เทคนิครับมือกับการถูกนินทาในที่ทำงาน ทำอย่างไรไม่ให้โกรธ

การถูกนินทาเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะเมื่อคุณต้องทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก ที่มักจะมีการแข่งขันในด้านของหน้าตา ตำแหน่ง ชื่อเสียงและเงินเดือนอยู่เสมอ และหากคุณได้รู้ว่ามีคนนินทาคุณอยู่ ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะโกรธ แต่เราจะเรียนรู้วิธีการรับมือกับความโกรธเมื่อถูกนินทาได้อย่างไร ดูวิธีจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตกัน

วิธีรับมือกับความโกรธ

ยอมรับในอาการโกรธ – การถูกนินทานั้น ไม่ว่าเราจะไปได้ยินด้วยตัวเองหรือมีคนมาบอกต่ออีกทีว่าคุณกำลังถูกนินทาจากเพื่อนร่วมงาน ก็จะทำให้มีความโกรธเกิดขึ้นอยู่แล้ว หากคุณไม่ยอมรับและข่มใจไว้ ก็ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดอยู่ภายใน เกิดความเครียดและสะสมกลายเป็นโรคเครียดหรือโรคซึมเศร้าในอนาคตได้ การยอมรับในตัวเองก่อนว่าคุณก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เมื่อรู้ว่ามีคนนินทาคุณแล้ว ย่อมโกรธได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญข้อแรกที่ต้องยอมรับความรู้สึกตัวเองก่อน การโกรธไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องมีสติในการจัดการความโกรธ

รู้วิธีจัดการกับความโกรธ – เมื่อคุณโกรธแล้ว ไม่ควรที่จะปล่อยให้พูดอะไรไปตามอารมณ์ การพูดจาตอบโต้กลับในทันทีจะทำให้เสี่ยงต่อการพูดคำหยาบคายหรือแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมในที่ทำงานออกไป ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อภาพลักษณ์ของคุณ ทำให้คุณดูเป็นคนขาดวุฒิภาวะ ไม่มีความเป็นมืออาชีพ และจะทำให้หน้าที่การงานของคุณไม่เติบโตเท่าที่ควรหากเจ้านายรู้เข้า คุณจึงต้องรักษาสติตัวเองที่จะไม่ตอบโต้ในทันที และค่อย ๆ คิดหาวิธีแก้ไขเมื่ออารมณ์เย็นลง

คิดถึงนิสัยตามธรรมชาติของคน และปล่อยวาง – โดยธรรมชาติแล้ว คนที่จิตใจคับแคบมักจะมีการคิดแข่งขัน เปรียบเทียบกับคนอื่นที่มีบางอย่างดีกว่า เช่น สวยกว่า หน้าที่การงานดีกว่า รวยกว่า และทำให้เกิดการนินทาเพื่อสร้างความเสียหายให้กระจายต่อเป็นวงกว้าง สิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่คนจำนวนหนึ่งเป็นกัน หากคุณคิดได้อย่างนี้ ก็จะทำให้รู้สึกเข้าใจและให้อภัยคนที่นินทาคุณได้ง่ายขึ้น

หาโอกาสพูดคุยชี้แจง – การพูดคุยชี้แจงเพื่อหยุดปัญหาการนินทาก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากคนที่นินทาคุณจะรู้ว่าคุณเป็นคนที่ตรงไปตรงมา หากมีเรื่องอะไรที่สงสัยข้องใจ ก็สามารถมาพูดคุยกันได้โดยตรง ไม่จำเป็นจะต้องไปพูดคุยนินทากับคนอื่นลับหลัง เพราะอาจจะเป็นเรื่องไม่จริงทั้งหมดและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของตัวคุณเองและตัวคนที่นินทาคุณได้ด้วย

จะเห็นได้ว่า การควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธเมื่อถูกนินทาตามที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านนำไปปรับใช้เพื่อให้มีความสุขในการใช้ชีวิตและการทำงานร่วมกับคนอื่นมากขึ้น

