษ ไม่ควรจะตอบโต้ใด ๆ กับเด็กแต่ควรให้เด็กอยู่ในสายตาอยู่เสมอ เมื่อหมดเวลาแล้ว จึงควรเข้าไปคุยกับเด็กและสอนเด็กด้วยเหตุผลว่าคราวต่อไปไม่ควรทำพฤติกรรมแบบนี้

2. การลงโทษเด็กโดยการนิ่งไม่สนใจ

เมื่อเด็กอาละวาด เมื่อไม่ได้อะไรดั่งใจ หรือเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ทำตามใจ ควรจะให้เด็กร้องไปเรื่อย ๆ แล้วให้หยุดเอง โดยที่ผู้ปกครองหรือครูต้องทำตัวนิ่ง ไม่สนใจ และไม่พูดคุยตอบโต้ด้วย แต่ต้องให้เด็กอยู่ในสายตาอยู่เสมอ เมื่อเด็กรู้ว่าผู้ใหญ่ไม่สนใจพฤติกรรมการเรียกร้อง ก็จะหยุดนิ่งไปได้เอง หลังจากที่เด็กเงียบ ผู้ใหญ่จึงควรเข้าไปพูดคุยด้วยเหตุผล ว่าพฤติกรรมที่เด็กทำนั้น ไม่น่ารักอย่างไรและไม่ควรทำแบบนั้นอีก

3. การให้เด็กรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

หลายครั้งที่เด็กเล่นของเล่นแล้วไม่เก็บเข้าที่ เมื่อผู้ปกครองสั่งให้เก็บ ก็อาจต่อต้านด้วยการขว้างปาสิ่งของ หรือ กรณีที่ไม่พอใจ ก็เอามือปัดแก้วน้ำพลาสติกจนน้ำหกเลอะเทอะ อย่างนี้นอกจากต้องทำโทษด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้ว ต้องให้เด็กเรียนรู้การรับผิดชอบด้วย เช่น การให้ไปหยิบผ้ามาเช็ดน้ำที่ทำหก หรือให้เก็บของเล่นมาลงในกล่องให้เรียบร้อย เป็นต้น

4. การงดของรางวัล

การใช้รางวัลเป็นสิ่งจูงใจ ก็สามารถปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นได้ แต่ต้องทำอย่างสมเหตุสมผล และไม่ใช่สำหรับทุกเรื่องทุกครั้ง มิเช่นนั้นเด็กอาจจะเรียกร้องเพื่อหวังให้มีการตั้งเงื่อนไขรางวัลก็เป็นได้ ในทางปฏิบัติ อาจจะตกลงกันเป็นกรณีสำคัญ ๆ ไป เช่น ถ้าเข้านอนเป็นเวลาทุกวันครบ 1 เดือน จะได้รับกระเป๋าเป้ใบใหม่ หรือ เก็บของเล่นทุกครั้งที่เล่นเสร็จ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ จะได้รับกล่องดินสอใหม่ หากทำไม่ได้ตามที่ตกลง ก็จะงดให้ของรางวัล

ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็ก ควรฝึกใจให้อดทนและหาวิธีอบรมสั่งสอนเด็กโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อทำให้เด็กเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะมีสุขภาพจิตดี ไม่ก้าวร้าว ซึ่งจะเกิดผลดีต่อสังคมในภาพรวมด้วย

แนะนำให้ผู้ใหญ่ฝึกใจให้มีความอดทนและใจเย็น