ความเชื่อ ศรัทธา หรือ งมงาย

ศรัทธา หรือ งมงาย

มนุษย์เราทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนแต่มีศาสนาที่ตนเองนับถือแตกต่างออกกันไป ศาสนาก็แยกออกเป็นหลายศาสนา อาทิเช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ฯลฯ แต่ศาสนาทุกศาสนาล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายไปในทิศทางเดียวกัน คือสอนให้ทุกๆ คน เป็นคนดี นั่นคือหลักคำสอนของศาสนาทุกๆ ศาสนา

ว่าด้วยเรื่อง ความเชื่อ ศรัทธา หรือ งมงาย วันนี้จะขอพูดในเรื่องของการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธที่มีความเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่านอกจากการกราบไหว้พระพุทธรูปแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวพุทธของเราให้การกราบไหว้และ บูชาเสื่อมใสศรัทธา นั่นคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ต้นตะเคียน กุมารทอง เครื่องรางของขลัง และอื่นๆ อีกมากมาย ชาวพุทธเชื่อว่าการกราบไหว้บูชาขอพร หรือบนบานศาลกล่าว จะช่วยให้พวกเขานั้นได้สิ่งที่ปรารถนาตามที่ขอไป ไม่ว่าจะเป็นการขอให้มีบุตร ขอให้สำเร็จในเรื่องต่างๆ ขอให้รอดพ้นจากการเป็นทหาร หรือแม้กระทั่งการขอให้ถูกหวย เมื่อได้ในสิ่งที่ขอไปแล้วนั้นสมดั่งปรารถนาได้ตามที่ตนเองนั้นต้องการก็จะมีพิธีการนำของมาเซ่นไหว้ หรือเรียกว่าพิธีแก้บนนั่นเอง บ้างก็จะบนบานกันไปต่างๆ นาๆ ว่าหากสำเร็จดั่งที่ขอไว้แล้วนั้นจะมาแก้บนด้วยไข่ต้ม ผลไม้ น้ำอัดลม นม ฯลฯ ในเรื่องของที่นำมาแก้บนก็ล้วนแตกต่างกันออกไปตามที่บนบานพูดกล่าวเอาไว้ ความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะกล่าวว่าเป็นเรื่องงมงายนั้นก็ไม่อาจใช่ไปซะทีเดียว แต่นั่นอาจเป็นเพราะความเชื่อส่วนตัวของแต่ละบุคคล เพราะบางกลุ่มคนที่ขอได้ก็จะศรัทธาเลื่อมใสมาก แต่หากบางกลุ่มคนที่ไม่ได้ศรัทธาจะมองว่ามันเป็นเรื่องงมงายไร้สาระเสียมากกว่า แต่ไม่ว่าจะมองกันไปในทิศทางใดก็ล้วนขึ้นอยู่ที่แต่ละตัวบุคคลว่าจะมีมุมมองแบบใดก็ขึ้นอยู่ที่ความสบายใจของแต่ละบุคคล

การที่เราจะมีความเชื่อ ความศรัทธา หรือ งมงายสิ่งใดนั้นไม่ได้ผิด แต่การที่เราจะเชื่อ หรือ ศรัทธาสิ่งใดก็ขอให้ทุกคนจงใช้สติและมีเหตุผลเข้ามาเป็นตัวช่วยมีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์ และแยกแยะ เพราะหากเจอสิ่งที่ดีก็ถือเป็นสิริมงคลแก่ตัวท่านเอง แต่ถ้าหากถูกหลอกให้งมงายจนเกินไปอาจจะเสียทั้งทรัพย์สินและเงินทองได้เลยทีเดียว ฉะนั้นไม่ว่าจะทำการสิ่งใดสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตคือ การมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาเมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยการไม่ประมาท คิดดี พูดดี ปฏิบัติดี สิ่งดีๆ ก็จะตามมา สาธุ