วิธีรับมือกับความโกรธ

วิธีฝึกใจให้มีสมาธิกับการทำงาน 2019

การฝึกใจให้มีสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้า

ในยุคปัจจุบัน เราทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่กลับมีการสำรวจพบว่าคนวัยทำงานในช่วงอายุ 20-40 ปี มักประสบปัญหาเกี่ยวกับการไม่สามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากมีความวอกแวกกับการใช้โทรศัพท์มือถือ และการที่มีงานจำนวนมากที่ต้องทำ มีปัญหางานคั่งค้างและวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา

การฝึกใจให้มีสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้า เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ โดยต้องมีการฝึกฝนและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ดังนี้

1. ใส่ใจกับเรื่องที่อยู่ข้างหน้าเท่านั้น

การมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาความผิดพลาดของงานที่ต้องเสียเวลากลับมาแก้ไข จะทำให้จำนวนงานในแต่ละวันทำได้มากยิ่งขึ้น และมีเวลาแก้ไขงานเก่าสะสมได้มากขึ้นด้วย

2. วางแผนการทำงานที่รอบคอบ

การลำดับงานอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่ดี การทำงานที่มีความสำคัญและเร่งด่วนมาก หรืองานที่ยากต้องใช้ความสามารถสูง ในช่วงเช้า 8-11 น. จะทำให้มีประสิทธิภาพสูงและประสบความสำเร็จได้เร็วมากกว่าการทำในช่วงบ่าย เพราะร่างกายได้รับการพักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่ สมองปลอดโปร่งและล้าน้อยกว่าเวลาบ่าย

3. ใช้เทคนิค Distraction-Free Phone

Distraction-Free Phone เป็นการควบคุมการใช้งานของแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็น หรือต้องการให้ควบคุมการแจ้งเตือน โดยการไปที่การตั้งค่า settings ของเครื่อง กดปุ่ม disable แอปพลิเคชันต่างๆ จะทำให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวลกับการอัปเดตเรื่องราวใหม่ๆ ในโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม แฟชั่น หรือข่าวดารา ฯลฯ

4. ตั้งนาฬิกาปลุก

การทำงานอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 1 ชั่วโมงควรมีการพัก 10-15 นาที เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของสมองและกล้ามเนื้อ ซึ่งโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องสามารถใช้ตั้งนาฬิกาปลุก เป็นตัวช่วยควบคุมเวลาในแต่ละชิ้นงานได้ การตั้งให้ปลุกทุก 50 นาที จะทำให้คุณรู้สึกกระตือรือร้นอยู่เสมอ และยังทำให้ลดความเสี่ยงการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม จากการนั่งทำงานในท่าเดิมนาน ๆ ได้ด้วย

5. ให้รางวัลแก่ตัวเอง

การมีรางวัลให้ตัวเอง เช่น ให้ตัวเองได้ฟังเพลงที่ชอบ 10-15 นาที ในช่วงพักกลางวัน หรือได้ดูหนังซีรีส์หรืออ่านหนังสือเล่มโปรดสัก 1 ชั่วโมงก่อนนอนหลังจากการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย เป็นเทคนิคในการทำให้คุณรู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันและพยายามทำงานให้สำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

วิธีฝึกใจให้มีสมาธิกับการทำงาน 2019

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการฝึกใจที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียนหรือว่าทำงาน ซึ่งทุกสาขาอาชีพต่างต้องการใช้เวลาในแต่ละชั่วโมงให้เต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้งานก้าวหน้าและทำให้ได้โอกาสในการเติบโตในสายงานที่มากยิ่งขึ้น หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

ฝึกใจอย่างไร ให้ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

ฝึกใจอย่างไร-ให้ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

การทำงานบริการจำเป็นต้องมีการติดต่อประสานงานทั้งกับลูกค้าและทางบริษัท ซึ่งในแต่ละวันต้องรับมือกับปัญหาที่หลากหลาย รวมทั้งอารมณ์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การฝึกใจเพื่อให้ทำงานสายบริการอย่างมีความสุขจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุดและทำให้คุณมีรอยยิ้มสดใสได้ทั้งวัน

