แนะนำ 7 เคล็ดลับฝึกใจลูกน้อยให้รู้จักรอและอดทน

แนะนำ 7 เคล็ดลับฝึกใจลูกน้อยให้รู้จักรอและอดทน

ปัญหาโลกแตกที่คนเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองหลายคนมักจะเจอในเด็กวัย 5 – 10 ปี นั่นก็คือ เด็ก ๆ มักเอาแต่ใจ, ใจร้อน และรออะไรนาน ๆ ไม่ค่อยได้ ทำให้พอเจออะไรที่ต้องใช้เวลานาน หรือต้องใช้ความอดทนสูงก็มักเกิดอาการหงุดหงิด งอแง หรือบางคนก็ถึงขั้นอาละวาดเลยทีเดียว วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 7 เคล็ดลับฝึกใจลูกน้อย ให้รู้จักรอและอดทน

1.พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างให้ลูก
ก่อนที่จะสอนลูกด้วยคำพูด อันดับแรกคุณพ่อคุณแม่ควรทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น เพราะเด็ก ๆ มักมีพ่อแม่ของตัวเองเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ แต่โดยธรรมชาติแล้วเด็ก ๆ จะสังเกตพฤติกรรมแทบทุกอย่างของพ่อแม่ สิ่งไหนที่พ่อแม่ทำได้ เขาก็จะคิดว่าตัวเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ฉะนั้น เราควรทำให้ลูกเรียนรู้ว่าบางเรื่องก็ต้องรู้จักการรอคอยและการอดทน เช่น การเข้าแถวเวลาซื้อสินค้า, การไม่ขับรถฝ่าไฟแดง เป็นต้น

2.การใช้นิทานสอนใจ
การอ่านนิทานสอนใจเกี่ยวกับคุณค่าของการรอและการทดทน ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถฝึกจิตใจของลูกให้ค่อย ๆ ลดความใจร้อนและความเอาแต่ใจได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง แถมเด็ก ๆ ยังจะเห็นโทษการไม่รู้จักรอและไม่มีความอดทนได้ชัดเจนขึ้นด้วย

3.กำหนดเวลาสิ้นสุดการรอให้ชัดเจน
พ่อแม่บางคนมักมีคำพูดติดปากเวลาพูดกับลูก ๆ เช่น “อีกเดี๋ยวนะ” หรือ “อีกแป๊บนะ” คำเหล่านี้ถือเป็นคำที่ไม่มีความน่าเชื่อถือและไม่ศักดิสิทธิ์ในความรู้สึกของเด็กเลยก็ว่าได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ หรือต้องรออีกนานแค่ไหน ฉะนั้น เราควรเปลี่ยนมาใช้คำพูดที่กำหนดเวลาสิ้นสุดการรอให้ชัดเจน เช่น “พ่อ/แม่ขออีก 10 นาทีนะลูก” เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอาการ “หัวร้อน” ของเด็ก ๆ ได้แล้ว ยังช่วยฝึกการรอและความอดทนของเขาได้อีกด้วย

4.หากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจ
การให้เด็กวัยกำลังซนนั่งรอเฉย ๆ ย่อมทำให้เขาเกิดความหงุดหงิดและเบื่อหน่ายได้ง่าย ฉะนั้น เราจึงควรหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของเขา เช่น การวาดภาพระบายสี หรือการเล่นเกมกระดานต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้เขามีสมาธิจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้จนกว่าเราจะทำธุระเสร็จ

5.เล่นเกมฝึกความอดทน
นอกจากการสอนด้วยคำพูดแล้ว พ่อแม่ควรใช้การฝึกที่ลูกจะค่อย ๆ เรียนรู้และซึมซับการรู้จักรอและความอดทนไปแบบไม่รู้ตัว เช่น การเล่นต่อเลโก้, ต่อจิ๊กซอว์, ต่อโดมิโน่ ฯลฯ เกมเหล่านี้นอกจากจะช่วยฝึกสมาธิและความอดทนให้เขาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวได้อีกด้วย

6.ให้กำลังใจลูกเสมอ
เมื่อใดก็ตามที่ลูกสามารถรอได้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ พ่อแม่ควรชื่นชมและให้กำลังใจเขาตามสมควร ถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการฝึกการรอและความอดทนให้เขาเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากเด็กจะรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้แล้ว ยังจะทำให้เขามีกำลังใจในการรอและอดทนอย่างใจเย็นในครั้งต่อไปอีกด้วย

7.ให้รางวัล
พ่อแม่ควรทำข้อตกลงหรือกำหนดกติกาง่าย ๆ กับลูกว่า หากอดทนรอได้ตามเวลาที่กำหนดแล้ว จะมีรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสมควร แต่ไม่ควรเป็นรางวัลชิ้นใหญ่จนเกินไป เพราะอาจกลายเป็นการฝึกให้ลูกทำดีเพื่อหวังผลแบบไม่รู้ตัวนั่นเอง

ในยุคปัจจุบันที่เด็ก ๆ โตมากับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ตอบสนองพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่กดทีเดียวก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการ ทำให้ติดนิสัยใจเร็วด่วนได้ หากได้หมั่นฝึกใจให้เขาอดทนรอคอยเป็นแล้ว เขาก็จะรู้จักรอได้ ไม่ใจร้อนหรือหุนหันพลันแล่น