วิธีการฝึกใจได้ผลดี ฝึกใจอย่างไรให้ไม่ให้ขี้เกียจ

วิธีการฝึกใจได้ผลดี ฝึกใจอย่างไรให้ไม่ให้ขี้เกียจ

ความขี้เกียจ นับเป็นอุปสรรคต่อการเรียนและการทำงาน ทำให้ง่วงนอน ซึมเศร้า เคลื่อนไหวช้า รู้สึกสมองตื้อ โดยเฉพาะหากต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ก็จะเกิดการผัดวันประกันพรุ่ง กระทบต่อภาพลักษณ์ ความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นในการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นในระยะยาวด้วย

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจที่ได้ผลดีมาฝาก เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

1. การมีเป้าหมายที่ชัดเจน

การตั้งเป้าหมายของชีวิตให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในวัยเรียนหรือทำงาน ก็ควรมีเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เพื่อช่วยให้วางแผนชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น การไม่มีเป้าหมายที่ตั้งใจด้วยตัวเองมักจะทำให้ขี้เกียจ มีความเบื่อหน่ายง่ายไม่อดทนและผัดผ่อนการทำงานไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้การวางเป้าหมายจะต้องมีลักษณะที่จับต้องได้ เช่น ตั้งใจว่าจะทำงานที่เจ้านายสั่งให้สำเร็จ 5 ชิ้นภายใน 3 เดือน หรือต้องมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 20,000 บาทใน 3 เดือน เป็นต้น

2. มองส่วนดีของงาน

นอกจากนี้การมองให้เห็นข้อดีของการทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความท้อแท้และความขี้เกียจได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะที่มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานเจ้านายหรือลูกน้อง หากมองที่ข้อดีบ่อย ๆ ก็จะทำให้ขยันมากขึ้นได้ เช่น งานที่ทำอยู่มีความมั่นคง เงินเดือนที่ได้รับเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายส่วนตัวและจำเป็นสำหรับค่าเล่าเรียนบุตร การทำงานล่วงเวลาทำให้มีเงินเก็บออมสำหรับอนาคตของครอบครัวมากขึ้น เป็นต้น

วิธีการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจที่ได้ผลดี

3. เสนอไอเดียให้มากขึ้น

สำหรับผู้ที่ทำงานแนวครีเอทีฟที่ต้องสร้างงานใหม่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือการต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หากมีความขี้เกียจก็จะกระทบต่อความก้าวหน้าในงานอย่างมาก วิธีแก้คือการพยายามคิดโปรเจ็กต์และเสนอไอเดียต่อทีมงานให้มากที่สุด เพื่อให้รู้สึกมีส่วนร่วมและทำให้กระตือรือร้นที่จะทำงานชิ้นนั้นให้สำเร็จมากขึ้น ซึ่งผลงานที่ได้จะสร้างความภูมิใจและทำให้คุณมีไฟในการทำงานมากขึ้นได้

4. แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

การทำงานในทุกสถานที่ย่อมมีปัญหาที่บั่นทอนความขยัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนที่ทำงานหลากหลายแห่งจะทำให้เห็นแนวทางแก้ปัญหาทั้งเรื่องคนและระบบงานมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าหลายแห่งมีปัญหามากกว่าและขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานมากกว่า คุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองโชคดีและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานของคุณให้ดีมากขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าการฝึกใจไม่ให้ขี้เกียจ และเสริมสร้างความขยัน เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความสุขและความก้าวหน้าในอาชีพการงาน หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางที่คุณจะนำไปปรับใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำงานมากยิ่งขึ้น

วิธีการฝึกใจให้ประหยัด 2019

วิธีการฝึกใจให้ประหยัด 2019

ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สังคมและเศรษฐกิจมีความผันผวนมาก แต่ละคนจึงต้องหาวิธีในการประหยัดหรือควบคุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งวิธีการฝึกใจให้ประหยัดสามารถทำได้หลายเทคนิค ดังที่เราได้รวบรวมมาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม ดังนี้

1. คิดเสียว่าการดูภาพยนตร์ในโรงหนังเป็นเรื่องไม่จำเป็น ลองลดจำนวนครั้งในการดูหนังในโรงภาพยนตร์ลงไป ด้วยการเปลี่ยนไปใช้วิธีการซื้อโปรแกรมดูหนังผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่มีการคิดค่าใช้จ่ายแบบรายเดือนหรือรายปีแทน จะทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันมีหลายบริษัทให้บริการหนังในระบบสตรีมมิ่งที่ทำให้สามารถดูออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในด้านความคมชัดของภาพและเสียง และด้วยระบบเทคโนโลยี 4G และโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ รวมถึงแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก็ทำให้คุณได้อรรถรสในการดูหนังผ่านหน้าจออุปกรณ์เหล่านี้ ใกล้เคียงกับการดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้เช่นกัน

2. ฝึกเลือกซื้อเสื้อผ้าด้วยการเน้นที่คุณภาพ การซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นหรือซื้อที่ราคาถูกมาก อาจทำให้เบื่อง่ายเพราะตกเทรนด์ หรือใช้งานได้ในระยะเวลาสั้นเพราะเสื้อผ้าเสียทรง เนื้อผ้าเป็นขุยสวมใส่ไม่สบาย ฯลฯ จึงควรฝึกใจ ตั้งใจซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะใช้ได้นาน จึงจะเป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าและช่วยให้ประหยัดได้จริง ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกแบบที่ใส่สบาย สีสันไม่ฉูดฉาด เนื้อผ้าเหมาะกับฤดูกาล จึงจะทำให้คุณเลือกหยิบใช้ได้บ่อยยิ่งขึ้น

3. ให้ความสำคัญกับอาหารที่ทำเองในครอบครัว การทำอาหารรับประทานเอง นอกจากจะสามารถเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ทำเมนูอาหารที่ตัวเองและสมาชิกแต่ละคนชื่นชอบได้แล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ สามารถเรียนรู้เมนูอาหารใหม่ ๆ ผ่านคลิปในเว็บไซต์ YouTube.com หรือรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับอาหารซึ่งมีอยู่มากมายในปัจจุบันได้ด้วย

4. เห็นความสำคัญของการดื่มน้ำเปล่า ผักผลไม้สดมากกว่า การดื่มน้ำอัดลมกระป๋องหรือผักผลไม้กล่อง ที่มักจะมีราคาแพงและมีการเติมน้ำตาล เพื่อปรับรสชาติให้หวาน ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานในระยะยาวได้

5. ใช้บริการรถรับส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT รถเมล์ รถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ แทนการขับรถส่วนตัวบ้าง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าเช่าที่จอดรถ ซึ่งนับเป็นจำนวนเงินหลายพันบาทต่อเดือน

เห็นได้ว่า วิธีการฝึกใจให้ประหยัดต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิธีการคิดและไลฟ์สไตล์ในแต่ละวัน หวังว่าทุกท่านจะนำวิธีที่กล่าวมาไปปรับใช้ตามสถานการณ์ได้ตามความเหมาะสม

การฝึกใจให้ประหยัดสามารถทำได้หลายเทคนิค