ฝึกใจ ให้ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

ต้องลองเปลี่ยนมุมมองดูบ้าง

การปรับเปลี่ยนมุมมองโดยการใส่ใจในความต้องการของลูกค้า โดยให้สมมติว่าคุณกำลังเป็นผู้มาใช้บริการ ย่อมจะทำให้คุณเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้นว่าลูกค้าย่อมคาดหวังให้เจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์บริการเป็นผู้ที่รู้จักสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ตลอดจนระบบขั้นตอนต่าง ๆ ขององค์กรเพื่อที่จะแนะนำผู้ใช้บริการได้อย่างดีที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกค้ามักมีคำถามมากมายทั้งในตัวสินค้าและการบริการหลังการขายต่าง ๆ หากฝึกใจคิดเช่นนี้ได้บ่อย ๆ จะทำให้คุณเป็นผู้ให้การบริการที่มีความภาคภูมิใจในคุณค่าของตัวเองยิ่งขึ้น

น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก

เป็นคำโบราณที่ใช้ได้อย่างยิ่งสำหรับผู้ทำงานสายบริการ ไม่ว่าจะทำงานในแผนกต้อนรับประชาสัมพันธ์ งานในโรงพยาบาล งานขายในห้างสรรพสินค้า งานบริการแขกที่พักในโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ

เพราะการรู้จักข่มอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจไว้ ย่อมดีกว่าการระเบิดอารมณ์ออกมาปะทะลูกค้า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกผ่านคำพูด สีหน้า แววตา โดยตรงหรือลับหลัง การไปนินทาหรือโพสต์ตามสื่อออนไลน์ช่องทางต่าง ๆ ล้วนแต่จะเกิดผลเสียย้อนกลับมาสู่องค์กรที่คุณทำงานอยู่ (แม้ว่าอาจไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุมาจากคุณก็ตาม)

และแน่นอนว่าจะส่งผลต่อความอยู่รอดและมั่นคงขององค์กร (หากลูกค้าไม่มาใช้บริการ ย่อมมีสิทธิ์ที่บริษัทจะลดคนทำงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายไปด้วย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณก็เป็นหนึ่งคนที่มีสิทธิ์ถูกปลดเช่นเดียวกัน)

ทำงานบริการได้อย่างมีความสุข

การให้ความเอื้อเฟื้อต่อลูกค้าเช่นเดียวกับคนในครอบครัว

หากคุณฝึกใจยกระดับความเมตตาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จากที่เคยมองว่าลูกค้าที่มาใช้บริการกันอย่างล้นหลามเป็นตัวการที่ทำให้คุณต้องเหน็ดเหนื่อย เปลี่ยนมาเป็นว่าลูกค้าที่มาก็เหมือนการรวมญาติที่รู้จักคุ้นเคยกัน เพราะลูกค้าที่มาหลายท่านก็เป็นลูกค้าประจำ และอีกไม่น้อยที่เป็นลูกค้าใหม่ ซึ่งหากประทับใจในสินค้าและการให้บริการ ก็จะกลายเป็นลูกค้าประจำในอนาคตได้

การที่ลูกค้าไว้วางใจในบริษัทที่คุณทำงานจึงเป็นเรื่องดี ทำให้บริษัทเติบโตมียอดขายสินค้าและบริการสูงขึ้น และทำให้คุณอาจได้รับเงินโบนัสที่เพิ่มขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำงานบริการจำเป็นต้องมีมุมมองที่ถูกต้อง และมุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จขององค์กรโดยภาพรวม เพราะการเจริญก้าวหน้าของบริษัทก็ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงและรายได้ของคุณโดยตรง เราหวังว่าการฝึกใจตามที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นประโยชน์ที่ ทำให้คุณในฐานะผู้ให้บริการทำงานด้วยความสุขใจมากยิ่งขึ้น