เพิ่มความสุขให้ชีวิต ด้วยทัศนคติบวก

คิดบวกกับชีวิต

อยากมีความสุขกับชีวิตกันไหมเอ่ย..? หรืออยากจะมีความทุกข์ที่ขื่นขมระทมปวดหัวใจไปตลอดทุกวันกันล่ะ หากเราอยากมีความสุขในการดำรงชีวิตในทุกๆวัน มีความรู้สึกผ่อนคลายสบายอารมณ์ ไม่หงุดหงิดง่าย ไม่เหนื่อย ไม่เบื่อหลายๆสิ่งๆหลายอย่างแบบไม่มีเหตุผล เราควรจะต้องปรับมุมมองความคิดของเราเสียใหม่ ว่าสิ่งอะไรก็ตามที่มันเลวร้ายหรือเข้ามาในชีวิตแล้วเราไม่สามารถหลีกหนีมันไปได้ ในสิ่งเลวร้ายเรานั้นก็ย่อมมีด้านดีอยู่เสมอ

ยกตัวอย่างคือ การเดินออกไปตามที่สาธารณะแล้วโดนแมวจรจัดข่วนมือจนเป็นรอยแผล หากว่าเรามีความคิดที่ขี้หงุดหงิด กระวนกระวายใจ ใจร้อน เราก็จะรู้สึกว่าไอ้แมวตัวนี้มันน่าบีบคอให้ตายยิ่งนัก อยู่ดีๆดันเดินมาข่วนใส่ซะยังงั้น แต่ในทางกลับกัน หากเรามีมุมมองที่ดี มองแมวตัวนั้นว่ามันก็เป็นเพียงแค่สัตว์เดรัจฉาน มันไม่มีความรู้เหมือนเรา มันแค่ทำตามสัญชาตญาณที่มันเป็น แล้วก็ยังโชคดีที่ข่วนที่มือ แต่ไม่ได้ข่วนที่เบ้าตาจนเราต้องตาบอด

มุมมองชีวิต พลิกง่ายนิดเดียว

เห็นไหม.. เพียงแค่เปลี่ยนความคิด ความรู้สึก ในใจของเราจะเบาสบายยิ่งขึ้น สิ่งนี้เราจะเรียกว่า “ทัศนคติบวก” สำหรับการเปลี่ยนมุมมองความคิดในเรื่องของทัศนคติมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต หากเราเป็นคนที่มีทัศนคติลบ มองอะไรก็ดูแย่ไปหมด มีให้ติให้นินทาคนอื่นไปเสียหมดทุกด้าน รับประกันว่าจะไม่มีใครอยากเข้าหา ไม่มีใครอยากคบด้วย หรือแม้แต่ตัวเราเอง ต่อให้ไม่มีใครคบหาเพราะปากไม่ดี สุดท้ายเราก็จะเป็นทุกข์ของเราเองด้วยแม้แต่อยู่ตัวคนเดียว มันมีสาเหตุมาจากความคิดเชิงลบที่เรามีอยู่ในหัว

สิ่งเดียวที่จะทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นในชีวิตก็คือ “การเปลี่ยนมุมมองความคิดมาเป็นทัศนคติบวก” มีมุมมองต่อโลกที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าอยู่ๆมีมิจฉาชีพมาขอเงินแล้วเรารู้ว่าเค้าเป็นมิจฉาชีพ โกหกเป็นเรื่องราวเพื่อมาขอเงิน แต่เราก็ยังจะให้เงินไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ดีจังหนอ… เค้าอุตส่าห์มาโกหกเรา… เราก็ให้ไปเถอะ” แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าทัศนคติที่ถูกต้อง เพราะเรากำลังทำลายชีวิตของคนที่เรากำลังให้เงินเขาอยู่ด้วย เนื่องจากจะทำให้เขามีนิสัยเสียจนเคยชิน สิ่งที่ดีกว่าคือการชี้แนะแนวทางให้คนเหล่านั้นได้เลือกเดินเส้นทางอาชีพในการทำมาหากิน และมันจะเป็นวิชาติดตัวเค้าต่อไปในอนาคตด้วย

“ความสุขหาได้ด้วยตัวของเราเอง จากการเปลี่ยนมุมมองความคิด”