การคิดอย่างรอบคอบ ลดความผิดพลาดลงได้

การคิดอย่างรอบคอบ คือทางออกที่ดี

ในท้องถนน เมื่อเราขับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ลงสู่ท้องถนนแล้วโอกาสที่เราจะเกิดอุบัติเหตุจากการเดินทางย่อมเกิดขึ้นทันที อยู่ที่ว่าเราจะมีสติ เราจะลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเหล่านั้นได้อย่างไร การมีสติอยู่กับตัวจะสามารถลดความประมาทลงได้ และสติก็จะอยู่ได้เมื่อเมฆการคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว เมื่อเราเลือกที่จะตัดสินใจขับรถก่อนสตาร์ท เราจะต้องมีการคิดอย่างรอบคอบ ว่าเราจะขับรถไปไหน เราจะขับด้วยความเร็วสูงสุดเท่าไหร่ เราจะขับปาดหน้าซ้ายขวาหรือไม่ ในกรณีที่รถติดหนัก ถ้าเราขับไปเรื่อยเรื่อยโดยความไม่ประมาทบนท้องถนน ด้วยความเร็วที่ต่ำ มันจะไปทันธุระของเราหรือเปล่า เราต้องเผื่อเวลาไว้ประมาณกี่นาทีหรือเป็นชั่วโมง

การตัดสินใจรอบคอบเหล่านี้ จะช่วยให้เราลดความผิดพลาดลงได้ อย่างกรณีที่ยกตัวอย่างมาคือเมื่อเรารู้ว่าเรามีงานเร่งรีบ เร่งด่วน เราควรจะต้องเผื่อเวลาในการเดินทางเอาไว้ให้เยอะเยอะ เพราะโอกาสรถติดมีเกิดขึ้นอยู่ได้เสมอ หรืออาจเกิดเหตุฉุกเฉินสุดวิสัย เช่น รถดับกลางคัน กว่าช่างจะมาก็อาจจะต้องเราราวซัก 30 นาที ทีนี้ถ้ามันเป็นงานเร่งด่วนแล้วจะทิ้งรถไว้ข้างทาง แล้วบอกรถโดยสารไป มันจะสะดวกไหม นี่คือสิ่งที่เราต้องคิดก่อนที่จะเริ่มเดินทาง

กลไกกระบวนความคิด

คำนวณเผื่อไว้ตั้งแต่ต้น ไม่มีเสียหาย

ทุกๆอย่าง เราควรจะมีการคำนวณไว้อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดต่อหน้าที่การงาน ต่อครอบครัว ต่อตัวเราเอง มันจะช่วยให้เรามีชีวิตที่อยู่ในแบบแผน นี่เป็นแค่ตัวอย่างจากเรื่องของการเดินทางบนท้องถนน แท้จริงการคิดด้วยสติอย่างรอบคอบ จะต้องคิดอยู่ในทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องของครอบครัวและการงาน หากเราทำอะไรผลีผลามโดยไม่คิด มันคงไม่ดีแน่ สิ่งที่จะเป็นผลเสียย่อมเกิดตามมาเสมอ เช่นอยู่ๆอารมณ์ร้อนขึ้นแล้วก็ไปเหวี่ยงใส่พ่อแม่ของเรา พอเราอารมณ์เย็นลง การไปขอโทษเขาอาจทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้น แต่ก็คงไม่สามารถลบเลือนสิ่งที่เราได้กระทำไปแล้วได้

ลองปรับใหม่ หากว่าเราคิดก่อนทำด้วยสติ มีความใจเย็น ต่อจังหวะที่เราเกิดอารมณ์ร้อน หงุดหงิด ก็ยังเชื่อว่าโอกาสที่เราจะทำอะไรเกินเหมาะสมนั้นย่อมเป็นเรื่องยากกว่าการไม่คิดตั้งแต่แรก เมื่อเรารู้แบบนี้ก็ควรจะวางแผนชีวิตออกแบบความคิดของเราให้อยู่ในกฎระเบียบที่ตัวเราตั้งขึ้นมาเอง ไม่ใช่ผู้อื่นตั้งขึ้นมา และความผิดพลาดในการใช้ชีวิตทุกเรื่องก็จะลดลง

อย่าอยากได้อะไรเกินตัวมากไป

ชีวิต

การฝึกใจนั้น ไม่ได้มีประโยชน์หรือมีไว้ปฏิบัติในเส้นทางของการปล่อยวางทางโลก การปล่อยวางสิ่งต่างๆเพียงเท่านั้น แต่มันยังสามารถนำมาฝึกระเบียบวินัยให้กับความต้องการของชีวิตเราได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากว่าเรามีความต้องการอยากจะได้สินค้าหรูหรา นาฬิการาคาแพง หรืออะไรก็ตามที่เกินกำลังที่เราจะไขว่คว้า แต่เรามีความต้องการ กระเสือกกระสนพยายามที่จะนำมาซึ่งให้ได้สิ่งเหล่านั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเรา สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่ได้นำเพียงความสุขมาให้เราเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำหนี้สินเรื่องเดือดร้อนมาให้เราเป็นของคู่กันอีกด้วย

ควรพอใจเท่าที่ดี ยินดีเท่าที่ได้

ดังนั้น หากว่าเราไม่ได้สิ่งของเหล่านั้น และไม่มีหนี้ตามมา มันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า แต่ละคนนั้นมีความต้องการแตกต่างกัน นอกจากนี้ ระดับความต้องการก็ยังแตกต่างกันด้วย บางคนถึงแม้จะอยากได้ แต่ก็รู้สึกปล่อยวางได้ ท้ายที่สุดคนเหล่านี้ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ถ้าเกิดกำลังสามารถหาได้ก็จะนำมาตอบสนอง แต่ถ้าไม่สามารถหาได้ก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเอง

ส่วนคนที่มักจะมีความทุกข์ในชีวิตก็คือคนที่พยายามต้องการในสิ่งที่เกินตัวเกินกำลังของเรา และท้ายที่สุดนั้น ความต้องการเมื่อได้มันมาสามสี่วันก็รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากได้แล้ว แต่หนี้สินนั้นไม่ได้จางหายไป มันยังตามหลอกหลอนเราอยู่จนกว่าเราจะชดใช้หนี้จนหมด เหมือนคนที่เล่นพนัน 928BET แล้วได้เงินก้อน แต่ไม่รู้จักพอ สุดท้ายหมดตัวแทนที่จะได้เงินกลับมาจากการเล่นนิดๆหน่อย หากเราเป็นคนกลุ่มหลังเราควรจะรีบหัดเรื่องของการฝึกใจปล่อยวางสิ่งต่างๆ มองให้เห็นว่าสิ่งของเหล่านั้นที่เราอยากได้ ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่มีอะไร เมื่อเวลาผ่านไปมันก็เสื่อมสภาพลง

อยู่อย่างพอเหมาะ ไม่โลภมาก

หากเป็นสินค้าที่เข้ากลุ่มในเทคโนโลยี ผ่านไปปีสองปีมันก็ตกรุ่น ราคาก็เสื่อมลง ไม่มีอะไรที่น่าจะนำมาตอบสนองความต้องการของเราเลย สิ่งที่คู่ควรกับการนำมาใช้คือสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของเรา เช่นโทรศัพท์มือถือ หากเราต้องการใช้โทรก็ควรจะซื้อไว้ในราคาไม่สูงนัก ไม่จำเป็นต้องไปซื้อเครื่องหลายหมื่น เพื่อใช้ option ให้ครบถ้วน

การฝึกใจนั้นมีประโยชน์มาก เมื่อเราสามารถลดละกิเลสภายในจิตใจของเราได้ ความต้องการสิ่งของเหล่านั้นก็จะลดลงไปด้วย และเราก็จะไม่เกิดความเดือดร้อนในการต้องพยายามหาเงินมาเพื่อตอบสนองสิ่งเร้านั้นอยู่บ่อยครั้งไป ใช้ชีวิตอย่างสงบ เรียบง่าย ดีกว่าเยอะ

ฝึกใจให้สงบ เหมือนยากแต่ทำได้ง่ายมาก

ความสงบหยุดที่ใจ

ความเครียดคือโรคเงียบทีกัดกินจิตใจคนยุคปัจจุบันและมันต่อยอดไปสภาพจิตใจทำให้ท้อแท้สิ้นหวัง และอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้แม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วยสำหรับโรคนี้และอาจเป็นปัญหาทางจิตหากเกิดความเครียดมากๆ ซึ่งคนไทยไม่นิยมการไปพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดเพราะคิดว่าการไปหมอทางจิตเวชนั้นคือการเป็นบ้า หรือ มีสภาวะจิตไม่ปรกติแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย การไปหาจิตแพทย์เพื่อบำบัดความเครียด ความสับสนใจจิตใจ หรือความคิดที่ไม่อาจควบคุมได้เป็นการดีและช่วยให้เรามีชีวิตได้อย่างเป็นสุข แต่ก็มีบางคนเที่เลือกวิธีการฝึกใจให้สงบเป็นตัวช่วยในการลดความเครียด ลดความฟุ้งซ่าน นั่นคือการทำสมาธิ

ชอบคิดฟุ้งซ่านบ่อย

“สมาธิ” สำคัญไฉน

หากเอ่ยถึงการทำสมาธิหลายคนมักเห็นภาพการนุ่งขาวห่มขาวท่องพุทธโธ และเดินจง กลมยุบหนอพองหนอ และหลายคนคิดว่าตัวเองทำไม่ได้แต่จริงๆแล้วการทำสมาธิแบบง่ายๆ ขั้นพื้นฐานโดยไม่อิงการนั่งวิธีการสงบจิตหรือการฝึกจิตฝึกสมาธิแบบที่เห็นกันตามวัดหรือสำนักสงฆ์ต่างๆ เราสามารถทำได้ง่ายๆที่บ้านหรือแม้แต่ที่ทำงาน ความหมายของวิธีการง่ายที่เราอยากแนะนำ การอยู่นิ่งๆ ไม่คิดถึงอะไรที่เครียดๆ ปล่อยเรื่องเครียดๆออกจากความคิด นั่งหลับตาสัก 5 นาทีอาจจะใช้วิธีนับ 1-100 ไปเรื่อยๆแบบช้าๆ หรือ นั่งนับลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องคิดถึงอะไร ซึ่งสามารถทำได้ทุกสถานที่ไม่ว่าจะนั่งเงียบๆหลบมุมในห้องน้ำ หรือนั่งบนรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือแม้แต่ก่อนนอน วิธีนี้จะช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียดลงได้ แต่ขอย้ำว่ามันไม่ใช่สมาธิแบบทีอ้างอิงจากการปฏิบัติธรรม มันเป็นแค่การสงบจิตใจทำให้เราม่สมาธิที่จะทำงานต่อหรือหาหนทางแก้ปัญหา

แทงบอลออนไลน์

แต่หากมีความเครียดสะสมเช่นเคยเป็นผีพนัน แทงบอลออนไลน์ เล่นเสียทุกวัน ตอนฝึกมีใจกระวนกระวายถึงเรื่องนี้บ่อยครั้ง การทำจิตใจให้สงบคู่ไปกับการรักษาโดยแพทย์จิตเวช จะช่วยให้ได้ผลดีขึ้น จิตใจสงบมากขึ้น ลดความฟุ้งซ่านทางความคิดได้ หรือหากต้องใช้ยาในการบำบัดก็ควรทานให้ครบตามแพทย์สั่งด้วย คนที่มีเรื่องให้คิดฟุ้งซ้านเยอะ ชีวิตเคยหมกมุ่นเกี่ยวกับ พนัน บอล หวย การเดิมพันอะไรพวกนี้ อาจต้องฝึกเข้มงวดกว่าคนกลุ่มอื่นเพราะสมองไหลเวียนมาที่เรื่องพวกนี้ได้ประจำ จะทำให้ใจไม่สงบได้ แม้ว่าการฝึกจิตใจให้สงบจะเป็นทางออกเล็กๆในการแก้ความเครียดหรือลดความกดดันลงได้

แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วยว่า สามารถสงบจิตใจได้มากน้อยแค่ไหนในเวลาที่เกิดปัญหาหรือมีความเครียด เพราะพื้นฐานอารมณ์ไม่เท่ากันในแต่ละคน และยิ่งโดยเฉพาะคนที่มีพื้นฐานอารมย์รุนแรงเช่น โมโหง่าย ขี้หงุดหงิด การทำใจให้สงบเป็นเรื่องที่ยาก และยิ่งหากเราแนะนำให้รู้จักการปลงในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นที่ต้องอาศัยการยอมรับความจริง การมองปัญหาอย่างใจเย็น การแก้ปัญหาไปตามสถานการณ์ บางคนไม่สามารถทำได้เลยเพราะคนกลุ่มนี้จะมีอารมณ์ฉุนเฉียวมองเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่เสมอ และมักจะแสดงออกด้วยการไม่พอใจทำให้การฝึกจิตใจให้สงบทำได้ยาก

อย่าประมาทในช่วงขาขึ้น

จงใช้สติ

ในเรื่องราววันนี้ เราจะไม่ได้เน้นเพียงแค่การฝึกจิตใจ แต่การไม่ประมาทในชีวิตของเรานั้นยังถือว่าช่วยในหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตแต่ละวันของเราอีกด้วย ตัวผู้เขียนเองได้ประสบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน นั่นก็คือ ในช่วงที่เราขาลงนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม เราก็พร้อมที่จะทุ่มเทกับมันได้ทุกอย่าง สู้งานหนักโดยที่มีสติอย่างเพียบพร้อมและมีความระมัดระวังในการลงทุนรวมไปถึงการใช้เงินเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ชีวิตมันจะตกต่ำลงกว่าเดิม

ต่ำสุด สูงสุด เกิดขึ้นได้ในทุกคน

แต่ทุกคนก็จะมีช่วงขาขึ้นของตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง พอเริ่มมีรายได้เยอะๆ เริ่มมีคนมาจ้างงานเราเยอะ แล้วก็จะเริ่มประมาทในการใช้เงินเพราะเราอาจจะไม่เคยได้รายได้ถึงขั้นนั้นมาก่อนเลยทำตัวไม่ถูก หรือรู้สึกว่าชีวิตเรานี่แหละเฟื่องฟูแล้วก็เลยใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย เห็นอะไรก็ลงทุนมั่วซั่วไปเสียหมด สุดท้ายเงินไม่เหลือ นอกจากจะเสียทรัพย์แล้วสิ่งที่สำคัญก็คือเรายังต้องเสียสุขภาพทางใจด้วย หลายคนกว่าจะรู้ตัวทีก็หมดเงินไป 20,000-30,000 แบบไม่รู้สาเหตุแล้ว ไม่ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมาเลย บางคนมีตังเยอะหน่อยอาจจะเสียงเงินไปเป็น 1,000,000 ก็ได้

รอยยิ้มของคนที่สติ

การเสียเงินนั้นเมื่อเสียไปแล้วมันสามารถหาใหม่ได้ จิตใจของเราก็เช่นกัน อย่าหมองมนไปยึดติดกับความเครียด ความผิดพลาดที่มันเกิดขึ้น ด้วยฝีมือความประมาทของเรา แต่จงเรียนรู้มันและทำใจให้กว้าง เปิดรับโอกาสใหม่ๆเข้ามาอยู่เสมอ และก็ใช้บทเรียนที่ผิดพลาดมาเป็นแนวทางต่อยอดว่าเราจะไม่ประมาทในการใช้ชีวิตช่วงขาขึ้นอีกต่อไป เพื่อไม่ให้ชีวิตของเราจะตกต่ำเร็วเกินไป มีโอกาสตกต่ำน้อยที่สุด

ไม่ว่าคุณจะมีความเครียดมากแค่ไหน คุณสามารถจัดการความเครียดในหัวสมองเหล่านั้นได้ด้วยตัวของเราเอง จากการ “หมั่นฝึกใจ ฝึกเปลี่ยนความคิด ฝึกเปลี่ยนทัศนคติ” มองโลกให้เห็นทั้งสองด้าน แง่ดีแง่ร้าย เราจะพบว่าชีวิตเราก็ไม่ได้มีอะไรให้ต้องเครียดขนาดนั้นเลย เราสามารถออกค้นหาความสุขได้ด้วยการทำใจให้ว่างและสงบลงด้วยตัวเราเองทั้งสิ้น สิ่งดีเข้ามาก็ผ่านไป สิ่งร้ายเข้ามาก็ผ่านไป ไม่มีอะไรติดอยู่กับเราถ้าเราไม่เอาในไปผูกมันไว้